บทที่ 338: ได้หน้า (2/2)
“พ่อครับ ค่อยๆ ทำก็ได้” กู้เฉิงหวยร้องเตือนเมื่อเห็นพ่อของตนเหวี่ยงจอบอย่างแข็งขันราวกับมีพละกำลังของเสือ
พ่อกู้โบกมือปฏิเสธ “พ่อทำจนชินแล้ว ต่อให้หลับตาก็ยังทำได้”
กู้เฉิงหวย: “...” เขาจึงเลิกเซ้าซี้แล้วเร่งมือทำงานของตัวเองให้เร็วขึ้นตาม
“พี่สาม รอผมด้วยครับ” กู้ชิงโจวเหลือบมองกล้ามแขนเป็นมัดๆ ของพี่ชายด้วยความอิจฉา ก่อนจะก้มลงมองแขนเล็กๆ ของตัวเองแล้วรู้สึกน้อยใจ
เมื่อไหร่เขาถึงจะแข็งแรงเหมือนพี่ชายได้บ้างนะ
กู้เฉิงหวยหันไปมองตามเสียงเรียก ก่อนจะยื่นมือเข้าไปช่วยประคองงานของน้องชาย แล้วสองพี่น้องก็ทำงานเคียงข้างกันไป
เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง
บนคันนาก็ปรากฏร่างเล็กๆ ที่คุ้นตาหลายร่าง
เสียงเจื้อยแจ้วอันเป็นเอกลักษณ์ของเหิงเป่าก็ดังขึ้น
“คุณปู่ คุณย่า คุณพ่อ คุณอาเล็ก... พวกเราเอาน้ำบ๊วยมาส่งให้ครับ รีบมาดื่มเร็วเข้า”
กู้เฉิงหวยอดคิดไม่ได้ว่าลูกชายคนนี้เหมาะที่จะไปเป็นคนตะโกนสั่งการจริงๆ เสียงดังฟังชัดเหลือเกิน
ชาวบ้านที่กำลังทำงานอยู่ในนาต่างพากันหยุดมือ แล้วหยิบผ้าขนหนูเก่าๆ ที่พาดคอไว้ขึ้นมาซับเหงื่อ ก่อนจะหันไปมองยังต้นเสียงเป็นตาเดียวกัน
หญิงคนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากแม่กู้เอ่ยทัก “แม่เฉิงหวย สะใภ้สามของเธอให้เจ้าแฝดมาส่งน้ำอีกแล้วเหรอจ๊ะ”
“ที่ไหนกันเล่า นั่นมันน้ำบ๊วยต่างหาก น้ำบ๊วยต้องใส่น้ำตาลด้วยไม่ใช่เหรอ” อีกคนพูดพลางเลียริมฝีปากที่แห้งผาก บริเวณนั้นไม่มีน้ำให้ดื่มแม้แต่จะจิบให้ชุ่มคอก็ยังทำไม่ได้
“แม่อวี้เป่าใจกว้างจะตาย ต้องใส่น้ำตาลแน่นอน”
“แม่เฉิงหวย เธอนี่โชคดีจริงๆ นะ มีลูกสะใภ้ดีๆ ทุกคนเลย”
แม่กู้ได้ฟังก็ยิ้มแก้มปริ
สะใภ้สามทำให้เธอกับสามีได้หน้าได้ตาอยู่เรื่อย
เธอเดินตรงไปยังหลานรักฝาแฝดพร้อมกับสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวด้วยใบหน้าที่เปี่ยมสุข
ทว่าก็ยังมีคนที่ไม่ชอบหน้าหลินเจาอยู่ เธอเบ้ปากแล้วพูดอย่างหมั่นไส้ “ถ้าใส่ใจจริงทำไมไม่มาส่งเองล่ะ ได้รับของกำนัลเล็กๆ น้อยๆ ก็ดีใจจนเนื้อเต้น ป่วยหนักแล้วหรือไง”
หญิงอีกคนที่สนิทสนมกับแม่กู้ได้ยินเข้าก็หัวเราะเยาะ “แล้วเธอล่ะ อยากได้ของกำนัลเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้บ้างไหม มีใครให้หรือเปล่า”
