บทที่ 348: เสียงเพรียกจากหุบเหว
หน้าที่เพียงหนึ่งเดียวของต้าหวงในตอนนี้คือการปกป้องเจ้านายตัวน้อยของมันให้ได้! เสียงเคี้ยวอันน่าสยดสยองดังมาจากพงหญ้าข้างๆ กลบเสียงร้องไห้โหยหวนที่เคยดังอยู่ก่อนหน้านี้จนเงียบสนิท
แต่แล้วในตอนนั้นเอง
“เชียนเป่า!”
“ต้าหวง!”
เสียงเรียกที่ทั้งคุ้นเคยและร้อนรนดังแว่วมากับสายลมที่พัดผ่านหุบเขา หูของต้าหวงกระดิกตั้งชันขึ้นมาทันที ก่อนที่มันจะระเบิดเสียงเห่าออกมาอย่างบ้าคลั่ง เสียงเห่าของมันดังก้องกังวานและดังขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะส่งสัญญาณ
กู้เฉิงหวยถือปืนล่าสัตว์วิ่งลัดเลาะไปตามเส้นทางภูเขาอันคับแคบ สายตาของเขาคอยกวาดมองหาร่องรอยบนพื้นดินตามกิ่งไม้ที่หักและใบหญ้าที่ล้มเอน เพื่อแกะรอยล่าสุด
ส่วนกลุ่มชายฉกรรจ์จากคณะกรรมการรักษาความสงบที่ตามมาข้างหลังต่างแบกจอบเสียมวิ่งจนหอบตัวโยน เหงื่อไหลไคลย้อย เมื่อเทียบพละกำลังกับทหารที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชนแล้ว ช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
“เอ๊ะ! เดี๋ยว! มีเสียงหมาเห่า” จางหย่งเฉียง หัวหน้าคณะกรรมการรักษาความสงบเบรกตัวเองกะทันหัน เขาเงี่ยหูฟังอยู่ชั่วครู่ แล้วเอ่ยขึ้นอย่างไม่แน่ใจ
“พวกคุณได้ยินไหม เสียงนี่ มันเหมือนเสียงของเจ้าต้าหวงที่บ้านกู้เลี้ยงไว้เลยนะ”
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบประโยค เงาร่างข้างหน้าก็ไหววูบ ร่างของกู้เฉิงหวยพุ่งดิ่งลงไปราวกับลูกศรที่หลุดจากแหล่ง เขาตัดสินใจพุ่งลงไปตามทางลาดชันที่เกือบจะตั้งฉากและถูกพุ่มไม้หนาทึบบดบังไว้อย่างไม่ลังเล มุ่งตรงไปยังทิศทไางที่เป็นต้นตอของเสียงเห่า
เพียงชั่วพริบตา ร่างที่แข็งแรงปราดเปรียวของเขาก็หายลับเข้าไปในพงไม้ทึบด้านล่าง
จางหย่งเฉียงที่เห็นภาพนั้นถึงกับหัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขาร้องเสียงหลง “อันตราย! ทางนั้นมันลงไปไม่ได้นะ!”
น้ำเสียงของเขาแหลมสูงจนผิดเพี้ยน ไอ้ “ทางเดินเล็กๆ” ที่ชันเหมือนหน้าผานั่น เป็นเส้นทางมรณะที่ชาวบ้านทุกคนต่างพากันเลี่ยง เพราะด้านล่างของทางลาดนั้นเชื่อมต่อกับเหวลึกร้อยจ้าง ใครก็ตามที่ตกลงไปรับรองว่าไม่เหลือแม้แต่กระดูก
หนังศีรษะของจางหย่งเฉียงชาวาบไปทั้งแถบ เขาตัดสินใจได้ในทันทีว่าจะพาลูกน้องวิ่งต่อไปตามเส้นทางหลักที่ปลอดภัยกว่า “อย่าไปทางนั้น! รีบอ้อมไปกับฉัน! เร็วเข้า!” เมื่อตะโกนสั่งจบ เขาก็กัดฟันกรอด รวบรวมสติพาลูกน้องเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
