บทที่ 335: จะตั้งตารอ
เบื้องหน้าของหลินเจาปรากฏหน้าต่างโปร่งใสขึ้น พร้อมกับข้อมูลของสิ่งที่เธอเพิ่งได้รับมา
【สารละลายสารอาหารเร่งการเจริญเติบโตจากต่างมิติ (ระดับสูง): ของเหลวนี้มีลักษณะเป็นของเหลวโปร่งแสงสีน้ำเงินเข้ม ภายในมีจุดแสงสีทองเล็กๆ ลอยอยู่มากมาย ดูราวกับธารดวงดาวที่กำลังไหลเวียนอยู่ภายใน เมื่อเขย่าเบาๆ จะปรากฏประกายแสงออร่าแห่งพลังวิญญาณที่สว่างไสวออกมา
สรรพคุณ:
กระตุ้นการแตกหน่อ สามารถปลุกเมล็ดพันธุ์ที่อยู่ในภาวะพักตัวให้ตื่นขึ้น เร่งการงอก และลดระยะเวลาในการเจริญเติบโตได้
เสริมสร้างระบบราก ช่วยส่งเสริมให้รากของพืชแข็งแรง เพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซับสารอาหาร ทำให้ลำต้นเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง
สรรพคุณอื่นๆ ให้สำรวจด้วยตนเอง
วิธีใช้: ต้องเจือจางก่อนใช้งาน โดยใช้สารละลาย 1 หยดผสมกับน้ำสะอาด 1 ลิตร แล้วนำไปรดที่ดิน หลีกเลี่ยงไม่ให้สารละลายสัมผัสกับเมล็ดพันธุ์โดยตรง】
ในที่สุดของที่ต้องการก็ได้มาอยู่ในมือ!
รอยยิ้มเบ่งบานทั่วใบหน้าของหลินเจา เธอดีใจจนยิ้มไม่หุบอยู่นานเกือบนาที ก่อนจะก้าวเท้าเดินจากไปอย่างอารมณ์ดี
กู้เฉิงหวยที่มองไปทางส้วมหลุมอยู่ก่อนแล้วจึงหันกลับมา เขาสังเกตเห็นว่าภรรยาของตัวเองดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ แต่ก็เพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ไม่ได้คิดจะซักไซ้ให้มากความ ปล่อยผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“พี่สี่คะ ฉันขอกระถางใบนั้นกลับไปได้ไหม พอดีฉันอยากจะลองปลูกด้วยตัวเองดูน่ะค่ะ” หลินเจาเดินเข้าไปหาเมิ่งจิ่วซือแล้วเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มสดใส
เมิ่งจิ่วซือไม่ได้คัดค้านอะไร เมล็ดพันธุ์พวกนั้นไม่ยอมงอกมาตั้งหลายวันแล้ว โอกาสรอดคงไม่มี เขาได้ลองมาหมดทุกวิถีทางแล้ว แถมยังไปขอคำปรึกษาจากคุณเฉียวและศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยอีกสองท่าน แต่ก็ยังไม่เป็นผล
“ได้สิ”
หลินเจายิ้มกว้างจนดวงตาโค้งเป็นเสี้ยวพระจันทร์ “ขอบคุณนะคะพี่สี่”
“จะขอบคุณทำไมกัน พี่ไม่ได้ช่วยอะไรเธอเลยสักนิด” เมิ่งจิ่วซือรู้สึกผิดหวังในตัวเอง จนอยากจะย้อนเวลากลับไปเรียนด้านการจัดสวนเมื่อหลายปีก่อนให้รู้แล้วรู้รอด
“ไม่เกี่ยวกับพี่เลยสักนิดค่ะ ต้องโทษที่เมล็ดพันธุ์มากกว่า” หลินเจาโบ้ยความผิดทั้งหมดไปให้เมล็ดพันธุ์ที่ไม่สามารถโต้เถียงได้
เมล็ดพันธุ์สมุนไพรมหัศจรรย์ได้แต่คิดในใจ: มนุษย์จากมิติชั้นต่ำเอ๊ย แม้แต่หญ้าต้นเล็กๆ ก็ยังไม่เว้น ช่างร้ายกาจเสียจริง!
