บทที่ 354: สลับตัวเด็ก
"ไม่ต้องห่วงน่า! ไม่ลืมส่วนของเจ้าต้าหวงอยู่แล้ว!" แม่กู้เอ่ยกับหลานชายตัวน้อยด้วยแววตาเปี่ยมด้วยความเอ็นดู
จากนั้นจึงหันไปทางหลินเจา "สะใภ้สาม แล้วเก้งกับกระต่ายที่ได้มา เธอว่าจะจัดการยังไงดีล่ะ"
ยังไม่ทันที่หลินเจาจะได้เอ่ยปาก เชียนเป่าก็รีบยกมือเล็กๆ ขึ้นสูงพลางประกาศเสียงใส "กระต่ายเป็นของเชียนเป่านะครับ"
เด็กน้อยรีบแหงนหน้าเล็กๆ ขึ้นสบตาแม่ ดวงตากลมโตที่สุกใสราวกับไข่มุกดำจ้องมองอย่างร้อนรน จนแก้มยุ้ยๆ สั่นไหวไปตามแรง
"จ้ะๆ กระต่ายเป็นของเชียนเป่า" หลินเจาหัวเราะเบาๆ พลางจับแขนกลมนุ่มนิ่มของลูกชายแล้วเออออตาม
เธอจึงลองถามดู "เชียนเป่าอยากเลี้ยงกระต่ายเหรอครับ"
พอได้ยินคำถามนั้น สองพี่น้องอวี้เป่ากับเหิงเป่าก็รีบเงี่ยหูฟังทันที สายตาทั้งคู่จับจ้องไปที่น้องชายอย่างคาดหวัง
เลี้ยงกระต่ายก็ดีน่ะสิ พอกระต่ายโตก็จะได้ออกลูกมาอีกเยอะแยะเป็นฝูง ถึงตอนนั้นพวกเขาก็จะมีเนื้อกระต่ายรสเด็ดให้กินกันจนพุงกางไปเลย
เชียนเป่าหารู้ไม่ว่า ในจินตนาการของพี่ชายทั้งสอง กระต่ายสุดที่รักของเขาได้กลายเป็นอาหารมื้อโอชะไปหลายรอบแล้ว
เด็กน้อยทำแก้มป่องแล้วพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น "ใช่ครับ เป่าจะเลี้ยงกระต่าย"
ที่หมู่บ้านมีกฎว่าแต่ละบ้านจะเลี้ยงไก่ได้ไม่เกินกี่ตัว แต่สำหรับการเลี้ยงกระต่ายนั้นหลินเจาไม่แน่ใจนัก
เธอมองหน้าแม่กู้แล้วถาม "แม่คะ เราเลี้ยงกระต่ายได้ไหมคะ"
"อยากเลี้ยงก็เลี้ยงสิ" แม่กู้ตอบกลับมาทันทีโดยไม่ต้องคิด "บ้านเราก็ไม่ได้เลี้ยงไก่สักหน่อย เลี้ยงกระต่ายแค่ตัวเดียวจะเป็นอะไรไป อีกอย่างก็ไม่มีกฎข้อไหนห้ามไว้นี่"
นโยบายของทางการก็ไม่ได้ระบุไว้เสียด้วย
หลินเจาบีบแก้มยุ้ยของเชียนเป่าเบาๆ "ได้ยินไหมครับ เลี้ยงได้นะ เดี๋ยวกลับไปให้พ่อสานกรงเล็กๆ ให้ อยากเลี้ยงก็เลี้ยงเลย"
อวี้เป่าสูดน้ำลายดังซี้ด แล้วตบอกเบาๆ อาสา "ผมไปหาหญ้าให้กระต่ายได้นะ จะหาหญ้าอ่อนๆ มาให้เลย"
คำว่าหาหญ้าที่เด็กน้อยพูดออกมานั้นช่างน่าเอ็นดู
"พรืด" หลินเจาถึงกับหลุดหัวเราะออกมา "ได้เลย งั้นลูกก็ช่วยน้องหาหญ้าให้กระต่ายนะ"
ความน่ารักของหลานชายทำให้พ่อกู้เอ็นดูจนทนไม่ไหว รีบอาสาขึ้นมาทันที "แค่สานกรงมันจะไปยากอะไร ไม่ต้องไปรบกวนเฉิงหวยหรอก เดี๋ยวปู่สานให้เอง สานให้เดี๋ยวนี้เลย!"
