บทที่ 333: ยินดีต้อนรับกลับบ้าน (1/2)
อวี้เป่าใช้หนังสือปกแข็งตั้งบังชามเอาไว้ ก่อนจะแอบกินกับน้องชายเงียบๆ
ทั้งสองผลัดกันกินคนละคำ รสเปรี้ยวอมหวานที่แสนอร่อยอบอวลอยู่เต็มปาก ทำให้พี่น้องคู่นี้ยิ้มจนตาหยี
น่าสงสารก็แต่เชียนเป่ากับเหยาเป่าที่ยังกินอะไรไม่ได้เลย
น้องๆ พลาดของอร่อยไปตั้งเยอะ!
แต่ไม่เป็นไร พวกเขาจะกินเผื่อน้องๆ เอง พอโตขึ้นเมื่อไหร่ค่อยเล่าให้ฟังแล้วกัน
ฝาแฝดชายหญิง “?!”
แต่สุดท้าย พี่ชายใจดีก็ยังแบ่งน้ำมะเขือเทศรสเปรี้ยวอมหวานให้น้องๆ ได้ลิ้มลอง สองหนูน้อยชอบใจมากถึงกับปรบมืออย่างร่าเริง
เมื่อจันทราลอยเด่นขึ้นสู่ฟากฟ้า หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านก็จมดิ่งสู่ความเงียบสงัด
หลินเจาและคนอื่นๆ ก็ย่องมาถึงตีนเขาอย่างเงียบเชียบ
เสียงเคาะประตูสั้นสองครั้งยาวหนึ่งครั้งเป็นสัญญาณที่รู้กัน
ไม่เพียงแต่เมิ่งจิ่วซือเท่านั้น แต่คนในห้องอื่นๆ ก็รู้ได้ทันทีว่าคนที่มาเป็นพวกเดียวกัน ทุกคนต่างทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ไม่รับรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างบ้านเมิ่งกับบ้านหลินและบ้านกู้ และทำเหมือนไม่รู้ว่าที่นี่มีคนแวะเวียนมาเป็นครั้งคราว
เมิ่งจิงโม่ที่กำลังสัปหงกหัวผงกหงึกๆ สะดุ้งตื่นทันทีเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู
“พ่อครับ” เด็กชายลุกขึ้นนั่งบนเตียง หูเล็กๆ ตั้งตรง
“นอนต่อเถอะ พ่อจะออกไปดูเอง” เมิ่งจิ่วซือลุกจากเตียง
ว่าจบเขาก็ออกจากห้อง แล้วเดินเพียงไม่กี่ก้าวก็มาถึงประตูรั้วผุพัง เขาปลดสลักแล้วดึงประตูเปิดออก
ด้านนอกประตูมีคนยืนอยู่ หนึ่ง สอง สาม สี่… ห้าคน
เป็นครอบครัวหลินสี่คนกับลูกเขยของบ้าน
“...พ่อครับ แม่ครับ” เมิ่งจิ่วซือนิ่งไปชั่วขณะก่อนจะหลุดปากถาม “พวกคุณกลับมาแล้วเหรอครับ”
พอได้ยินเสี่ยวซื่อเรียกพ่อกับแม่ หลินเฮ่อหลิงและซ่งซีเวยก็ใจเต้นแรง ทั้งสองสบตากันด้วยแววตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความสุข
เสี่ยวซื่อยอมรับพวกเขาสองคนแล้ว!
