บทที่ 336: ฉันจะคอยดู (2/2)
ซ่งซีเวยรับผ้าขนหนูและแปรงสีฟันอันใหม่ที่หลินเจาส่งให้พลางเอ่ยยิ้มๆ “ที่บ้านมีแปรงสีฟันสำรองไว้ด้วยเหรอจ๊ะ”
การมีผ้าขนหนูสำรองไว้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะของสิ่งนี้ถึงจะหาซื้อยาก แต่ก็มีประโยชน์มาก ไม่ว่าจะเก็บไว้ใช้เองหรือมอบเป็นของขวัญให้คนอื่นก็ถือว่าดีเยี่ยม หลายคนจึงมักจะซื้อเก็บไว้เมื่อมีโอกาส
หลินเจาแย้มยิ้ม “ก็เผื่อไว้ใช้ยามจำเป็นไงคะ ตอนนี้ก็ได้ใช้แล้วเห็นไหม”
เธอเหลือบมองหลินเฮ่อหลิงก่อนจะพูดต่อ “ถ้าหนูไม่เตรียมไว้แต่เนิ่นๆ พ่อคงไม่ยอมค้างที่นี่แน่ๆ”
ซ่งซีเวยช่วยอธิบายแทนสามี “พ่อของลูกเขาติดเป็นนิสัยมาตั้งแต่เด็กแล้ว ผ่านมาครึ่งค่อนชีวิตแล้ว จะให้เปลี่ยนก็คงลำบาก”
“หนูถึงได้เตรียมไว้ล่วงหน้าไงคะ” หลินเจาทำท่ายกนิ้วให้ตัวเองอย่างภาคภูมิใจ
“หนูตัดสินใจแล้วนะ ไม่ว่าพ่อกับแม่จะมาหรือไม่มา ที่นี่ก็ต้องมีของใช้ส่วนตัวของพ่อกับแม่เตรียมไว้หนึ่งชุดเสมอ”
“เจาเจาช่างใส่ใจจริงๆ” ซ่งซีเวยเอ่ยชมด้วยรอยยิ้มก่อนจะเริ่มแปรงฟัน
ส่วนหลินเฮ่อหลิงได้แต่นั่งเงียบ เพราะเขาเองที่เป็นฝ่ายทำให้ลูกสาวไม่พอใจเมื่อคืนนี้
หลังมื้อเช้า ครอบครัวหลินทั้ง 3 คนก็เดินทางกลับไปยังกองพลการผลิตตงเฟิง โดยที่หลินเจาและสามีไม่ได้เหนี่ยวรั้งอะไรอีก
กู้เฉิงหวยขี่จักรยานไปที่บ้านข้างๆ เพื่อไปตามเฒ่าจวงจอมขี้เหนียวให้มาช่วยขับรถวัวไปส่งครอบครัวหลินทั้ง 3 คนกลับกองพลการผลิต
หลินเจามองตามรถวัวที่ค่อยๆ ลับตาไป แล้วหันมาถามกู้เฉิงหวย “คุณไปเชิญเขามาได้ยังไงคะ ไหนว่า...คนหมู่บ้านอื่นจะมายืมรถวัว เขาไม่ให้ยืมไม่ใช่เหรอคะ”
“มันก็ต้องดูว่าใครเป็นคนยืม” กู้เฉิงหวยทำหน้าเรียบเฉย พลางยิ้มมองภรรยาตัวเองราวกับนกยูงกำลังรำแพนหาง
“...” หลินเจาไม่พูดอะไรแล้วเดินกลับเข้าหมู่บ้านไป
กู้เฉิงหวยลูบจมูกตัวเองเบาๆ แล้วก้าวขายาวๆ เดินตามไป
ระหว่างทางกลับบ้าน ทั้งสองเดินผ่านที่ทำการกองพลการผลิตก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังเล็ดลอดออกมาจากข้างใน เป็นเสียงของทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่ฟังดูคุ้นหู ซึ่งก็คือเหล่าจือชิงของกองพลการผลิตนั่นเอง
