บทที่ 346: เชียนเป่า!
เด็กหญิงตัวน้อยฉลาดเป็นกรด พอจับสังเกตได้ว่าแขนของอาสามมีเรี่ยวแรงเป็นพิเศษก็รีบส่งเสียงเจื้อยแจ้วทันที “อาสามเก่งที่สุดเลย! โยนให้สูงอีกหน่อยสิคะ ยังไม่สูงเลย ยังไม่สูงพอ!”
หลินซื่อฝานเองก็สนุกกับการเล่นกับหลานสาว เขาหัวเราะร่าแล้วออกแรงโยนร่างเล็กๆ ขึ้นไปในอากาศอีกครั้ง ถ้าพูดถึงเรื่องความใจกล้าบ้าบิ่นแล้วล่ะก็ ต้องยกให้หลานสาวบ้านนี้เลย
ระหว่างที่ในลานบ้านกำลังเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนาน ก็มีศีรษะเล็กๆ ชะโงกหน้าเข้ามาตรงประตูอย่างกล้าๆ กลัวๆ
ต้ายา เด็กหญิงในหมู่บ้านยืนอ้ำๆ อึ้งๆ อยู่หน้าประตู ดูเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่กล้า ปากเล็กๆ นั่นอ้าแล้วก็หุบอยู่หลายครั้ง สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
จังหวะที่สี่เป่าถูกวางลงบนพื้นก็เหลือบไปเห็นเพื่อนพอดี เธอรีบกอดคอหลินซื่อฝานไว้แน่น “อาสาม หนูไม่เล่นแล้วค่ะ พี่ต้ายามาเรียกพวกเราไปเล่นด้วยกัน”
หลินซื่อฝานเอื้อมมือไปลูบหัวหลานสาวเบาๆ แล้วปล่อยเธอลงกับพื้น พลางแกล้งว่า “ยัยเด็กคนนี้นี่ พอหมดประโยชน์ก็ทิ้งอากันเลยนะ!”
สี่เป่าหัวเราะคิกคัก ก่อนจะวิ่งปร๋อเข้าไปหาต้ายาแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสดใส “พี่ต้ายา จะไปเล่นอะไรกันเหรอคะ”
ต้ายาตอบเสียงกระซิบ “ไม่ใช่ไปเล่นหรอก ที่บ้านของพวกตระกูลหลิวมีเรื่องใหญ่ให้ดูแน่ะ พวกเธอจะไปดูกันไหม”
เด็กๆ บ้านหลินทุกคนรู้ดีว่าครอบครัวของตัวเองเกือบจะเดือดร้อนเพราะบ้านหลิว พวกเขาจึงจำเรื่องนี้ฝังใจ พอได้ยินว่ามีเรื่องสนุกให้ดู มีหรือจะยอมพลาด!
“ไปสิคะ ไปดู ไปดู!” สี่เป่าพยักหน้าหงึกๆ ตอบรับคำชวนถึงสามครั้งติดกัน
จากนั้นเธอก็รีบหันไปกวักมือเรียกพี่ๆ น้องๆ ของตัวเองให้ตามมา แล้วพากันวิ่งออกจากประตูไปอย่างรวดเร็ว
หลินเจาได้ยินเสียงเด็กๆ วิ่งกันตึงตังก็อดสงสัยไม่ได้ “บ้านนั้นเขาเป็นอะไรกันอีกแล้วล่ะ”
“ก็พอไม่มีลูกเขยคนสำคัญคนนั้นแล้ว ชีวิตก็ลำบากขึ้นน่ะสิพี่สะใภ้” เฉินอวี่ตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเหมือนเคย แต่ก็เจือความเย็นชาเอาไว้ “คนเราพอท้องหิวปากแห้ง ไม่มีอะไรมันๆ ตกถึงท้อง อารมณ์ก็เสียง่ายเป็นธรรมดา พออารมณ์ไม่ดีก็ต้องหาเรื่องทะเลาะกันอยู่แล้ว”