พูดจบคุณปู่ก็ไม่รอช้า ลงมือสานกรงกระต่ายตรงนั้นทันที
อวี้เป่ากับเหิงเป่าต่างก็ตื่นเต้นใคร่รู้ รีบยกเก้าอี้ไม้ไผ่ตัวเล็กของตัวเองมานั่งล้อมวงดูอย่างใกล้ชิด
พ่อกู้เป็นคนที่มีฝีมือด้านงานจักสานเป็นเลิศ ไม่ว่าจะเป็นมู่ลี่ไม้ไผ่ เสื่อไม้ไผ่ หรือเก้าอี้ เขาก็ทำได้หมด แม้กระทั่งรูปสัตว์เล็กๆ ที่มีรูปทรงซับซ้อนก็ยังสานออกมาได้อย่างงดงาม จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะเป็นคุณปู่ที่เก่งไปซะทุกอย่างในสายตาของเด็กๆ
การสานกรงกระต่ายจึงเป็นเรื่องง่ายดายสำหรับเขา
เมื่อเห็นคุณปู่ลงมือสานกรงอย่างคล่องแคล่วว่องไว เหิงเป่าก็อุทานออกมาด้วยความชื่นชม "คุณปู่เก่งที่สุดในโลกเลยครับ"
อันที่จริงนี่ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร ชายชราในชนบทแทบทุกคนก็ล้วนมีทักษะนี้ติดตัวกันทั้งนั้น แต่พอถูกหลานชายชมด้วยน้ำเสียงหวานๆ พ่อกู้ก็อดยิ้มจนแก้มปริไม่ได้
ทันใดนั้น ด้านนอกก็มีเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีดังเข้ามาเป็นระยะ
แม่กู้ลุกขึ้นยืนทันที "เสียงแบบนี้ ต้องเป็นพวกเฉิงหวยกลับมาแน่ๆ โอ๊ยตายแล้ว เสียงดังขนาดนี้แสดงว่าล่ามาได้เยอะแน่ๆ เลย แม่ต้องไปดูหน่อยแล้ว"
ตราบใดที่ไม่มีเสียงร้องไห้คร่ำครวญ ก็หมายความว่าทุกคนที่ขึ้นเขาไปปลอดภัยดี เธอจึงไม่ได้กังวลอะไร
คนอื่นๆ ในบ้านกู้ต่างก็ตื่นเต้นดีใจ รีบเดินตามแม่กู่ออกไปดู
เชียนเป่าใช้นิ้วอ้วนป้อมจิ้มที่ไหล่ของหลินเบาๆ สายตาเต็มไปด้วยความสงสัย เหมือนจะถามว่าทำไมแม่ไม่ออกไปดูบ้าง
"หมูป่าทั้งน่าเกลียดทั้งดุร้าย เราไม่ออกไปดูหรอกครับ เดี๋ยวเราไปดูเจ้ากระต่ายน้อยกันดีกว่าเนอะ" หลินเจาปลอบลูกชายเสียงอ่อน
ฝาแฝดที่ตอนแรกตั้งท่าจะวิ่งออกไป พอได้ยินแม่พูดแบบนั้นก็เบรกตัวโก่ง แล้วเปลี่ยนใจไม่ไปดูด้วยอีกคน
ส่วนอวี๋อวี๋นั้นมีนิสัยเหมือนปลาเค็มที่ไม่ชอบขยับตัวไปไหน ส่วนใหญ่เธอมักจะนั่งเล่นตุ๊กตาผ้ากับเหยาเป่าอยู่ที่มุมห้องเงียบๆ พอเห็นความวุ่นวายในลานบ้าน เธอก็แค่เหลือบมองโดยที่ก้นยังคงติดอยู่กับพื้น เป็นเด็กที่เลี้ยงง่ายไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใครเลยจริงๆ
เพราะมีเธออยู่ด้วย เหยาเป่าจึงมีเพื่อนเล่นตลอดเวลา สองพี่น้องเล่นด้วยกันอย่างมีความสุข ไม่เคยส่งเสียงงอแงเลยสักครั้ง เว้นเสียแต่ว่าจะหิวหรือปวดท้องเท่านั้น