พูดจบเธอก็เดินเลี่ยงไปดื่มน้ำที่อยู่ใกล้ๆ
คนที่ชอบพูดจาเสียดสีมักจะเป็นพวกที่ชอบขัดความสุขของคนอื่นอยู่เสมอ จึงไม่มีใครอยากจะเสวนาด้วย ทุกคนต่างแสร้งทำเป็นก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองต่อไป
หญิงปากร้ายคนนั้นโกรธจนตัวสั่น เธอระบายอารมณ์ด้วยการเตะเข้าไปที่จอบที่วางอยู่บนพื้น แต่เท้าของคนหรือจะสู้ความแข็งของเหล็กได้ เธอไม่ได้ออมแรงเลยแม้แต่น้อย ความเจ็บปวดจึงแล่นปราดขึ้นมาจนต้องเบ้หน้าด้วยความทรมาน
ณ คันนา
สมาชิกครอบครัวกู้ได้ลิ้มรสน้ำบ๊วยรสเปรี้ยวอมหวานชื่นใจ ความร้อนรุ่มในร่างกายพลันมลายหายไปกว่าครึ่ง
หวงซิ่วหลันเอ่ยขึ้น “น้ำบ๊วยนี่ทำไมหอมจังเลยคะ กลิ่นเหมือน... ดอกหอมหมื่นลี้หรือเปล่า”
“ใช่แล้วครับ! คือดอกหอมหมื่นลี้” อวี้เป่าตอบเสียงใส “แม่ของผมใส่ดอกหอมหมื่นลี้ลงไปด้วยครับ”
เหิงเป่ารีบพูดเสริม “ใส่ดอกหอมหมื่นลี้แล้วจะหอมขึ้นครับ อร่อยกว่าเดิมด้วย ผมดื่มไปตั้งครึ่งชามแน่ะ ทั้งหอมทั้งอร่อย”
เด็กชายหยิบพัดที่ปู่ทำให้ แล้วบรรจงพัดให้พ่อกู้
“แม่บอกว่าอากาศมันร้อน ทุกคนทำงานเก็บคะแนนงานก็เหนื่อย แม่เลยเอาน้ำบ๊วยไปแช่ไว้ที่ก้นบ่อให้มันเย็นเจี๊ยบเลย คุณปู่ครับ ตอนดื่มเข้าไปมันเย็นชื่นใจไหมครับ”
พ่อกู้หัวเราะร่า “ใช่แล้วล่ะ แม่ของหลานช่างใส่ใจจริงๆ”
ครอบครัวของลูกชายคนที่สามทำอาหารเก่งมาก เขากับภรรยาพลอยได้ลิ้มลองของอร่อยๆ อยู่บ่อยครั้ง
เด็กแฝดทั้งสองรู้สึกอิ่มเอมใจเป็นที่สุด
พวกเขาชอบเวลาที่มีคนเอ่ยปากชมแม่ของตัวเอง
กู้เฉิงหวยถอดหมวกฟางของตัวเองออกแล้วสวมลงบนศีรษะของเหิงเป่า หมวกของเขาใบใหญ่เกินไป พอสวมลงไปมันจึงตกลงมาบดบังใบหน้าของเด็กชายจนมิด
“พ่อครับ ผมไม่อยากใส่หมวกฟาง”
“ถ้าไม่ใส่เดี๋ยวก็ตัวดำปึ้ดหรอก ลูกจะกลายเป็นคนที่ดำที่สุดในบ้านเรานะ” กู้เฉิงหวยแกล้งหยอก
ตัวเขาเองไม่ได้ใส่ใจว่าลูกจะดำหรือขาว แต่เจาเจาค่อนข้างจะให้ความสำคัญ เธอชอบเด็กที่ผิวขาวๆ ดูนุ่มนิ่มน่าฟัด
“แม่ของลูกชอบเด็กผิวขาวนะ”
เหิงเป่ากลอกตาอย่างเจ้าเล่ห์ “แต่คุณพ่อก็ไม่ขาวนี่ครับ”
“พ่อมีพรสวรรค์ติดตัวมาน่ะสิ” กู้เฉิงหวยพูดอย่างไม่อ่อนข้อ ดวงตาสีเข้มจ้องมองลูกชายคนรอง “พ่อแค่เก็บตัวอยู่ในร่มสักสองวันก็กลับมาขาวเหมือนเดิมแล้ว แล้วลูกล่ะ ทำได้ไหม”
เหิงเป่ารู้ดีว่าตัวเองทำแบบนั้นไม่ได้