เมื่อเห็นว่าเย็นมากแล้ว หลินเจาและคนอื่นๆ จึงพากันเดินลงจากเชิงเขา
ระหว่างทางไม่มีใครเอ่ยถึงอาการบาดเจ็บที่ขาของหลินซื่อฝาน สำหรับหลินเฮ่อหลิง ซ่งซีเวย และกู้เฉิงหวยแล้ว พวกเขาต่างคิดว่าในเมื่อเรื่องมันมาถึงขั้นนี้ ก็ไม่ควรไปสะกิดแผลในใจของเจ้าตัวซ้ำอีก เขาโตพอที่จะรู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป
ทว่าหลินเจานั้นกลับมั่นใจเต็มร้อย ในเมื่อตอนนี้มีสารละลายเร่งการเจริญเติบโตอยู่ในมือแล้ว เถี่ยกู่จี๋จะต้องงอกออกมาอย่างแน่นอน และเมื่อนั้นขาของพี่สามก็จะหายดี
เขายังสามารถกลับไปประจำการในกองทัพ และทำอาชีพที่เขารักต่อไปได้
จริงอยู่ที่การเป็นทหารนั้นมีความเสี่ยง แต่จะให้กลัวจนไม่กล้าทำอะไรเลยก็คงไม่ได้ ภาพรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุขของพี่สามในวันที่รู้ว่าตัวเองได้รับคัดเลือกให้เป็นทหารยังคงติดตาเธออยู่เสมอ
เขาทำงานอย่างหนักมาโดยตลอด ไม่เคยปริปากบ่นถึงความยากลำบากเลยแม้แต่ครั้งเดียว เหรียญกล้าหาญที่ประดับอยู่บนตัวของเขานั้น มีมากกว่าที่คนอื่นได้รับมาทั้งชีวิตเสียอีก
เขาใฝ่ฝันถึงการเป็นทหารมาตั้งแต่เด็ก และตอนนี้ชีวิตในกองทัพก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเขาไปแล้ว การต้องพรากสิ่งนั้นไปจากเขา คงเจ็บปวดไม่ต่างอะไรกับการถูกบดขยี้กระดูก
แล้วหลินเจาจะทนดูได้อย่างไร
หากเธอไร้ความสามารถก็คงช่วยอะไรไม่ได้ แต่ในเมื่อตอนนี้เธอมีของวิเศษอยู่ในมือ เธอก็ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ความฝันของพี่สามเป็นจริง
หลินซื่อฝานรู้สึกได้ถึงสายตาของน้องสาวที่จับจ้องมาที่ตัวเอง มันเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความเห็นใจ และ...ให้กำลังใจอย่างนั้นหรือ? เขารู้สึกพูดไม่ออกอยู่บ้าง
แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าถูกดูแคลนแต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับรู้สึกอบอุ่นในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก
เด็กคนนี้นี่จริงๆ เลย
อาการบาดเจ็บที่ขารุนแรงขนาดนั้น ตอนเดินย่อมต้องเจ็บปวดอยู่แล้ว เพียงแต่ด้วยความที่เขามีจิตใจที่แข็งแกร่งและมีความอดทนสูง จึงไม่แสดงอาการใดๆ ออกมาให้เห็นแม้แต่น้อย
กลุ่มของหลินเจาเดินทอดน่องลงจากเขาไปเรื่อยๆ พลางคุยสัพเพเหระกันไปตลอดทาง
หลินเฮ่อหลิงและซ่งซีเวยเล่าเรื่องราวตอนที่ไปเยี่ยมที่กองทัพ พอพูดถึงเพื่อนทหารของหลินซื่อฝาน ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะกล่าวถึงสหายซุนคนนั้น
พ่อกับแม่ของเธอได้จัดการปัญหานั้นไปแล้ว ผู้หญิงคนนั้นก็เป็นได้แค่คนรู้จักที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปในชีวิตของพี่สามเท่านั้น
หลินเจาสบถในใจสองสามคำ ก่อนจะปัดเรื่องไร้สาระทิ้งไปจากความคิด
“พี่สามคะ ของเก่าไม่ไปของใหม่ไม่มาหรอกน่า อย่าไปเสียใจเลยนะ” เธอตบที่แขนของหลินซื่อฝานเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ
หลินซื่อฝาน: “...”