"ปู่ครับ เนื้อหมูป่าอร่อยไหมครับ" เหิงเป่าเลียริมฝีปากถามคุณปู่ขณะนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเล็ก
พ่อกู้พยักหน้ารับ "อร่อยสิ เนื้อสัตว์มีที่ไหนไม่อร่อยบ้างล่ะ" แต่แน่นอนว่ารสชาติคงสู้เนื้อที่ซื้อจากตลาดไม่ได้
แต่สำหรับคนที่เคยผ่านความอดอยากมาอย่างพ่อกู้แล้ว แค่มีเนื้อให้กินก็ถือเป็นเรื่องดีที่สุดแล้ว จะมามัวเลือกมากอยู่ได้อย่างไร
พอได้ยินว่าอร่อย เหิงเป่าผู้เป็นเด็กตะกละก็ตาลุกวาวขึ้นมาทันที "ปู่ครับ แล้วคืนนี้เราจะได้กินเนื้อหมูไหมครับ"
ตามกฎแล้ว สัตว์ป่าขนาดใหญ่ที่ล่ามาได้จากบนภูเขาอย่างหมูป่า จะต้องถูกนำมาแบ่งปันกันอย่างเท่าเทียม หากใครแอบเก็บไว้คนเดียวจะถือเป็นการยักยอกของส่วนรวม ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดมหันต์ ดังนั้นคืนนี้ทุกครัวเรือนในหมู่บ้านจึงน่าจะได้ลิ้มรสเนื้อหมูป่ากันถ้วนหน้า
"ได้กินแน่นอน" พ่อกู้ตอบกลับอย่างหนักแน่น
เหิงเป่าเลียริมฝีปากที่แห้งผากของตัวเองอย่างอดใจไม่ไหว
กู้เฉิงหวยและพรรคพวกล่าหมูป่ากลับมาได้ถึง 4 ตัว เป็นตัวใหญ่ 3 ตัวและตัวเล็กอีก 1 ตัว หลังจากคนชำแหละหมูจัดการเรียบร้อยแล้ว เนื้อหมูก็ถูกแบ่งปันไปทั่วทุกครัวเรือน สร้างความยินดีให้กับชาวบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่เป็นอย่างมาก
แม้กระทั่งซ่งเชียนและเหวินหวยหย่วนที่ไปช่วยงาน ก็ยังได้รับส่วนแบ่งเนื้อหมูมาด้วย เพราะเรื่องนี้เองที่ทำให้ชาวบ้านเริ่มเปลี่ยนทัศนคติต่อปัญญาชนชาย และยอมรับพวกเขามากขึ้น
เหวินหวยหย่วนถึงกับดีใจจนทำตัวไม่ถูก "พี่ซ่ง นี่หมายความว่า...เราได้รับการยอมรับแล้วใช่ไหม"
ซ่งเชียนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ "นายคงจะชินกับการโดนมองแรงๆ มาเยอะสินะ พอเขาแค่ยิ้มให้หน่อยเดียวก็ทำเป็นดีใจยิ้มแฉ่งจนพอใจ ช่างมองได้ไกลจริงๆ"
ชายหนุ่มผู้มีท่วงท่าสง่างามถือเนื้อหมูสี่เหลี่ยมชิ้นโต เดินกลับที่พักปัญญาชนอย่างไม่รีบร้อน
เหวินหวยหย่วนเบิกตากว้าง รีบวิ่งตามไป "พี่ซ่ง หมายความว่ายังไงกันหา พี่ว่าผมไม่ได้เรื่องเหรอ อย่าเพิ่งรีบไปสิ อธิบายให้เคลียร์ก่อน"