“เกิดอะไรขึ้นคะ” หลินเจาหยุดฝีเท้าแล้วเอาข้อศอกสะกิดสามี
“เข้าไปดูกันเถอะ”
“จะดีเหรอคะ ฉันแค่อยากดูเรื่องสนุกๆ ไม่อยากหาเรื่องใส่ตัวน่ะ” ช่วงนี้เธอกำลังเบื่อๆ เลยอยากรู้อยากเห็นเรื่องชาวบ้านบ้าง แต่ก็ไม่อยากเข้าไปพัวพันให้เดือดร้อน
“มีผมอยู่ด้วยทั้งคน จะกลัวอะไรล่ะ”
ในเมื่อสามีออกปากรับประกันขนาดนี้ หลินเจาจึงยอมให้เขาได้แสดงความสามารถ เธอค่อยๆ ย่องเข้าไปในที่ทำการกองพลการผลิตอย่างเงียบเชียบ แล้วหาที่ยืนเหมาะๆ ตรงมุมห้องเพื่อไม่ให้ใครสังเกตเห็น
“ผู้ใหญ่บ้านคะ ที่พักจือชิงที่สร้างใหม่ก็คนเยอะพอแล้วนะ กว่าพวกเราจะปรับตัวเข้ากันได้จนคุ้นเคยกันดี อยู่ๆ จะมีคนมาเพิ่มอีก 4 คน แล้วแบบนี้จะให้อยู่กันยังไงคะ พวกเราไม่ยอม”
“ใช่ค่ะ ใช่ คนยิ่งเยอะปัญหาก็ยิ่งมากนะคะผู้ใหญ่บ้าน ถ้าไม่อยากให้พวกเราสร้างเรื่องเดือดร้อนให้บ่อยๆ ล่ะก็ ท่านสร้างห้องเพิ่มอีกสักห้องจะดีกว่านะคะ ฉันน่ะไม่อยากมีเรื่องกับใครหรอก แต่ถ้าใครมาหาเรื่องก่อน ฉันก็ไม่ยอมอยู่เฉยๆ แน่ จะสั่งสอนให้รู้เรื่องไปเลย ถึงตอนนั้นคนที่ลำบากใจก็คือท่านเองนั่นแหละค่ะ”
“นี่มันหน้าร้อนนะคะ ห้องก็มีอยู่ห้องเดียว ต้องมาอัดกันอยู่ตั้งหลายคน ร้อนจะตายอยู่แล้ว”
***
พอได้ฟัง หลินเจาก็เข้าใจในทันทีว่ากำลังจะมีจือชิงกลุ่มใหม่ย้ายเข้ามาอีกแล้ว ซึ่งก็เป็นเรื่องเดิมๆ ที่เธอเคยเจอมาแล้ว ไม่มีอะไรน่าสนใจเลยสักนิด
เธอจึงตัดสินใจดึงแขนกู้เฉิงหวยเพื่อจะเดินออกไป แต่ทันทีที่ก้าวเท้ามาถึงหน้าประตู ก็ได้ยินเสียงผู้ใหญ่บ้านตวาดลั่น
“สร้างบ้าสร้างบออะไรกัน จะไปหาเงินมาจากไหน”
นิ้วที่หยาบกร้านของเขาชี้หน้าเหล่าจือชิงไปทีละคน “เธอจะจ่ายรึไง หรือจะเป็นเธอที่จ่าย”
ผู้ใหญ่บ้านโมโหจนตัวสั่น “ห้องที่ขยายไปคราวก่อนน่ะมันอยู่ได้ 8 คน แล้วตอนนี้พวกเธออยู่กันกี่คน… 5 คน หรือ 6 คน แค่นี้ยังจะมาบอกว่าไม่พออีกเหรอ มันแออัดตรงไหนกัน”
“ไหนบอกมาซิว่ามันแออัดยังไง พวกเธอมาอยู่ที่นี่เพื่ออะไร ก็เพื่อมาพัฒนาชนบท ไม่ใช่เพื่อมาเสพสุข”
ผู้ใหญ่บ้านรู้สึกว่าพวกจือชิงเป็นตัวสร้างปัญหาที่น่าปวดหัวอย่างยิ่ง ยิ่งกว่าสมาชิกในกองพลการผลิตที่ว่ากันว่าดื้อด้านที่สุดเสียอีก