เธอก็เป็นอีกคนที่โกรธแค้นกับการกระทำของบ้านหลิวที่คิดจะทำร้ายคนอื่น เพราะอีกแค่นิดเดียวเท่านั้น ลูกๆ ของเธอก็อาจจะต้องโดนคนอื่นตราหน้าว่าเป็นพวกไม่ดีไปแล้ว
หลินเจาแค่ถามไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้รู้สึกอะไรกับชะตากรรมของบ้านหลิวเป็นพิเศษ ในใจของเธอเรียบนิ่งไร้ระลอกคลื่น
เฉินอวี่ลูบท้องกลมโตของตัวเองเบาๆ พลางนึกถึงเรื่องที่ขาของหลี่ซงหายดีเป็นปกติแล้วขึ้นมาได้ เธอจึงเปลี่ยนประเด็นสนทนา “จริงสิ แฟนหนุ่มคนเมืองของเซียงเซียงน่ะ ตอนนี้ขาก็หายดีแล้ว เขาจะรังเกียจว่าเซียงเซียงเป็นแค่เด็กสาวบ้านนอก แล้วคิดตีจากไปหาผู้หญิงที่ฐานะดีกว่า จนทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ต้องจบลงหรือเปล่า”
ก่อนหน้านี้หยวนเซียงก็เคยถอนหมั้นมาแล้วครั้งหนึ่ง หากครั้งนี้ต้องเลิกรากันอีก ป้าใหญ่คงได้สติแตกแน่ๆ
สีหน้าของคนอื่นๆ พลอยเคร่งเครียดขึ้นมาเล็กน้อย บรรยากาศจึงดูตึงๆ ไปชั่วขณะ
ซ่งซีเวยเป็นคนเอ่ยขึ้นก่อน “แต่ชายหนุ่มคนนั้นดูท่าทางเป็นคนซื่อตรง ไม่น่าใช่คนประเภทที่คิดจะเกาะใครกินหรอกนะ”
“ซีเวย อย่าเพิ่งไปคาดหวังอะไรกับนิสัยของคนอื่นนักเลย” หลินเฮ่อหลิงพูดขัดขึ้นมา ในแววตาของเขามีประกายเย็นชาวาบผ่าน “โดยเฉพาะกับคนที่เราเพิ่งจะเคยเจอหน้ากันแค่ครั้งเดียว”
เพราะเมื่ออยู่ต่อหน้าผลประโยชน์ก้อนโต แม้แต่คนใกล้ชิดก็ยังอาจกลายเป็นคนแปลกหน้า แล้วลงมือแทงข้างหลังเราได้อย่างเลือดเย็น
ซ่งซีเวยเหลือบมองสีหน้าสามีก็พอจะเดาได้ว่าเขาคงนึกถึงความทรงจำแย่ๆ ในอดีตขึ้นมาอีกแล้ว
“ค่ะ ฉันฟังคุณ”
โดยปกติแล้วหลินเฮ่อหลิงจะไม่นำอารมณ์ขุ่นมัวมาลงกับคนใกล้ชิด การที่เขาเผลอแสดงออกมาเล็กน้อยเช่นนี้ แสดงว่าคงจะรู้สึกแย่กับเรื่องนั้นมากจริงๆ
เขาพยายามปรับอารมณ์ให้เป็นปกติอย่างรวดเร็ว ดวงตาที่เคยแข็งกร้าวกลับมามีรอยยิ้มอีกครั้ง ก่อนจะหันไปมองกู้เฉิงหวยด้วยสายตาอ่อนโยน “เฉิงหวย เรื่องของจิ่วซือคงต้องรบกวนเธอหน่อยนะ”
กู้เฉิงหวยส่ายหน้า “คุณพ่อไม่ต้องเกรงใจครับ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย”
สำหรับเขาแล้ว เรื่องที่สามารถใช้บุญคุณหรือเส้นสายจัดการได้ ไม่นับว่าเป็นเรื่องลำบากอะไร
เมื่อคุยธุระเสร็จเรียบร้อย หลินเจาก็ไม่ได้อยู่ต่อนานนัก เธอมอบน้ำมันหนึ่งขวดกับสบู่ไว้ให้ที่บ้าน ส่วนบ๊ะจ่างและไข่เค็มนั้น เธอขนกลับไปด้วยทั้งหมด!