ร่างของกู้เฉิงหวยไถลลงไปตามทางลาดชันอย่างรวดเร็ว แรงเฉื่อยอันมหาศาลเกือบจะเหวี่ยงเขากระเด็นตกจากหน้าผา แต่ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง ขาข้างหนึ่งของเขาก็เกี่ยวเข้ากับตอไม้ขนาดเท่าปากชามได้อย่างพอดิบพอดี ช่วยให้เขาทรงตัวไว้ได้อย่างหวุดหวิด
จากนั้นเขาก็อาศัยแรงส่งนั้นเหวี่ยงตัวเองไปยังทางลาดที่ชันน้อยกว่าซึ่งอยู่ถัดไป หลังจากวิ่งต่อไปอีกหลายนาที ในที่สุดกู้เฉิงหวยก็มาหยุดอยู่ที่ขอบหน้าผาเตี้ยๆ แห่งหนึ่ง
สายตาคมกริบกวาดมองลงไปเบื้องล่าง ก่อนจะจับจ้องไปยังร่างเล็กๆ ที่ยังคงปลอดภัยดีอยู่ในหุบเขาเบื้องล่าง
เขาถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก หัวใจที่เต้นระรัวด้วยความกังวลในที่สุดก็สงบลงได้เปลาะหนึ่ง แล้วสายตาของเขาก็เบนไปจับจ้องที่ต้าหวง เงาสีเทาที่หิวโซหลายตัวกำลังแยกเขี้ยวคำรามเข้าใส่สุนัขตัวใหญ่ พวกมันกำลังตีวงล้อมเข้ามาเพื่อหวังจะขย้ำเหยื่อ
ขนทั่วร่างของต้าหวงลุกชันตั้งตรง แต่ท่าทางของมันกลับแน่วแน่และองอาจ มันยืนปักหลักอยู่หน้าร่างของเด็กน้อยไม่ยอมถอยแม้แต่ครึ่งก้าว!
กู้เฉิงหวยไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว เขายกปืนล่าสัตว์ในมือขึ้น ปากกระบอกปืนเล็งไปยังเป้าหมายอย่างแม่นยำ ก่อนจะเหนี่ยวไกอย่างเด็ดขาด
“ปัง!”
หมาป่าตัวแรกล้มลงทันที
“ปัง!”
ตัวที่สองก็ตามไปติดๆ
จ่าฝูงที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดตกใจกับเสียงปืน มันเพิ่งจะเงยหน้าขึ้นมา กระสุนนัดที่สามก็พุ่งเข้าเจาะร่างของมันพอดิบพอดี
เมื่อไร้จ่าฝูง หมาป่าที่เหลือก็แตกกระเจิงวิ่งหนีไปคนละทิศคนละทาง
แต่กู้เฉิงหวยรู้ดีว่าหมาป่าเป็นสัตว์เจ้าคิดเจ้าแค้น เขาจึงไม่ปล่อยให้พวกมันรอดไปได้ เสียงปืนดังขึ้นอีกหลายนัดส่งผลให้หมาป่าฝูงนั้นล้มลงตายทั้งหมด
หลังจากจัดการกับฝูงเดรัจฉานที่คิดจะเอาลูกชายของเขาเป็นอาหารแล้ว เขาก็สำรวจภูมิประเทศโดยรอบอย่างรวดเร็ว และพบทางลาดที่ไม่ชันมากนัก ก่อนจะไถลตัวลงไป ทันทีที่เท้าทั้งสองข้างสัมผัสพื้น
ต้าหวงก็กระโจนเข้าหาเขาอย่างดีใจสุดขีด
“โฮ่งๆๆ โฮ่งๆๆ!” (ทำไมเพิ่งมา! เจ้านายตัวน้อยจะกลัวจนร้องไห้อยู่แล้วนะ!)
กู้เฉิงหวยลูบหัวโตๆ ของต้าหวงแล้วเอ่ยชม “แกทำความดีความชอบครั้งใหญ่เลยนะ พรุ่งนี้ฉันจะให้รางวัลเป็นกระดูกติดเนื้อชิ้นโตๆ เลย!”