เมิ่งจิ่วซือเห็นสีหน้าดีใจของพ่อแม่ก็รู้สึกเขินๆ จึงเบนสายตาไปมองชายหนุ่มที่ใช้ไม้ค้ำยันแทน เขามีผิวคล้ำ ดวงตาดำขลับเป็นประกาย และมีบุคลิกที่ดูซื่อตรงคล้ายกับน้องเขยอยู่บ้าง
“คุณคือ...” เมิ่งจิ่วซือเริ่มคาดเดาในใจ
หลินซื่อฝานเดินเข้ามา มือข้างหนึ่งค้ำไม้เท้า ส่วนแขนอีกข้างโอบกอดน้องชายร่วมสายเลือดพลางตบหลังไปสองสามทีด้วยน้ำเสียงที่สดใสและทรงพลัง
“พี่ชายนายเอง พี่ชายที่ลืมตาดูโลกพร้อมกับนาย ลูกชายคนที่สามของบ้านหลิน” เสียงดังแบบทหารทำให้หูของเมิ่งจิ่วซืออื้อไปหมด “เสี่ยวซื่อ ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”
เขาหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมายัดใส่มือของเมิ่งจิ่วซืออย่างไม่เกรงใจ
“นี่ข้อมูลติดต่อของฉัน ถ้ามีอะไรก็เขียนจดหมายมาหาได้เลย”
ซ่งซีเวยตบไหล่หลินซื่อฝานเบาๆ “แม่กับพ่อของแกก็อยู่ตรงนี้ ยังไม่ถึงตาแกหรอก”
หลินซื่อฝานแกล้งทำหน้ายู่ “ก็เผื่อไว้ไงครับ ผมเป็นพี่ชายแท้ๆ ของเสี่ยวซื่อนะ เขาจะไม่รู้ได้ยังไงว่าผมอยู่ที่ไหน”
“ใช่ไหมล่ะ” เขาโอบไหล่เมิ่งจิ่วซืออย่างเป็นกันเอง
เมิ่งจิ่วซือ “...” ไม่คิดว่าพี่ชายฝาแฝดของตัวเองจะมีนิสัยแบบนี้
เขามองใบหน้าของหลินซื่อฝานที่คล้ายกับตัวเองเพียงสามส่วนอย่างเหม่อลอย
“...ผมไม่เหมือนพี่เลย”
หลินซื่อฝานรู้ดีว่าพวกเขาหน้าตาคล้ายกันน้อยมาก “แต่ตากับความสูงเหมือนกันนะ”
หลินเฮ่อหลิงกับซ่งซีเวยต่างก็ตัวสูง ลูกๆ ที่เกิดมาจึงไม่มีใครตัวเตี้ยเลยสักคน หน้าตาก็ดูดีกันไปคนละแบบ เวลายืนอยู่ด้วยกันก็ไม่มีใครคิดว่าพวกเขาไม่ใช่พี่น้องกัน
การยืนคุยกันหน้าประตูคงดูไม่ดี พวกเขาทั้งหมดจึงเดินเข้ามาในลานบ้าน
คนที่อาศัยอยู่ตีนเขามีสถานะพิเศษ จึงไม่ได้รับสิทธิพิเศษใดๆ สภาพแวดล้อมที่นี่จึงไม่สู้ดีนัก ลานบ้านก็โล่งเตียน ไม่มีแม้แต่เก้าอี้สักตัวเดียว ทำได้เพียงนั่งบนเสื่อที่ทำจากหญ้าเท่านั้น
เมิ่งจิงโม่สนิทสนมกับคนบ้านหลิน พอได้ยินเสียงคุณย่าก็รีบสวมรองเท้าฟางเดินออกมา ส่วนเมิ่งกว่างไป๋ที่นอนหลับไม่สนิทนัก พอเห็นพี่ชายลุกออกจากห้องก็เดินตามมาอย่างงัวเงีย
“พี่ พี่ รอผมด้วย”
เมิ่งจิงโม่ไม่ได้ยินเสียงน้องชาย
พอเห็นคนแปลกหน้าในลานบ้าน เขาก็หยุดเดินทันที ดวงตาฉายแววสงสัย
“พ่อครับ” เขาวิ่งไปยืนข้างๆ เมิ่งจิ่วซือ ก่อนจะหันไปทักทายหลินเจาและกู้เฉิงหวย “คุณอาอาเขยอาหลิน”
ทันใดนั้น เมิ่งกว่างไป๋ที่สวมเพียงเสื้อแขนสั้นกับกางเกงขาสั้นก็เดินออกมาเช่นกัน