หลินซื่อฝานมีท่าทีร้อนรนเหมือนแมวโดนเหยียบหาง ก่อนจะพึมพำแก้ตัว “คนนั้นยังไม่นับเป็นของเก่าสักหน่อย”
“เจาเจา ถอนคำพูดเดี๋ยวนี้เลยนะ!” เขาแกล้งทำเสียงน้อยใจ
หลินเจาทำท่ารูดซิปที่ปากเป็นการตอบรับ “ก็ได้ค่ะ ได้ ฉันถอนคำพูดก็ได้”
ดูท่าแล้วพี่สามคงจะไม่ได้รู้สึกพิศวาสอะไรกับสหายซุนผู้มองโลกตามความเป็นจริงคนนั้นจริงๆ นั่นแหละ
ยอดเยี่ยม!
กู้เฉิงหวยอุ้มกระถางดินเดินเคียงข้างหลินเจา เขาใช้นิ้วเรียวยาวเคาะที่ขอบกระถางเบาๆ ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นว่า “นี่คืออะไร?”
“สมุนไพรวิเศษค่ะ” หลินเจาทำท่ามีลับลมคมใน แต่ก็อดใจไม่ไหวที่จะกระซิบบอกความลับด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ถ้าปลูกมันสำเร็จนะคะ สถานการณ์ของพี่สี่น่าจะดีขึ้นเยอะเลย แล้วโม่โม่กับไป๋ไป๋ก็จะได้ไปโรงเรียนเหมือนที่อวี้เป่ากับเหิงเป่าได้ไปไงคะ”
กู้เฉิงหวยก้มลงมองดินเปล่าๆ ในกระถาง ไม่รู้ว่าภรรยาของเขาไปเอาความมั่นใจมากมายขนาดนี้มาจากไหน
“...มั่นใจแค่ไหนกัน?” เขาถาม
“9 ส่วนเต็ม 10 เลยค่ะ” หลินเจาตอบกลับอย่างหนักแน่น
กู้เฉิงหวย: “...”
ถ้าเธอบอกว่ามั่นใจสัก 3-4 ส่วน เขายังพอจะเชื่ออยู่บ้าง แต่พอมามั่นใจเต็มร้อยขนาดนี้ กลับทำให้เขาอดลังเลไม่ได้
“คุณไม่เชื่อฉันเหรอคะ?” หลินเจาเหลือบสายตามองเขา
“...เชื่อสิ”
แต่น้ำเสียงของเขานั้น ฟังอย่างไรก็ดูเหมือนฝืนใจพูดเต็มทน
ทว่าหลินเจาไม่ได้ถือสา “ไม่ต้องฝืนใจเชื่อก็ได้ค่ะ เดี๋ยวรอให้ฉันปลูกมันสำเร็จก่อน แล้วให้พี่สี่นำไปทดลองจนเห็นผล รับรองว่าคุณจะต้องประหลาดใจแน่ๆ”
เธอรู้ดีว่าในแต่ละปีมีทหารฝีมือดีจำนวนไม่น้อยที่ต้องถูกปลดประจำการอย่างน่าเสียดายเพียงเพราะอาการบาดเจ็บที่แขนหรือขา หากสามารถนำเถี่ยกู่จี๋มาสกัดเป็นยารักษาได้ ก็จะสามารถรั้งทหารที่มีความสามารถโดดเด่นเหล่านั้นไว้ได้อีกมากมาย
กู้เฉิงหวยไม่ได้เอ่ยคำพูดที่บั่นทอนกำลังใจของเธอ “ผมจะตั้งตารอ”
เมื่อกลับมาถึงบ้าน หลินเจาก็นำกระถางดินที่เพาะเมล็ดพันธุ์สมุนไพรมหัศจรรย์ไปวางไว้ที่มุมกำแพง ก่อนจะอาศัยจังหวะที่ทุกคนเผลอ แอบนำสารละลายเร่งการเจริญเติบโตออกมาเจือจางแล้วเทรดลงไป
เท่านี้ก็เรียบร้อย!