มือที่กำลังจะคืนหมวกหยุดชะงัก เขารีบสวมหมวกให้เข้าที่ ใบหน้าเล็กๆ ยู่ยี่เข้าหากัน ก่อนจะหันไปมองอวี้เป่าด้วยแววตาน่าสงสาร แล้วแกล้งเบะปากร้องไห้ “พี่ใหญ่ ตอนมาผมไม่ได้ใส่หมวก ผมต้องดำกว่าพี่แน่ๆ เลย ฮือๆ”
อวี้เป่าทำท่าทางเป็นผู้ใหญ่เกินตัว เขานวดหว่างคิ้วของตัวเองแล้วเอ่ยปากตำหนิน้องชาย “พี่บอกแล้วใช่ไหมให้ใส่หมวก แต่นายก็ไม่ยอมใส่ แถมเถียงอีกว่าหมวกมันทำให้วิ่งช้า”
“...ผมผิดไปแล้วครับ” เหิงเป่าเสียใจจนแทบจะร้องไห้
อวี้เป่าถามต่อ “แล้วต่อไปจะโยนหมวกทิ้งอีกไหม”
“ไม่โยนแล้วครับ” เหิงเป่าก้มหน้างุดอย่างสำนึกผิด
“อย่าเสียใจไปเลย” อวี้เป่าพูดอย่างเป็นงานเป็นการ “ถ้านายดำกว่าพี่จริงๆ พี่ก็จะไปตากแดดเป็นเพื่อน เราสองคนจะได้เหมือนกันไง”
ดวงตาของเหิงเป่าเป็นประกายขึ้นมาทันที “พี่ฉลาดจังเลย”
อวี้เป่าทำปากยื่นออกมาเล็กน้อยอย่างภาคภูมิใจ
ใช่แล้ว เขาน่ะฉลาดที่สุด
บรรดาผู้ใหญ่ที่ได้ยินบทสนทนานี้ “...”
“รีบกลับบ้านกันได้แล้วนะ ระวังจะเป็นลมแดด” กู้เฉิงหวยเอ่ยขึ้น
“ครับผม” เหิงเป่าขานรับเสียงดังฟังชัด ก่อนจะจูงมือพี่ชายวิ่งจากไป ทั้งคู่ตัวเล็กนิดเดียวแต่วิ่งเร็วมาก เพียงชั่วพริบตาก็หายลับไปจากสายตา
กู้ชิงโจวอดทอดถอนใจไม่ได้ “เด็กๆ นี่พลังงานเยอะกันจริงๆ”
คนในครอบครัวกู้ที่ได้ดื่มน้ำบ๊วยรสเปรี้ยวหวานหอมชื่นใจต่างก็รู้สึกมีเรี่ยวแรงเต็มเปี่ยม พวกเขากลับเข้าไปทำงานในนาอย่างแข็งขัน จนสามารถเลิกงานได้เร็วกว่าที่คาดไว้เกือบหนึ่งชั่วโมง
ชาวบ้านคนอื่นๆ ที่อยู่ในนาต่างก็ได้แต่มองตามด้วยสายตาอิจฉา
กู้เฉิงหวยกลับถึงบ้านก็มีข้าวสวยร้อนๆ รออยู่แล้ว แต่คนที่บ้านใหญ่กลับไม่มีแม้แต่น้ำต้มสุกเย็นๆ ให้ดื่มสักหยด
กู้ซิ่งเอ๋อร์ไม่ได้ลงไปช่วยงานในนา และไม่ได้คิดที่จะต้มน้ำหรือเตรียมอาหารเย็นเลยแม้แต่น้อย เธอเอาแต่นั่งอยู่ในห้องกินไข่ที่แย่งมาจากเถี่ยตั้นเมื่อเช้า แต่พอกินหมดแล้วก็ยังรู้สึกหิวอยู่
เมื่อได้ยินเสียงคนคุยกันดังมาจากในลานบ้าน เธอก็เปิดประตูเดินออกมาทันที
“พี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง รีบๆ ทำกับข้าวหน่อยสิคะ ฉันหิวจนไส้จะกิ่วอยู่แล้ว”
หวงซิ่วหลันและจ้าวลิ่วเหนียงได้ฟังแล้วถึงกับโมโหจนแทบจะหัวเราะออกมา สองพี่น้องสะใภ้ไม่แม้แต่จะฝืนปั้นรอยยิ้มที่สุภาพและห่างเหินออกมาได้