เดิมทีเขาเป็นเด็กร่าเริง ยิ้มเก่ง และช่างพูด แต่หลังจากที่เห็นพ่อถูกคนกลุ่มหนึ่งจับตัวไปต่อหน้าต่อตา เขาก็กลายเป็นเด็กขี้อายและกลัวการพบเจอคนแปลกหน้าไปเลย
พอเห็นว่าในลานบ้านมีคนอยู่เยอะ กว่างไป๋ก็รู้สึกประหม่าขึ้นมา เขาทำอะไรไม่ถูกจนเผลอยกหลังมือขึ้นมากัด
เมิ่งจิ่วซือกวักมือเรียกลูกชายคนเล็ก
กว่างไป๋จึงรีบวิ่งต้อยๆ เข้าไปหลบอยู่หลังขาของพ่อ
“เมิ่งจิงโม่ กว่างไป๋ นี่คือญาติๆ ของพ่อเอง พ่อจะแนะนำให้พวกลูกรู้จักนะ…” เมิ่งจิ่วซือค่อยๆ แนะนำสมาชิกในครอบครัวให้ลูกชายทั้งสองได้รู้จัก
เขาชี้ไปที่หลินเฮ่อหลิงและซ่งซีเวย “นี่คือคุณปู่กับคุณย่าของพวกลูก เป็นพ่อกับแม่แท้ๆของพ่อเอง”
หลินเฮ่อหลิงมีบุคลิกที่สงบและอ่อนโยนดุจสายลมแห่งเดือนมีนาคม ดูเป็นคนไม่มีพิษมีภัยและน่าคบหา
เมิ่งจิงโม่และกว่างไป๋จ้องมองเขาด้วยความอยากรู้
“คุณปู่เหรอครับ”
หลินเฮ่อหลิงขอยืมขนมกระป๋องและบิสกิตจากลูกสาวมาเป็นของขวัญรับขวัญหลานชาย
เขายื่นของให้เด็กๆ ด้วยท่าทีอ่อนโยนและเปี่ยมรัก “ปู่คือปู่ของพวกหลานนะ นี่เป็นของขวัญที่ปู่กับย่าเตรียมมาให้ พอดีว่ารีบมากันไปหน่อยเลยไม่ได้เตรียมอะไรมามากนัก คราวหน้าปู่จะเตรียมของที่ดีกว่านี้มาให้นะ”
ซ่งซีเวยเพียงแต่ยิ้ม ไม่ได้เอ่ยคำใด
ไม่ต้องรีบร้อน วันเวลาข้างหน้ายังอีกยาวไกล
เมิ่งจิงโม่หันไปมองเมิ่งจิ่วซือเป็นเชิงขออนุญาต เมื่อเห็นพ่อพยักหน้าแล้วจึงค่อยยื่นมือเล็กๆ ออกไปรับของ
“ขอบคุณครับคุณปู่คุณย่า”
กว่างไป๋มองหลินเฮ่อหลิงอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก ก่อนจะรีบหลบสายตาแล้วกล่าวขอบคุณเสียงเบา “ขอบคุณครับคุณปู่คุณย่า”
หลินเฮ่อหลิงนั่งลงบนเสื่อหญ้าด้วยท่าทีสบายๆ สายตาที่มองหลานๆ ทอประกายอ่อนโยน
“จิ่วซือ เลี้ยงลูกได้ดีมากจริงๆ” เขาไม่คิดเลยว่าคนบ้านหยวนจะเลี้ยงเด็กแบบนี้ออกมาได้ การที่เด็กทั้งสองเติบโตมาเป็นเช่นนี้ได้ จิ่วซือคงทุ่มเทแรงกายแรงใจไปไม่น้อยเลยทีเดียว
สีหน้าของเมิ่งจิ่วซือดูผ่อนคลาย เขามองลูกชายทั้งสองด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ “เมิ่งจิงโม่กับกว่างไป๋เป็นเด็กดีโดยเนื้อแท้อยู่แล้วครับ”
ซ่งซีเวยเห็นแววตาอยากกินของหลานชายก็ลุกขึ้นเดินไปหาพี่น้องตระกูลเมิ่ง ก่อนจะช่วยบิดฝากระป๋องออกให้
“ไปเอาช้อนมาสิ” เธอบอก “กินของหวานแล้ว ก่อนนอนก็อย่าลืมแปรงฟันด้วยนะจ๊ะ”
เมิ่งจิงโม่กับกว่างไป๋ไม่ได้แตะต้องอาหารกระป๋องมาหลายเดือนแล้ว ทั้งคู่ต่างอยากกินจนเผลอกลืนน้ำลายอึกใหญ่พลางช้อนตามองเมิ่งจิ่วซือ
‘กินได้ไหมครับ’
สีหน้าของเด็กๆ นั้นอ่านได้ไม่ยากเลย
“ไปเอามาเถอะ ฟังที่คุณย่าบอกนะ กินเสร็จก็อย่าลืมแปรงฟันด้วยล่ะ”