เพียงแค่ได้ยินคำว่า ‘กระดูกติดเนื้อ’ ต้าหวงก็แทบจะคลั่งขึ้นมาทันที มันวิ่งวนรอบเจ้านายของมันอย่างตื่นเต้นดีใจ หางสะบัดไปมาไม่หยุดพลางส่งเสียงครางหงิงๆ ในลำคอ
กู้เฉิงหวยรีบสาวเท้าเข้าไปหาเชียนเป่า เขาย่อตัวลงแล้วรวบร่างเล็กๆ นั้นเข้าสู่อ้อมกอด ฝ่ามือใหญ่อันอบอุ่นประคองท้ายทอยของลูกชายคนเล็กไว้พร้อมกับปลอบโยนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ตกใจมากเลยสินะ ไม่ต้องกลัวแล้วนะ พ่ออยู่นี่แล้ว”
เชียนเป่าไม่ยอมพูดอะไรออกมาสักคำ เอาแต่ซุกหน้ากอดคอพ่อไว้แน่น กู้เฉิงหวยรู้สึกถึงความเปียกชื้นบนบ่า วินาทีนี้ หัวใจที่เคยแข็งแกร่งและเยือกเย็นพลันรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาราวกับถูกเข็มเล่มเล็กๆ ทิ่มแทง
มือใหญ่ลูบศีรษะกลมๆ ของลูกชายเบาๆ สัมผัสจากเส้นผมอันอ่อนนุ่มของเด็กน้อยทำให้หัวใจของเขาพลอยอ่อนยวบลง
เมื่อเห็นว่าเจ้านายตัวน้อยยังคงเงียบขรึม ต้าหวงก็ร้อนใจจนอยู่ไม่สุข มันเดินวนไปวนมา ก่อนจะยกอุ้งเท้าหน้าที่เคยใช้ตบหมาป่าจนกระเด็นไปวางบนเอวของเจ้านาย มันยืดตัวสูงขึ้น พยายามชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ๆเจ้านายตัวน้อย
“ฮือ...โฮ่งๆ...” น้ำเสียงของมันอ่อนโยนราวกับกำลังเกลี้ยกล่อม ทั้งยังเจือไปด้วยความห่วงใยเหมือนกำลังปลอบลูกของตัวเองไม่มีผิด
กู้เฉิงหวย: “...”
ความรู้สึกขบขันระคนแปลกประหลาดผุดขึ้นในใจอย่างช่วยไม่ได้ คนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวผ่านมาเห็นเข้าคงนึกว่ามันเป็นพ่อของเด็กเสียอีก!
กู้เฉิงหวยรีบสลัดความคิดพิลึกพิลั่นนั้นทิ้งไป แล้วปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้
“อยากได้กระต่ายไหมลูก”
กระต่ายอย่างนั้นหรือ ขนตายาวงอนที่ชุ่มไปด้วยหยาดน้ำตาของเชียนเป่าสั่นระริก หยดน้ำใสๆ ร่วงเผาะลงบนบ่าของบิดา เด็กชายเงยหน้าเล็กๆ ขึ้น ดวงตาของเขาสุกใสราวกับเพิ่งถูกชะล้างด้วยน้ำ ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงอู้อี้
“อยากได้ครับ”
การที่ลูกชายยอมเปิดปากพูดได้ทำให้กู้เฉิงหวยโล่งใจ คิ้วที่ขมวดมุ่นของเขาคลายออกจากกัน เขาอุ้มลูกชายไว้ด้วยแขนเพียงข้างเดียว ส่วนอีกข้างก็ถือปืนแล้วปีนกลับขึ้นไปบนทางลาด
เขาคุ้ยหาในพงหญ้ารกๆ อยู่ครู่หนึ่งก็เจอกระต่ายสีขาวปลอดที่ถูกมัดไว้อยู่ นี่คือกระต่ายที่เขาจับได้ระหว่างทาง โดยตั้งใจว่าจะเอาไว้ปลอบลูกชาย เห็นไหมว่ามันได้ผลจริงๆ ด้วย!