พรุ่งนี้มันจะแตกหน่อออกมาให้เห็นใช่ไหมนะ...
ตื่นเต้นจัง!!
คืนนั้น หลินเฮ่อหลิง ซ่งซีเวย และหลินซื่อฝานจึงได้พักค้างคืนที่บ้านอิฐหลังใหม่ของครอบครัวกู้
เดิมทีทั้งสามคนตั้งใจจะเดินทางกลับกองพลการผลิตตงเฟิง แต่ก็ถูกหลินเจาเกลี้ยกล่อมให้อยู่ต่อ เธอให้เหตุผลว่าที่บ้านยังมีห้องว่างเหลือเฟือ อีกทั้งพี่สามก็ยังเจ็บขาอยู่ การเดินทางกลับหมู่บ้านตอนกลางคืนแบบนี้มันลำบากเกินไป หากเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นระหว่างทางจะไม่คุ้มกัน กู้เฉิงหวยเองก็ช่วยพูดเสริมอีกแรง
เมื่อลูกสาวและลูกเขยต่างยืนกรานเช่นนั้น สองสามีภรรยาบ้านหลินจึงยอมพักค้างคืนด้วย
***
เช้าวันรุ่งขึ้น
เด็กแฝดทั้งสองกำลังยืนแปรงฟันล้างหน้าอยู่เคียงข้างกันที่อ่างล้างหน้าบริเวณลานบ้าน
อ่างล้างหน้านี้เป็นฝีมือของกู้เฉิงหวยที่ก่อขึ้นจากอิฐแดงและปูนซีเมนต์ซึ่งเหลือจากการสร้างบ้าน ในหมู่บ้านยังไม่มีทั้งน้ำประปาและไฟฟ้า จึงไม่สามารถติดตั้งก๊อกน้ำที่สะดวกสบายเหมือนในเมืองได้
กู้เฉิงหวยจึงต้องใช้เส้นสายติดต่อให้คนมาช่วยขุดบ่อน้ำในลานบ้าน ซึ่งในยุคสมัยนี้ แม้แต่การขุดบ่อก็ยังต้องพึ่งพาเส้นสายอยู่ดี เพราะแผนกขุดบ่อมีงานล้นมือ หากไม่มีคนรู้จักก็อย่าหวังว่าพวกเขาจะชายตาแล
บ่อที่ขุดนั้นเป็นบ่อปั๊มโยก เพียงแค่โยกคันโยกลง วาล์วอากาศก็จะดันขึ้นเพื่อไล่อากาศในท่อ ทำให้น้ำจากใต้ดินถูกสูบขึ้นมาอย่างง่ายดาย ไม่ต้องใช้แรงเยอะ เด็กตัวโตๆ ก็สามารถปั๊มน้ำใช้เองได้แล้ว
การมีบ่อน้ำทำให้การซักล้างต่างๆ สะดวกสบายขึ้นมาก แถมน้ำที่ได้ก็ยังเย็นสดชื่นอีกด้วย
ขณะที่เหิงเป่ากำลังแปรงฟันอยู่นั้น เขาก็เหลือบไปเห็นคนสองคนเดินออกมาจากห้องพักแขก ด้วยความตกใจ เขาจึงเผลอกลืนฟองยาสีฟันลงคอไป
“แค่กๆ...” เด็กชายขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะรีบบ้วนปากอย่างร้อนรน
เมื่ออาการดีขึ้นแล้ว เขาก็บ้วนน้ำในปากทิ้ง แล้วหันไปมองหลินเฮ่อหลิงกับซ่งซีเวยอย่างแปลกใจ
“ตาครับ ยายครับ พวกท่านยังไม่กลับไปเหรอครับ?”