เจ้าแฝดยังไม่เคยกินบ๊ะจ่าง เธอจึงตั้งใจจะเอาไปให้ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ได้ลองชิม ส่วนไข่เค็มน่ะหรือ แน่นอนว่าต้องเป็นของพ่อของลูก กู้เฉิงหวยเติบโตมาจากความลำบาก เขาจึงชอบอาหารรสจัดจ้านและมีน้ำมันเยอะๆ ไข่เค็มฟองโตนี่แค่ใช้ตะเกียบจิ้มเบาๆ ไข่แดงเยิ้มๆ ก็ทะลักออกมาแล้ว เขาต้องชอบมากแน่ๆ
ส่วนหลานๆ คนอื่นอย่างต้าตั้นน่ะเหรอ คงต้องรอไปก่อนแล้วกัน ไว้วันไหนเธอจับรางวัลได้ของดีๆ อีก ค่อยเอามาฝากใหม่ก็แล้วกัน
***
แสงสุดท้ายของวันอาบไล้ทางเข้าหมู่บ้านจนกลายเป็นสีทองอร่าม
สองสามีภรรยาขี่จักรยานกลับมาถึงหมู่บ้าน พอเลี้ยวเข้าสู่ร่มไม้ที่คุ้นเคย รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินเจายังไม่ทันจางหายดี เธอก็สังเกตเห็นชายสองคนยืนเฝ้าอยู่ข้างก้อนหินใหญ่ตรงทางเข้าหมู่บ้าน ทั้งคู่เป็นสมาชิกของคณะกรรมการรักษาความสงบ ซึ่งกำลังทำสีหน้าเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวของกู้เฉิงหวยจับสังเกตได้ถึงท่าทีร้อนรนของคนทั้งคู่ได้ในทันที เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย หัวใจก็กระตุกวูบ
...เกิดเรื่องขึ้นงั้นเหรอ
ขณะที่ในหัวกำลังครุ่นคิด นิ้วมือของเขาก็บีบก้านกริ่งจักรยานโดยไม่รู้ตัว
เสียงกริ่งที่ใสดังกังวานทำลายบรรยากาศที่น่าอึดอัดลงทันที
“กริ๊งๆ!”
เสียงกริ่งจักรยานขัดจังหวะความคิดของชายทั้งสอง พวกเขาหันมามองตามเสียง พอเห็นว่าเป็นกู้เฉิงหวยและภรรยากลับมาก็มีสีหน้าดีใจขึ้นมาทันที
ทว่าคำพูดที่เอ่ยออกมากลับเป็นประโยคที่ทำให้สองสามีภรรยาหัวใจแทบหยุดเต้น
“เฉิงหวย! ลูกชายคนที่สามของนายหายตัวไปแล้ว!”
รอยยิ้มบนใบหน้าของกู้เฉิงหวยและหลินเจาพลันแข็งค้าง ความคิดทุกอย่างหยุดชะงัก ในหัวขาวโพลนไปหมด
ใครจะไปคาดคิดได้ว่าเพียงแค่ออกไปทำธุระนอกบ้านเหมือนทุกครั้ง ลูกชายตัวน้อยจะ...หายไปได้ ทั้งๆ ที่มีผู้ใหญ่อยู่ที่บ้านตั้งมากมาย!
จักรยานจอดนิ่งสนิทอยู่ตรงหน้าชายทั้งสอง
หลินเจาก้าวขาที่อ่อนแรงลงจากเบาะหลังอย่างทุลักทุเล
“หมายความว่ายังไงคะ” เธอมองหน้าทั้งสองคนด้วยน้ำเสียงสั่นเทา “...ที่คุณบอกว่าลูกชายคนที่สาม คือ...คือเชียนเป่าของฉันเหรอคะ”
วินาทีนี้ ในหัวของเธอตื้อไปหมด
“ใช่! เชียนเป่าลูกชายเธอหายไปแล้ว!” อาเล็กฉางเซิ่งร้อนใจจนเสียงแหบแห้ง เขาตะโกนบอก “ต้าหวงก็หายไปด้วย! แล้วกู้หลานก็ถูกคนตีหัวแตกเลือดอาบไปทั้งตัว พวกเธอรีบกลับบ้านไปดูเร็วเข้า!”
ชายหนุ่มอีกคนที่ยืนอยู่ด้วยกันรีบพูดเสริมอย่างรวดเร็ว “แต่ไม่ต้องตกใจเกินไป ปากทางเข้าหมู่บ้านมีคนเฝ้าอยู่ตลอดเวลา คนร้ายไม่น่าจะหนีออกไปได้ ผู้ใหญ่บ้านสงสัยว่าเชียนเป่าถูกลักพาตัวเข้าไปในภูเขา ตอนนี้ท่านพาคนเข้าไปตามหาแล้ว!”
ในที่สุด หลินเจาก็ประติดประต่อเรื่องราวทั้งหมดได้
ใบหน้าของเธอพลันซีดเผือดไร้สีเลือด
เธอได้ยินชัดเจน เข้าใจทุกถ้อยคำ และความหวังริบหรี่ทั้งหมดก็ถูกทำลายจนป่นปี้!
