บทที่ 361: โลกใบนี้มันบ้าไปแล้ว
"โฮ่ง! โฮ่ง! โฮ่ง!" เสียงเห่าของเจ้าต้าหวงดังขึ้นท่ามกลางความเงียบยามค่ำคืน แต่เสียงเห่าของมันในค่ำคืนนี้กลับฟังดูแปลกไปจากทุกที
หลินเจาที่ลืมตาตื่นขึ้นใช้เท้าเขี่ยสามีเบาๆ "คุณได้ยินเสียงคนเคาะประตูไหม หรือว่าฉันหูแว่วไปเอง"
กู้เฉิงหวยคว้าข้อเท้าของเธอเอาไว้หลวมๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่แฝงไปด้วยความอดกลั้น "อย่าซนสิ"
คำพูดนั้นทำให้หลินเจาตื่นเต็มตา เธอเพิ่งรู้ตัวว่าเมื่อครู่ตัวเองเผลอเตะไปโดนอะไรเข้า จึงรีบส่งยิ้มหวานไปให้เขาอย่างเอาใจ "คุณไม่เป็นไรใช่ไหมคะ"
ชายหนุ่มจ้องมองเธอด้วยแววตาลุ่มลึก ก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงไปจุดตะเกียงน้ำมันก๊าด แล้วหยิบเสื้อกันฝนเดินออกไปนอกห้อง
หลินเจาลุกขึ้นนั่งตาม "มีคนมาเคาะประตูจริงๆ ด้วยเหรอ"
เธอขยับตัวลงจากเตียง เดินตามเขาออกไปพลางนึกสงสัยว่าใครกันนะที่มาหาตอนดึกดื่นป่านนี้ หรือว่าบ้านใครพังแล้วจะมาขออาศัยอยู่ด้วย
หลินเจาที่ความคิดฟุ้งซ่านไปไกลหยิบตะเกียงน้ำมันก๊าดติดมือออกมาด้วย เธอยืนอยู่ใต้ชายคาแล้วทอดสายตามองไปยังประตูใหญ่หน้าบ้าน ลานบ้านสกุลกู้ถูกปูด้วยหินกรวดตั้งแต่หน้าประตูห้องไปจนถึงประตูใหญ่ ทั้งยังมีการวางระบบระบายน้ำไว้อย่างดี ทำให้น้ำไม่ขังและดูสะอาดตาอยู่เสมอ ทว่าสายฝนที่โปรยปรายลงมาไม่ขาดสายทำให้ทั่วทั้งบริเวณดูราวกับถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอก ให้ความรู้สึกสวยงามไปอีกแบบ
รออยู่ไม่นาน หลินเจาก็เห็นร่างเล็กๆ ที่คุ้นตาเดินอยู่ข้างๆ กู้เฉิงหวย เมื่อเพ่งมองให้ดีๆ ก็พบว่าเป็นหลินเซวียน หลานสาวของเธอนั่นเอง
"เซวียนเซวียน"
หลินเซวียนไม่ค่อยสนิทกับคุณอาเขยเท่าไหร่นัก ท่าทางของเธอจึงดูเกร็งไปหมดเมื่อต้องยืนอยู่ข้างๆ เขา แต่พอเห็นคุณอาเท่านั้นแหละ เด็กหญิงก็รีบวิ่งโผเข้ามากอดเอวของหลินเจาไว้แน่น "คุณอาคะ"
หลินเจาไม่ได้ซักไซ้ว่าทำไมหลานสาวถึงมาที่นี่ในยามวิกาล แต่หันไปบอกสามีแทน "คุณไปนอนก่อนเถอะค่ะ คืนนี้ฉันจะนอนกับเซวียนเซวียนเอง"
กู้เฉิงหวยเหลือบมองหลินเซวียนที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นจนน่าสงสาร ก่อนจะเม้มปากเล็กน้อย "เดี๋ยวผมไปต้มน้ำร้อนให้" พูดจบเขาก็หันหลังเดินตรงไปยังห้องครัว