หลังจากที่เขาตอกกลับไปชุดใหญ่ ก็ไม่รอให้ใครได้โต้เถียง รีบเดินหันหลังกลับไปด้วยความโมโหทันที
เหล่าจือชิงพวกนี้มีความรู้ทั้งด้านการเขียนการวาด นิดหน่อยก็ขู่จะไปร้องเรียน เขาซึ่งไม่มีเส้นสายอะไรจึงไม่อยากจะไปยุ่งเกี่ยวด้วย ได้แต่พยายามอยู่ให้ห่างๆ เข้าไว้
ส่วนเรื่องที่จะให้ยอมรับข้อเรียกร้องของพวกเขาน่ะเหรอ ฝันไปเถอะ
ถ้าเป็นข้อเรียกร้องที่มีเหตุผล เขาก็พร้อมจะช่วยเหลือ แต่ถ้าเป็นเรื่องไร้สาระแบบนี้ ไม่มีทางยอมเด็ดขาด เดี๋ยวจะเคยตัวกันไปใหญ่
แค่ทำงานการผลิตในแต่ละวัน ชาวบ้านก็เหนื่อยสายตัวแทบขาดแล้ว จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนมาทนให้พวกเขาสร้างความวุ่นวายได้อีก
การก่อเรื่องของเหล่าจือชิงในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ไร้ประโยชน์ แต่ยังทำให้ผู้ใหญ่บ้านโกรธอีกด้วย ทุกคนจึงได้แต่ยืนหน้าจ๋อย
“จือชิงกัว ไหนคุณบอกว่ากองพลการผลิตกลัวพวกเราก่อเรื่องที่สุดไม่ใช่เหรอ ขอแค่เราเรียกร้อง พวกเขาก็จะยอมทำตามทุกอย่างไง แล้วนี่อะไร ผู้ใหญ่บ้านโกรธไปแล้ว จะเอายังไงต่อล่ะทีนี้”
“ฉันบอกแล้วไงว่าอย่าก่อเรื่อง มังกรที่แข็งแกร่งก็สู้เจ้างูเจ้าถิ่นไม่ได้หรอก การต่อต้านกองพลการผลิตมีแต่จะทำให้พวกเราเสียเปรียบ พวกคุณไม่ฟังกันเองนี่”
จือชิงสาวที่เพิ่งย้ายมาใหม่เอ่ยอย่างหัวเสีย เธอรู้สึกว่าตัวเองซวยจริงๆ ที่ต้องมาถูกพวกจือชิงรุ่นเก่าที่โง่เง่าพวกนี้ลากไปเดือดร้อนด้วย
พูดจบ เธอก็สะบัดหน้าเดินจากไปอย่างไม่สบอารมณ์
ในขณะที่จือชิงกลุ่มที่ 3 ยังเดินทางมาไม่ถึง กลุ่มจือชิงที่มีอยู่เดิมก็เกิดความแตกแยกเสียแล้ว
จือชิงบางคนที่พอจะมองการณ์ไกล เริ่มครุ่นคิดที่จะหาทางไปขออาศัยอยู่กับชาวบ้านแทน
หลินเจาคิดว่าเรื่องวุ่นวายเหล่านี้ไม่น่าจะเกี่ยวข้องอะไรกับครอบครัวของเธอ แต่แล้วในช่วงบ่ายของวันเดียวกันนั้นเอง
ซูอี จือชิงสาวคนหนึ่ง แอบมาหาเธอที่บ้านกู้
เธอบอกว่าอยากจะขอเช่าห้องพักที่บ้านกู้ โดยยินดีจ่ายค่าเช่าเดือนละ 2 หยวน
หลินเจาปฏิเสธทันควัน “บ้านฉันไม่ให้คนนอกพักค่ะ”
ซูอีถึงกับนิ่งไป ก่อนจะลองใหม่อีกครั้ง “หรือว่าเงินมันน้อยไปเหรอคะ งั้นฉันเพิ่มให้อีก 1 หยวน เป็นเดือนละ 3 หยวนได้ไหมคะ”