ชายหนุ่มสองคนที่เปี่ยมไปด้วยพลังของวัยหนุ่มเถียงกันไปตลอดทางกลับบ้าน ท่ามกลางสายลมที่พัดโชยมาอย่างอ่อนโยน
ณ ที่พักปัญญาชน
เมื่อเห็นเนื้อชิ้นใหญ่ในมือของซ่งเชียนและเหวินหวยหย่วน เหล่าปัญญาชนคนอื่นๆ ก็ได้แต่ลอบกลืนน้ำลายด้วยความเสียดาย
ถ้ารู้แต่แรกว่าบนภูเขาไม่ได้มีอันตรายอะไร พวกเขาก็คงตามไปด้วยแล้ว ดูเนื้อชิ้นนั้นสิ ใหญ่ขนาดไหน
พวกชาวบ้านนี่ช่างใจดำนัก คงกลัวว่าพวกตนจะไปขอส่วนแบ่งเนื้อ ถึงได้กุเรื่องหลอกว่าบนภูเขามีสัตว์ร้าย ใจร้ายใจดำที่สุด
บ้านกู้เองก็ได้ส่วนแบ่งเนื้อมาเช่นกัน โดยมีพวกเด็กๆ อย่างกู้ซิงเหย่เป็นคนหิ้วกลับมา
"อวี้เป่า เหิงเป่า ทำไมพวกนายไม่ออกไปดูข้างนอกล่ะ อาสามล่าหมูป่าตัวเบ้อเริ่มมาได้ตั้งหลายตัวนะ เนื้อเยอะแยะไปหมดเลย!" เถี่ยตั้นเดินเข้ามาอย่างกระตือรือร้น พร้อมกับแกว่งเนื้อในมือไปมา
"พี่ซิงเหย่ หมูป่าน่ากลัวไหมครับ" เหิงเป่ารีบเดินเข้าไปหา แล้วลองใช้นิ้วจิ้มๆ ดูเนื้อหมู
"น่ากลัวสิ ตัวใหญ่ขนาดนี้เลยนะ" กู้ซิงเหย่กางแขนออกเพื่อบอกขนาด "ย่าบอกว่าหมูป่ามันอันตรายมาก ถ้าโดนมันขวิดเข้าก็ถึงตายได้เลย"
เขาเบ้ปากอย่างไม่ชอบใจ "แถมยังหน้าตาน่าเกลียดอีกต่างหาก ดำปี๋เชียว"
"จะสนทำไมว่าหน้าตาเป็นยังไง ขอแค่เนื้ออร่อยก็พอแล้ว" กู้ซิงฉือ หรือก็คือไหลเม่ย สรุป
ดวงตาของหลี่เป่าเป็นประกาย ใบหน้าฉายแววชื่นชมอย่างปิดไม่มิด "อาสามเก่งที่สุดเลย ขนาดหมูป่าตัวใหญ่ขนาดนั้นยังล้มได้"
กู้ซิงฉือถอนหายใจยาว "เกิดเป็นลูกผู้ชาย ก็ต้องเป็นทหาร"
ทุกคนในบ้านกู้ถึงกับพูดไม่ออก ช่างเป็นเด็กที่พูดจาแก่แดดเสียจริง
ในจังหวะนั้นเอง กู้ซิ่งเอ๋อร์ก็เดินกลับเข้ามาในบ้านพอดี
"บ้านเราได้เนื้อมาเยอะขนาดนี้เลยเหรอคะ กลับมาได้จังหวะพอดีเลย แม่คะ คืนนี้จะทำทั้งหมดเลยไหม ทำเยอะๆ นะคะ เดี๋ยวหนูจะเอาไปให้ย่าสักชาม" เธอไม่ได้ทักทายใครแม้แต่คนเดียว แต่กลับพูดกับแม่กู้ราวกับไม่มีคนอื่นอยู่ในบ้าน
กู้เฉิงหวยที่เดินตามเข้ามาด้านหลัง พอเห็นท่าทีเมินเฉยต่อทุกคนในบ้านของน้องสาว ก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที
เขาไม่อยากจะเสียเวลาพูดคุยกับน้องสาวที่ถูกตามใจจนเสียคนอีกต่อไป จึงเอ่ยเสียงเรียบ "ที่บ้านใหญ่เดี๋ยวมีคนเอาไปส่งให้เอง ส่วนเธอ ไปกินข้าวที่บ้านอารองซะ"