เด็กชายไม่ได้หมายความว่าไม่ต้อนรับตาและยาย แต่เป็นเพราะรู้สึกดีใจเสียมากกว่า
“ใช่แล้วจ้ะ เมื่อคืนนอนค้างที่นี่ เดี๋ยวตากับยายก็ว่าจะกลับกันแล้ว” หลินเฮ่อหลิงอธิบายพลางยิ้มอย่างใจดี
ด้วยนิสัยรักความสะอาดที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก ทำให้เขาต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างน้อยทุกๆ 2 วัน ชุดที่สวมใส่อยู่นี้เป็นเสื้อเชิ้ตแขนสั้นที่ทำจากผ้าฝ้ายผสมลินิน เข้าคู่กับกางเกงขายาวผ้าสีน้ำเงินเข้มอมเขียวที่จับจีบไว้อย่างคมกริบ ปลายขากางเกงถูกตัดเย็บมาอย่างพอดีตัว ทำให้ท่วงท่าการลุกนั่งดูสะอาดสะอ้านและคล่องแคล่ว
เสื้อผ้าชุดนี้เป็นฝีมือของหลินเจา ลูกสาวของเขาเอง หากไม่มีเสื้อผ้าสำรองติดมาด้วยแล้วละก็ ป่านนี้เขาคงยืนกรานที่จะกลับกองพลการผลิตตงเฟิงไปแล้ว
อวี้เป่ายิ้มกว้างจนดวงตาหยีเป็นสระอิ ก่อนจะเดินเข้าไปคลอเคลียอยู่ข้างๆ ผู้เป็นตาอย่างประจบประแจง
“ผมชอบให้ตากับยายมาค้างที่บ้านที่สุดเลยครับ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ตื่นเช้ามาก็ได้เจอหน้าตากับยาย ผมดีใจที่สุดเลยครับ”
“ผมก็ดีใจมากๆ เหมือนกันครับ!” เหิงเป่ารีบตะโกนเสริมพี่ชายเสียงดังฟังชัด
เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กๆ ลอยไปถึงห้องนอนของเหล่าก้อนแป้งตัวน้อย เหยาเป่าที่ยังหลับอยู่ยกมือขึ้นมาเกาแก้มเบาๆ ก่อนจะพลิกตัวนอนต่อ ส่วนเชียนเป่าลืมตาขึ้นมาแวบหนึ่ง แต่เพราะยังอยากนอนอู้ต่ออีกสักพัก จึงหลับตาลงอีกครั้ง
ตอนเช้าตรู่อากาศยังคงเย็นสบาย สายลมที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างทำให้ผืนม่านไหวพลิ้วเกิดเสียงสวบสาบ ผสานกับเสียงพูดคุยแผ่วๆ ที่ลอยมาแต่ไกล ช่างเป็นเสียงกล่อมชั้นดีที่ทำให้เคลิ้มหลับได้ง่ายๆ ในที่สุด เด็กน้อยก็ผล็อยหลับไปอีกครา
เมื่อได้ยินเสียงที่สดใสของหลานชายทั้งสอง ดวงตาของหลินเฮ่อหลิงก็ฉายแววอ่อนโยนออกมา
ทางด้านซ่งซีเวยเองก็สวมเสื้อผ้าฝีมือลูกสาวเช่นกัน เป็นเสื้อเชิ้ตแขนสั้นทำจากผ้าฝ้ายทอลายขัดเรียบๆ บริเวณคอเสื้อไม่มีปกเสื้อ แต่ใช้การเย็บเก็บขอบผ้าอย่างง่ายๆ ส่วนท่อนล่างเป็นกางเกงขายาวสีดำทรงกระบอกตรงที่ทำจากผ้าทอลายทแยง
แม้จะเป็นเสื้อผ้าสไตล์เรียบง่ายธรรมดา แต่เมื่ออยู่บนเรือนร่างที่สง่างามของซ่งซีเวยแล้ว กลับขับเน้นให้เธอดูทะมัดทะแมงและคล่องแคล่วเป็นอย่างยิ่ง
[จบบท]