เธอไม่อยากจะทนอยู่ที่พักจือชิงอีกต่อไปแล้ว วันๆ เอาแต่ทะเลาะกันด้วยเรื่องหยุมหยิม น่ารำคาญจะตายอยู่แล้ว
“ไม่ใช่เรื่องเงินหรอกค่ะ แต่ฉันไม่ชอบให้มีคนแปลกหน้าเข้ามาอยู่ในบ้าน” หลินเจายังคงยืนกรานปฏิเสธ
“ฉันเงียบมากๆ เลยนะคะ ไม่ส่งเสียงดัง เดินก็เบา ไม่ไอไม่ผายลม หายใจยังเบาได้เลยนะคะ คุณ...” ซูอีอ้อนวอนอย่างมีความหวัง พลางส่งสายตาน่าสงสารมาให้หลินเจา
แต่หลินเจาก็ยังมีท่าทีแน่วแน่ “ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ค่ะ”
“บ้านคุณมีห้องตั้งหลายห้อง ปล่อยไว้ก็เสียเปล่า สู้ให้ฉันเช่าดีกว่า อย่างน้อยก็มีรายได้เพิ่มเดือนละไม่กี่หยวน เอาเงินไปซื้อขนมให้ฝาแฝดก็ได้นี่คะ”
ซูอีรู้ดีว่าครอบครัวกู้มีอิทธิพล อีกทั้งหลินเจายังเป็นภรรยาทหาร ทำให้ไม่มีใครในกองพลการผลิตกล้ามีเรื่องด้วย ถ้าเธอได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ ก็จะได้รับประโยชน์มากมาย เธอจึงไม่ยอมแพ้ง่ายๆ และพูดหว่านล้อมต่อ
“ถ้าฉันย้ายเข้ามาอยู่ ก็จะได้ช่วยคุณด้วยไงคะ ฝาแฝดชายหญิงของคุณยังเล็กอยู่ไม่ใช่เหรอ ฉันช่วยเลี้ยงได้นะ”
“อีกไม่นานสหายกู้ก็ต้องกลับไปประจำการที่กองทัพแล้ว คุณต้องดูแลลูก 4 คนคนเดียวคงไม่ง่าย แต่ถ้ามีฉันอยู่ด้วย ทุกอย่างก็จะสบายขึ้นเยอะเลยค่ะ”
“ที่บ้านฉันก็มีน้องๆ เหมือนกัน พวกเขาโตมาได้ก็เพราะฉันเลี้ยงนี่แหละค่ะ ฉันเลี้ยงเด็กเก่งนะ ให้ฉันช่วยนะคะ” พอพูดถึงตรงนี้ เธอรู้สึกผิดอยู่ลึกๆ เพราะความจริงแล้วเธอเติบโตมาอย่างคุณหนู ไม่เคยต้องเลี้ยงน้องเลยสักครั้ง
หลินเจาไม่เชื่อคำพูดของเธอเลยสักนิด
เธอจำได้ว่าตอนที่จือชิงซูอีคนนี้ย้ายมาใหม่ๆ ผิวพรรณของเธอขาวผ่องละเอียดลออ บนฝ่ามือไม่มีรอยหยาบกร้านแม้แต่น้อย ดูยังไงก็ไม่ใช่คนทำงานเป็น
โกหกทั้งเพ
“ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันดูแลไหว” เธอปฏิเสธอย่างสุภาพอีกครั้ง
“อีกไม่นานลูกพี่ลูกน้องของฉันจะย้ายเข้ามาอยู่ด้วยค่ะ เขาเป็นผู้ชายตัวโตๆ ถ้าคุณมาอยู่ด้วยมันจะไม่สะดวกจริงๆ” หลินเจาอธิบายเหตุผลเพิ่มเติมอย่างนุ่มนวล ซึ่งมันก็เป็นความจริง
แต่เหตุผลที่แท้จริงคือเธอไม่อยากหาเหาใส่หัว การมีคนนอกเข้ามาอยู่ในบ้าน แม้แต่จะกินเนื้อสักมื้อก็ยังเป็นเรื่องยุ่งยาก