“ครับ” ใบหน้าคมเข้มของเมิ่งจิงโม่ปรากฏรอยยิ้มกว้าง ดวงตาที่สุกใสเป็นประกายดุจดาวซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของคนตระกูลหลินทอแสงเจิดจ้า เขาไปหาช้อนมาแล้วแบ่งกันกินกับน้องชาย
ค่ำคืนนี้เป็นค่ำคืนที่แสนสุขของสองพี่น้อง
หลินเจาอดเป็นกังวลเรื่องอาการบาดเจ็บที่ขาของพี่ชายคนที่สามไม่ได้ จึงเอ่ยปากขึ้นว่า “พี่สี่คะ ขาของพี่สามบาดเจ็บอยู่นะคะ พี่ช่วยดูอาการให้เขาหน่อยได้ไหม”
เมิ่งจิ่วซือก็กำลังคิดจะทำเช่นนั้นอยู่พอดี เขาพยักหน้ารับแล้วหันไปทางหลินซื่อฝาน “เข้าไปดูในห้องดีไหม”
หลินซื่อฝานไม่อยากให้ครอบครัวเห็นสภาพขาของตน จึงส่งสายตาชื่นชมไปให้น้องชาย
ดูสิ สมแล้วที่เป็นน้องชายฝาแฝดของเขา ช่างรู้ใจกันดีจริงๆ
ผู้เฒ่าเมิ่งกำลังนั่งพิงหัวเตียงอ่านตำราแพทย์อยู่ เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตู เขาก็วางหนังสือลงแล้วหรี่ตามอง
“คุณปู่ครับ” เมิ่งจิ่วซือแนะนำหลินซื่อฝานให้ท่านรู้จัก “นี่พี่สามของผมเองครับ”
หลินซื่อฝานรู้ดีว่าชายชราตรงหน้าคือผู้ที่เลี้ยงดูเสี่ยวซื่อมา เขาจึงแสดงความเคารพอย่างสูง “สวัสดีครับคุณผู้เฒ่าเมิ่ง ผมหลินซื่อฝานครับ คุณปู่จะเรียกผมว่าซื่อฝานหรือเสี่ยวหลินก็ได้ตามสะดวกเลยครับ”
จนถึงบัดนี้ นอกจากบรรดาสะใภ้ของบ้านหลินแล้ว ผู้เฒ่าเมิ่งก็ได้พบหน้าคนบ้านหลินครบทุกคน และท่านก็มีความประทับใจที่ดีต่อพวกเขามาก
“อืม ดี” ท่านยิ้มรับ
เมิ่งจิ่วซือจึงเข้าเรื่องทันที “คุณปู่ครับ พี่สามของผมบาดเจ็บที่ขาตอนไปปฏิบัติภารกิจ เขาไปโรงพยาบาลทหารมาแล้วแต่อาการไม่สู้ดีนัก เลยอยากจะลองให้หมอแผนจีนดูหน่อยครับ”
ผู้เฒ่าเมิ่งเกิดในตระกูลแพทย์แผนจีน ได้เรียนรู้และซึมซับวิชาแพทย์มาตั้งแต่ยังเล็ก เรื่องฝีมือการรักษานั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่ายอดเยี่ยมเพียงใด
“จะรักษาโรคก็ต้องพึ่งแพทย์แผนจีนสิ ส่วนแพทย์แผนตะวันตกน่ะ…ก็แค่พอใช้ได้ ยังไงก็สู้ภูมิปัญญาการรักษาที่บรรพบุรุษของเราสืบทอดกันมาไม่ได้หรอก” ท่านผู้เฒ่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ของแพทย์แผนจีน ไม่ว่าคู่สนทนาจะเป็นใคร ท่านก็มักจะพูดเช่นนี้เสมอ
ถึงแม้หลินซื่อฝานจะไม่ค่อยเข้าใจ แต่เขาก็ไม่คิดจะโต้เถียงกับผู้สูงอายุ
“แน่นอนอยู่แล้วครับ ถ้าไม่ดีจริงคงสืบทอดต่อกันมาเป็นพันๆ ปีไม่ได้หรอกครับ” เขาเองก็คิดเช่นนั้นจากใจจริงเช่นกัน
คำพูดนี้ทำให้ผู้เฒ่าเมิ่งพอใจเป็นอย่างยิ่ง
ท่านมองเขาด้วยสายตาที่ชื่นชม
“เจ้าหนุ่มคนนี้เป็นคนมีหัวคิด”
[จบบท]