วินาทีต่อมา เธอไม่รอช้า ออกตัววิ่งสุดฝีเท้ากลับบ้านราวกับคนเสียสติ
ภาพแรกที่เห็นคืออวี้เป่าและเหิงเป่าที่ยืนนิ่งราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่างอยู่กลางลานบ้าน
เด็กชายทั้งสองคงจะหวาดกลัวกับบรรยากาศมาคุภายในบ้านจนขวัญเสีย ใบหน้าเล็กๆ ซีดเผือด ดวงตาบวมเป่งราวกับลูกท้อ เมื่อเห็นหลินเจาวิ่งเข้ามาก็ยิ่งกลัวว่าจะถูกแม่ตำหนิ จึงไม่มีใครกล้าเดินเข้ามาหา ได้แต่ก้มหน้างุด ปล่อยให้น้ำตาหยดแหมะๆ ลงบนพื้นดิน ไหล่เล็กๆ สั่นสะท้านด้วยแรงสะอื้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
จบกันแล้ว...พวกเขาทำน้องหาย
แม่...จะไม่มีวันรักพวกเขาอีกต่อไปแล้ว
หัวใจของหลินเจาราวกับถูกค้อนหนักๆ ทุบเข้าอย่างจัง มันเจ็บจนจุกไปหมด
เธอปรี่เข้าไปรวบตัวลูกชายฝาแฝดเข้ามากอดไว้คนละข้าง แขนของเธอสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ แต่ก็ยังพยายามข่มใจให้สงบที่สุด “ไม่ต้องกลัวนะลูก ไม่เป็นไรนะ...เชียนเป่าจะไม่เป็นอะไร...จริงสิ ต้าหวงอยู่กับน้องไม่ใช่เหรอ ต้าหวงฉลาดจะตาย มันต้องปกป้องน้องได้แน่ๆ ลูกจะไม่เป็นอะไร...ต้องไม่เป็นอะไร...”
เธอไม่แน่ใจว่ากำลังปลอบโยนลูกๆ หรือกำลังปลอบใจตัวเองอยู่กันแน่
และในตอนนั้นเอง
ภาพเหตุการณ์อันโหดร้ายจากในนิยายต้นฉบับก็ฉายชัดขึ้นมาในหัว ข้อความที่บรรยายถึงจุดจบของลูกชายคนที่สามมันเย็นเยียบจนเสียดแทงไปถึงกระดูก
[“แม่จ๋า ซานไจ่หนาว...หนาวเหลือเกิน...ซานไจ่...หาทางกลับบ้านไม่เจอ...”
เด็กชายที่ผอมโซจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกขดตัวอยู่มุมกำแพง เกล็ดหิมะค่อยๆ โปรยปรายลงมาปกคลุมร่างเล็กๆ ของเขา ลมหายใจรวยรินลงเรื่อยๆ จนในที่สุด...เขาก็ไม่ขยับอีกเลย
สองวันสองคืนผ่านไป หิมะจึงหยุดตก ชาวบ้านเริ่มออกมาเก็บกวาดหิมะ แล้วใครคนหนึ่งก็เหลือบไปเห็นร่างของเด็กชายในมุมอับสายตา เขาผอมจนดูไม่ออกว่าเป็นใคร บนตัวไม่มีแม้แต่เสื้อนวมเก่าๆ สักชิ้น...เด็กน้อยแข็งตายอย่างเดียวดายในคืนที่หิมะตกหนักคืนนั้น ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน...]
ราวกับเขื่อนทำนบอารมณ์ของเธอพังทลายลงจนหมดสิ้น น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลทะลักออกมาไม่ขาดสาย
เชียนเป่า...ลูกของเธอ
ไม่ได้การ! นี่ไม่ใช่เวลามาร้องไห้ ต้องตั้งสติก่อน! หลินเจาสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิง แล้วเค้นเสียงที่ยังคงสั่นเครือถามออกไป “แล้วน้องล่ะลูก เหยาเป่า...เหยาเป่าไม่เป็นอะไรใช่ไหม”
อวี้เป่าสะอื้นฮักจนตัวโยน พลางส่ายหน้า
“เหยาเป่าอยู่กับป้ารองครับ”
หลินเจาไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ เธอสูดหายใจลึกอีกครั้งเพื่อบังคับให้ตัวเองสงบลง แล้วเดินตรงไปยังห้องของพี่ใหญ่ซึ่งพ่อกู้กับแม่กู้อยู่ที่นั่น
“พ่อคะ แม่คะ มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่คะ” เธอเอ่ยถามทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในห้อง เส้นประสาททุกเส้นในร่างกายตึงเปรี๊ยะ “ทำไมเชียนเป่าถึงหายไปได้คะ!”
[จบบท]