หลินเจาจูงหลานสาวเข้าไปในห้องพักแขกที่ถูกจัดเตรียมไว้เป็นอย่างดี ของใช้จำเป็นมีครบครันและหมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอ ผ้าปูที่นอนจึงยังดูใหม่อยู่ เธอหยิบผ้าขนหนูสะอาดมาซับผมที่เปียกชื้นให้หลานสาวอย่างเบามือ
"ฝนตกหนักขนาดนี้ แถมยังดึกแล้วด้วย ทำไมถึงกล้าออกมาคนเดียวล่ะ ไม่กลัวหมาป่าคาบไปหรือไง"
หลินเซวียนเอาแต่ก้มหน้าขยุ้มปลายนิ้วตัวเองอย่างทำอะไรไม่ถูก ท่าทางของเธอดูร้อนรน ทั้งอยากจะลุกขึ้นยืน ทั้งอยากจะยื่นมือไปรับผ้าขนหนูมาถือไว้เอง เหมือนกับว่าต้องหาอะไรทำสักอย่างถึงจะรู้สึกสงบลงได้
"แล้วพ่อของหนูล่ะ" หลินเจาลองหยั่งเชิงถาม
ไหล่ที่บอบบางของหลินเซวียนพลันแข็งทื่อ เธอยิ่งก้มหน้าต่ำลงไปอีก แล้วเริ่มแกะดึงหนังที่ตายแล้วบริเวณนิ้วมืออย่างแรง แม้จะโดนตรงที่เลือดแข็งตัวอยู่ก็ไม่ยอมหยุด
หลินเจอนึกถึงข้อมูลในนิยายที่เคยอ่านผ่านตาว่าหลินเซวียนอาจมีปัญหาทางใจ แต่ช่วงที่ผ่านมาอาการของเด็กคนนี้ก็ดูดีขึ้นมากแล้วนี่นา ทำไมจู่ๆ ถึงได้กำเริบขึ้นมาอีก พอถามถึงพ่อของตัวเอง เด็กหญิงก็เอาแต่เงียบ การเงียบของเธอไม่ใช่การดื้อรั้น แต่เป็นความรู้สึกละอายใจ รู้สึกผิด และเสียใจ ซึ่งยิ่งเห็นได้ชัดจากศีรษะที่ก้มต่ำลงเรื่อยๆ
ชิวเหลียน ชื่อนี้ผุดขึ้นมาในความคิดของหลินเจาโดยอัตโนมัติ
"แม่ของหนูกลับมาแล้วเหรอ"
ใบหน้าของหลินเซวียนซีดเผือด แต่เธอกลับส่ายหน้าปฏิเสธแล้วปล่อยโฮออกมา
"ไม่ได้กลับมา งั้นก็แสดงว่ามีข่าวคราวส่งมาสินะ" หลินเจามองเด็กหญิงที่ร้องไห้จนตัวโยนแล้วดึงเข้ามากอดปลอบ พลางช่วยเช็ดน้ำตาให้ "ร้องไห้ทำไม ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น หนูก็ยังเป็นลูกสาวของพ่อ มีปู่ย่า มีครอบครัวตั้งมากมาย แล้วก็ยังมีอาอีก ไม่ว่าแม่ของหนูจะทำอะไรลงไป มันก็ไม่เกี่ยวกับหนูกับเจิงเจิงหรอกนะ เด็กๆ อย่าคิดอะไรให้มันมากความ เดี๋ยวจะพาลเป็นทุกข์ไปซะเปล่าๆ"
หลินเซวียนซบหน้าอยู่กับอกอุ่นๆ ของผู้เป็นอา เธอเช็ดน้ำตาป้อยๆ แล้วพูดออกมาด้วยความอับอาย "คุณอาคะ ผู้หญิงคนนั้น ผู้หญิงคนนั้นสวมเขาให้พ่อค่ะ"
เสียงของเธอแผ่วเบาและแหบแห้งจนน่าใจหาย เธอถึงกับไม่ยอมเอ่ยคำว่า "แม่" ออกมาด้วยซ้ำ สะท้อนให้เห็นถึงความเกลียดชังที่มีอยู่เต็มอก
เด็กหญิงใกล้จะอายุครบ 10 ขวบแล้ว เธอถูกแม่แท้ๆ กดขี่มาตั้งแต่จำความได้จึงกลายเป็นเด็กขี้กลัว แต่ในขณะเดียวกันก็รู้จักความมากกว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน เธอรู้ดีว่าการถูกสวมเขาเป็นเรื่องที่น่าอัปยศอดสูเพียงใด