แม่กู้หน้าตึงขึ้นมาทันที เธอข่มความโกรธแล้วถาม “นี่แกนอนอยู่บ้านเฉยๆ ทั้งบ่ายเลยเหรอ”
“ใช่สิคะ” กู้ซิ่งเอ๋อร์ตอบอย่างไม่ใส่ใจ “หนูยังว่าจะออกไปหาเพื่อนเล่นเลย แต่เสียดายที่พวกนั้นไปทำธุระกันหมด ที่นาอากาศร้อนจะตาย หนูไม่ไปหรอกนะ ถ้าตัวดำขึ้นมาจะทำยังไง”
แม่กู้กัดฟันกรอด “แล้วน้ำต้มสุกเย็นๆ ที่อยู่บนเตาล่ะ หายไปไหน”
“ก็ดื่มหมดแล้วสิคะ อากาศร้อนจะตาย หนูคอแห้งก็เลยดื่มไปจนหมด” กู้ซิ่งเอ๋อร์รู้สึกว่าสีหน้าของแม่ดูแปลกๆ พอจะเดาออกว่าเรื่องอะไร ก็เริ่มแสดงความไม่พอใจ
“แม่คะ นี่แม่ทำหน้าแบบไหนกัน หนูเป็นคนบ้านนี้เหมือนกันนะ จะดื่มน้ำแค่นี้ก็ไม่ได้หรือไง”
แม่กู้ไม่สนใจคำพูดของลูกสาว เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ กำหมัดแน่น
หากไม่ใช่เพราะเธอไม่เคยตีหรือด่าลูกมาก่อน ป่านนี้คงฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้านั้นไปแล้ว
เจ้ากรรมนายเวรตัวจริง
“พวกเราทุกคนทำงานเหนื่อยสายตัวแทบขาดอยู่ในนา แล้วแกไม่คิดจะทำกับข้าวเลยหรือไง”
“ก็หนูทำไม่เป็นนี่คะ” กู้ซิ่งเอ๋อร์เถียงกลับอย่างไม่ยี่หระ
“ทำไม่เป็นก็หัดทำสิ” แม่กู้โมโหจนตัวสั่น “สภาพที่เอาแต่กินกับขี้เกียจอย่างแก จะมีหนุ่มดีๆ ที่ไหนเขาอยากได้ไปเป็นเมีย ยังจะฝันหวานอยากแต่งเข้าเมืองอีกเหรอ ฝันไปเถอะย่ะ”
“แล้วมันจะทำไมล่ะคะ ถ้าหนูเอาแต่กินกับขี้เกียจ” กู้ซิ่งเอ๋อร์ไม่รู้สึกละอายใจเลยสักนิด
“หนูไม่แต่งงานกับคนที่รังเกียจหนูหรอก หนูอยากแต่งงานเข้าเมืองไปเพื่อเสวยสุขนะ ไม่ใช่ไปเป็นคนใช้ แล้วจะให้หนูเรียนทำครัวไปเพื่ออะไร”
คำพูดของลูกสาวช่างเป็นตรรกะวิบัติที่ฟังดูเหมือนจะมีเหตุผลอย่างร้ายกาจ
แม่กู้ที่ทำงานเหนื่อยและร้อนมาทั้งบ่าย พอมาเจอเรื่องนี้อีกก็ถึงกับโมโหจนเลือดขึ้นหน้า รู้สึกมึนหัวไปหมด
“คืนนี้ก็ไม่ต้องกินข้าว”
กู้ซิ่งเอ๋อร์หน้าบึ้งตึง กำลังจะโวยวายอาละวาด อาสะใภ้เล็กกู้ก็เดินเข้ามาในลานบ้านพอดี
เธอไม่ได้สังเกตเห็นบรรยากาศที่ดูแปลกไป และพูดเข้าประเด็นทันทีว่า “ซิ่งเอ๋อร์ ย่าของเธอเรียกให้ไปหาที่บ้านหน่อย”
เมื่อส่งข่าวเสร็จ เธอก็หันหลังกลับจากไปทันที
เมื่อถูกขัดจังหวะ ความโกรธที่อัดแน่นอยู่ในอกของแม่กู้ก็พลันมลายหายไป ในใจของเธอมีความคิดหนึ่งแวบขึ้นมา หรือว่าเรื่องที่สามีไปคุยกับแม่สามีเอาไว้ จะมีข่าวคราวแล้ว
[จบบท]