"พี่สาม!" กู้ซิ่งเอ๋อร์ทำท่าจะไม่ยอม
กู้เฉิงหวยไม่พูดพร่ำทำเพลงอีกต่อไป นัยน์ตาสีดำที่ลุ่มลึกดุจห้วงน้ำอันหนาวเหน็บจับจ้องไปที่ร่างของเธออย่างเย็นชา แฝงไว้ด้วยคำเตือนที่ชัดเจน ความอดทนของเขาที่มีต่อน้องสาวคนนี้ได้หมดสิ้นลงแล้ว
กู้ซิ่งเอ๋อร์ถึงกับตัวแข็งทื่อราวกับถูกตรึงไว้กับที่ ความเย็นยะเยือกแล่นไปทั่วร่าง เด็กสาวที่ยังไม่โตเต็มที่ จะไปทนรับรัศมีกดดันของทหารหาญที่ผ่านการรบมาอย่างโชกโชนได้อย่างไร
"ไปก็ไปสิ!" เธอแผดเสียงใส่ ก่อนจะฉวยเอาเนื้อในมือของหลี่เป่าไป แล้วกระทืบเท้าอย่างแรง "เชอะ ฉันก็ไม่อยากจะร่วมโต๊ะกินข้าวกับพวกเธอเหมือนกันนั่นแหละ!"
พูดจบ เธอก็วิ่งพรวดพราดออกไปราวกับพายุ
ไม่มีใครใส่ใจกับเรื่องวุ่นวายเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้น
กู้เฉิงหวยเดินไปล้างมือจนสะอาด พอเห็นว่าเชียนเป่ายังคงนั่งแกว่งขาไปมาอยู่บนตักภรรยา บนใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มหวาน ดูเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เมื่อครู่เลยสักนิด เขาก็เผยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก
เขาจึงหาโอกาสเล่าเรื่องจุดจบของจางหม่านเยว่ให้หลินเจาฟัง
เกี่ยวกับเรื่องนี้ หลินเจาเพียงแต่ให้ความเห็นสั้นๆ ว่า "คนบ้านหลี่มันใจดำ ส่วนเธอน่ะทั้งโง่แล้วยังจะไปเรียนรู้ความใจดำของพวกเขามาอีก ไม่ใช่คนดีกันทั้งคู่"
ในเมื่อเป็นฝ่ายอ่อนแอ แต่กลับชักดาบใส่คนที่อ่อนแอกว่า ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับจุดจบแบบไหน ก็ถือว่าเป็นเวรกรรมที่ทำตัวเองทั้งนั้น
"เรื่องมันผ่านไปแล้ว อย่าโกรธจนเสียสุขภาพเลยนะ" กู้เฉิงหวยปลอบเสียงอ่อนโยน
"ค่ะ"
ในขณะเดียวกัน ณ ปากทางเข้าหมู่บ้านข้างเคียงที่สามารถเดินลัดภูเขาไปถึงได้
หญิงสาวเจ้าของไฝดำเม็ดเป้งที่กลางหน้าผากมองท้องฟ้าที่เริ่มมืดลงเรื่อยๆ แต่หญิงขี้ขลาดที่นัดแนะกันไว้ว่าจะมาสลับตัวเด็กก็ยังไม่โผล่มาเสียที เธอจึงคาดเดาได้ว่าคงจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นแล้ว ใบหน้าพลันบึ้งตึง สบถออกมาสองสามคำ ก่อนจะหาบคานเดินจากไป
เมื่อเห็นสีหน้าเย็นชาของหญิงสาว เด็กน้อยที่อยู่ในตะกร้าไม้ไผ่ก็หดคอลงด้วยความหวาดกลัว น้ำตาเริ่มเอ่อคลอขึ้นในดวงตา
[จบบท]