หลังจากที่แอบได้ยินบทสนทนาระหว่างพ่อกับเพื่อนสนิท หลินเซวียนก็รู้สึกราวกับถูกฟ้าผ่าลงกลางใจ เธอจมดิ่งอยู่กับความรู้สึกอับอายและรังเกียจตัวเองอย่างรุนแรง
"ทำไมถึงได้มีคนแบบนั้นเกิดมาบนโลกนี้ด้วย"
เด็กหญิงรู้สึกอับอายจนไม่มีหน้าไปสู้พ่อของตัวเองได้จึงตัดสินใจวิ่งหนีออกจากบ้าน เธอคิดเพียงว่ายิ่งวิ่งหนีไปได้ไกลเท่าไหร่ ก็จะยิ่งห่างไกลจากเรื่องราวโสมมพวกนั้นได้มากขึ้นเท่านั้น
แววตาของหลินเจาฉายแวบประหลาดใจ
เรื่องของชิวเหลียนแดงขึ้นมาแล้วงั้นเหรอ
"หนูไปรู้เรื่องนี้มาจากไหน"
หลินเซวียนสูดน้ำมูก "หนูแอบได้ยินมาค่ะ"
"พ่อของหนูคงยังไม่รู้ใช่ไหมว่าหนูออกมา บางทีอาจกำลังตามหาตัวหนูให้วุ่นไปหมดแล้วก็ได้นะ" หลินเจาลูบผมที่เริ่มแห้งของหลานสาวอย่างอ่อนโยน เธอไม่ได้ตำหนิ แต่แค่บอกให้รู้เฉยๆ
"หนูเขียนโน้ตทิ้งไว้แล้วค่ะ" หลินเซวียนตอบเสียงอ่อย พอได้ยินเรื่องนั้น เธอก็ไม่อยากจะอยู่ที่บ้านอีกแม้แต่วินาทีเดียว
"ยังนับว่ารอบคอบอยู่บ้างนะ" หลินเจาลูบหัวหลานสาวเบาๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง "ตอนที่หนูทุกข์ใจแล้วยังนึกถึงอาคนนี้ได้ อาดีใจมากเลยนะ"
"ไปเถอะ ไปอาบน้ำอุ่นๆ ให้สบายตัวแล้วนอนพักซะ ตื่นขึ้นมาทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง" เธอจูงมือหลานสาวเดินออกไป สายฝนที่ตกกระหน่ำลงมาได้พัดพาเอาไอเย็นมาด้วย การที่หลินเซวียนตากฝนมาตลอดทางแบบนี้ การได้แช่น้ำอุ่นๆ สักหน่อยคงจะดีที่สุด
หลินเซวียนเดินตามไปอย่างว่าง่าย
กู้เฉิงหวยกลัวว่าเด็กหญิงจะรู้สึกไม่เป็นส่วนตัว หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจึงเลี่ยงกลับเข้าห้องไปก่อน เมื่อไม่เห็นคุณอาเขย หลินเซวียนก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
หลังจากอาบน้ำเสร็จ เธอก็เปลี่ยนเป็นชุดกระโปรงนอนตัวสวยที่หลินเจาเป็นคนตัดเย็บให้
"สวยจังเลย" หลินเจาเอ่ยชมจากใจจริง
"คุณอาทำให้หนูเหรอคะ" หลินเซวียนก้มลงมองชายกระโปรงในมือ ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งพลันสาดส่องเข้ามาในใจที่มืดมน
หลินเจาพยักหน้า "ก็ต้องทำให้หนูสิ ไม่ให้ทำให้ใครล่ะ ใส่ได้ตามสบายเลยนะ เจิงเจิงกับสี่เป่าก็มีเหมือนกัน"
หัวใจของหลินเซวียนอุ่นวาบ รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า "ขอบคุณค่ะคุณอา"