“กระต่าย!” น้ำเสียงเล็กๆ นั้นเต็มไปด้วยความดีใจอย่างปิดไม่มิด เชียนเป่ารับกระต่ายมากอดไว้ มือเล็กๆ ป้อมๆ ของเขาพยายามจะแกะเชือกที่มัดตัวกระต่ายออก แต่เมื่อพบว่าแกะไม่ได้ เขาก็มองหน้าพ่อเป็นเชิงขอความช่วยเหลือ
กู้เฉิงหวยจึงพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “กลับถึงบ้านแล้วพ่อค่อยแกะให้นะ ถ้าแกะตอนนี้ เดี๋ยวเจ้ากระต่ายมันก็ดีดขาแล้ววิ่งหนีหายไปเลย”
เชียนเป่าพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย
ในตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าหลายคู่ที่วิ่งอย่างไม่เป็นระเบียบก็ดังใกล้เข้ามา จางหย่งเฉียงพาทุกคนมาถึงด้วยอาการหอบลิ้นห้อย ในกลุ่มนั้นมีคนจากบ้านกู้ซึ่งร้อนใจจนแทบเป็นบ้าตามมาด้วย
พ่อกู้ถึงกับเซถลาเข้ามาหาหลานชาย ดวงตาสูงวัยจับจ้องอยู่ที่ร่างเล็กๆ ของหลานไม่วางตา พอเห็นว่าเชียนเป่าไม่ได้แขนขาหักหรือมีบาดแผลตรงไหน ชายชราก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ไม่เป็นไรก็ดีแล้วจริงๆ”
เขาลูบหัวหลานชายอย่างเอ็นดู “เชียนเป่าตัวน้อยของเราคงจะขวัญเสียแย่เลยสินะ”
โชคดีจริงๆ ที่หลานไม่เป็นอะไร
เชียนเป่าฝืนยิ้มให้ปู่ของเขา แล้วเอ่ยเรียกเสียงแผ่ว “ปู่ครับ” หัวใจที่ร้อนรุ่มของพ่อกู้พลันสงบลง
“อื้อ! ปู่อยู่นี่แล้ว ลุงใหญ่กับลุงรองของหนูก็มาด้วยนะ ไม่ต้องกลัว ไม่มีใครหน้าไหนมาทำอะไรเชียนเป่าของปู่ได้ทั้งนั้น”
เมิ่งจิ่วซือซึ่งถูกลากมาช่วยในเหตุฉุกเฉินก็อยู่ที่นั่นด้วย เขาอยากจะเข้าไปกอดหลานชาย แต่พอนึกขึ้นได้ว่าเชียนเป่าไม่รู้จักเขา ก็กลัวว่าจะเป็นการทำให้เด็กตกใจมากขึ้นไปอีก จึงต้องล้มเลิกความคิดนั้นไป
เขาได้แต่คิดในใจว่ารอให้เด็กน้อยอารมณ์เย็นลงกว่านี้ก่อน แล้วค่อยหาโอกาสแอบเข้าไปตรวจชีพจรให้ทีหลัง
จางหย่งเฉียงที่เพิ่งจะปรับลมหายใจให้เป็นปกติได้ กวาดตามองสองพ่อลูกกู้เฉิงหวยและเชียนเป่า ก่อนจะขมวดคิ้วถามขึ้นมา “เออ ว่าแต่! แล้วน้องหม่านเยว่ไปไหนซะล่ะ”
เมื่อเห็นว่าสายตาของอีกฝ่ายจับจ้องมาที่ตน กู้เฉิงหวยก็เลิกคิ้วขึ้นแล้วตอบกลับไปสั้นๆ “ใครนะ ไม่เห็น”
“หา!” จางหย่งเฉียงอุทานออกมาด้วยความตกใจและงุนงง เสียงของเขาดังขึ้นกว่าปกติหลายเท่า
“จะเป็นไปได้ยังไงว่าจะไม่เห็น ก็สะใภ้บ้านหลี่ที่ไม่มีลูกในกองพลการผลิตของเราน่ะสิ ไม่ใช่เธอเป็นคนอุ้มเชียนเป่าขึ้นเขามาหรอกเหรอ”
“แล้วเธออุ้มเชียนเป่าลูกชายผมขึ้นเขามาทำไม!”
สายตาของกู้เฉิงหวยพลันแข็งกร้าวขึ้น สีหน้าของเขาเย็นชาลงอย่างเห็นได้ชัด ความโกรธเกรี้ยวที่สุมแน่นอยู่ในอกพร้อมจะปะทุออกมาทุกเมื่อ
“คือ...อันนี้ผมก็ยังไม่รู้ ต้องหาตัวเธอให้เจอก่อน” จางหย่งเฉียงรู้สึกได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาจนร่างกายแทบจะแข็งเป็นน้ำแข็ง เขาจึงรีบอธิบาย
“โฮ่งๆ...” ทันใดนั้น ต้าหวงก็เห่าเสียงต่ำไปยังทิศทางหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกล มันเดินนำไปทางนั้นอย่างระแวดระวังได้สองสามก้าวก็หยุด แล้วหันกลับมามองทุกคน เมื่อเห็นว่ายังไม่มีใครตามมา มันก็ส่งเสียงเห่าที่ดังและเร่งเร้ากว่าเดิม
กู้หย่วนซานรู้สึกเอะใจขึ้นมาจึงเอ่ยขึ้น “ต้าหวงคงอยากให้เราตามมันไปดูสินะ”
[จบบท]