เมื่อได้ยินหลินเจาพูดเช่นนั้น ซูอีก็ได้แต่ยอมจำนน
สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความผิดหวัง “...ก็ได้ค่ะ งั้นก็รบกวนคุณแล้ว”
เห็นแก่ที่จือชิงซูอีมีชื่อเสียงในหมู่บ้านค่อนข้างดีและไม่เคยสร้างปัญหา หลินเจาจึงเอ่ยปากแนะนำ “...ไม่เคยคิดจะขอที่ดินจากกองพลการผลิตมาสร้างบ้านเองเหรอคะ”
“สร้างบ้านเหรอคะ” ซูอีหูผึ่งขึ้นมาทันที
หลินเจาจึงถามต่อ “คุณมีเพื่อนจือชิงผู้หญิงที่สนิทกันบ้างไหมคะ”
“มีค่ะ” ซูอีตอบอย่างกระตือรือร้น “ฉันสนิทกับจือชิงกวนที่เพิ่งย้ายมาใหม่ค่ะ เธอเป็นคนดี ไม่ชอบเอาเปรียบใครแล้วก็ไม่อ่อนแอด้วย ฉันเข้ากับเธอได้ดีเลย”
ซูอีเป็นคนฉลาด พอได้ฟังแค่นี้ก็เข้าใจความนัยของหลินเจาทันที
“หมายความว่า ให้ฉันกับจือชิงกวนช่วยกันสร้างบ้านแล้วย้ายออกไปอยู่เองเหรอคะ” ขณะที่พูด เธอก็เริ่มไตร่ตรองถึงข้อดีของการมีบ้านเป็นของตัวเอง ยิ่งคิด ดวงตาก็ยิ่งเปล่งประกาย
หลินเจาพยักหน้า
“ใช่ค่ะ” เธออธิบายต่อ “สร้างบ้านดินสักหลังใช้เงินไม่เยอะหรอกค่ะ ถึงสภาพจะไม่ดีเท่าไหร่ แต่ข้อดีคือมันเงียบสงบ อยู่กัน 2 คนก็สบายใจกว่า พอถึงเวลาที่พวกคุณได้กลับเข้าเมือง ก็ขายบ้านหลังนี้ให้คนในหมู่บ้านได้ ไม่ขาดทุนหรอกค่ะ”
หลินเจารู้สึกเห็นใจเหล่าเด็กสาวที่งดงามราวกับดอกไม้ พวกเธอต้องมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่นานนับสิบปี อาจจะมีบางคนที่โชคดีได้กลับเข้าเมืองก่อนกำหนด แต่ก็เป็นส่วนน้อยที่น้อยมากๆ
ในเมื่อโอกาสที่จะได้กลับบ้านเกิดยังดูเลือนราง การรีบย้ายออกมาสร้างชีวิตของตัวเองและปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ให้เร็วที่สุดน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
ซูอีเห็นด้วยกับคำแนะนำ ดวงตาของเธอเป็นประกาย “เป็นความคิดที่ดีมากเลยค่ะ”
เธอกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ “ฉันเข้าใจแล้วค่ะ เดี๋ยวจะรีบไปปรึกษากับจือชิงกวนดู ขอบคุณมากนะคะสหายหลิน วันนี้รบกวนคุณจริงๆ ถ้าฉันย้ายออกไปได้สำเร็จเมื่อไหร่ จะเอาขนมมาฝากนะคะ”
พูดจบ เธอก็โบกมือให้หลินเจาอย่างแรง ก่อนจะวิ่งออกจากบ้านกู้ไปด้วยความดีใจ
[จบบท]