"จะขอบคุณอะไรกัน ไปนอนรอที่เตียงเถอะ เดี๋ยวอาจะทายาที่เท้าให้ แล้วจะไปชงนมอุ่นๆ มาให้ดื่มก่อนนอนนะ" หลินเจาพูดพลางเดินไปยังห้องข้างๆ ตัดบทไม่ให้หลานสาวได้ทันปฏิเสธ
เด็กหญิงจึงทำได้เพียงนั่งทายาที่เท้าแต่โดยดี รองเท้าผ้าที่เธอสวมมานั้นพื้นบางมาก ถนนหนทางยามค่ำคืนก็มืดมิด ทั้งยังเต็มไปด้วยกรวดหิน ตลอดทางที่เดินมาฝ่าเท้าของเธอจึงมีแผลถลอกอยู่หลายแห่ง
ขณะที่มือของหลินเจากำลังยุ่งอยู่กับการชงนม เธอก็อดนึกถึงพี่รองของตัวเองไม่ได้ ป่านนี้ที่บ้านคงรู้แล้วว่าเซวียนเซวียนมาหาเธอที่นี่
และก็เป็นเช่นนั้น ที่บ้านสกุลหลินรู้เรื่องแล้วจริงๆ และแน่นอนว่าเรื่องที่หลินซื่อเซิ่งถูกภรรยาสวมเขาก็ถูกเปิดโปงออกมาด้วยเช่นกัน
หลินซื่อชางกับเฉินอวี่ภรรยาของเขาถึงกับตกตะลึงอ้าปากค้าง คางแทบจะร่วงลงไปกองกับพื้น โดยเฉพาะเฉินอวี่ที่ตกใจจนสมองขาวโพลนไปหมด ยืนนิ่งงันอยู่กับที่
น้องสะใภ้รอง… น้องสะใภ้รองกล้าดียังไงกัน
คบชู้…
เธอกล้าคบชู้!
นี่ไม่กลัวตายหรือไงกันนะ กระหายอยากถึงขนาดนั้นเชียวเหรอ ไม่รู้หรือไงว่าช่วงนี้ทางการเขากำลังกวาดล้างอาชญากรรมอย่างหนัก ทำไมถึงได้คิดสั้นแบบนี้ แล้วทำแบบนี้จะให้ลูกสาวทั้งสองคนเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
บ้าไปแล้ว โลกใบนี้มันบ้าไปแล้วจริงๆ
"ต้องหย่า! ไม่หย่าแล้วจะเก็บไว้ทำอะไร พรุ่งนี้ลูกต้องไปจัดการเรื่องหย่ากับชิวเหลียนให้เรียบร้อย" ซ่งซีเวยประกาศกร้าว เธอเองก็เป็นผู้หญิง ย่อมเข้าใจหัวอกผู้หญิงด้วยกันดี แม้จะไม่ชอบหน้าชิวเหลียน แต่ก็ไม่เคยกลั่นแกล้งหรือแสดงท่าทีรังเกียจใส่เลยสักครั้ง แต่ใครจะคิดว่าความใจดีของเธอจะยิ่งทำให้หล่อนได้ใจจนถึงขั้นกล้ามีชู้
สีหน้าของหลินซื่อเซิ่งยังคงเรียบเฉย "ครับแม่"
หลินเฮ่อหลิงเห็นท่าทีสงบนิ่งของลูกชายก็รู้ได้ทันทีว่าคงไม่ใช่เพิ่งจะรู้เรื่อง เขาจึงมองลูกชายคนรองอย่างเห็นใจแล้วเอ่ยถาม "ลูกรู้เรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่"
"…" หลินซื่อเซิ่งนิ่งไปอึดใจหนึ่ง "น่าจะเกือบครึ่งเดือนแล้วครับ"
หลินเฮ่อหลิงตบไหล่ลูกชายเบาๆ ก่อนจะเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "คนเราเกิดมาทั้งทีก็อาจจะต้องเจอเรื่องพิลึกพิลั่นบ้าง ทำใจให้สบายเถอะนะ อย่างน้อยลูกก็ยังมีลูกสาวที่น่ารักอีกตั้งสองคน"
ความโกรธแค้นทั้งหมด หลินซื่อเซิ่งได้ระบายมันออกไปหมดสิ้นแล้ว ขาของน้องชายสุดที่รักของชิวเหลียนก็เป็นฝีมือของเขาเองนั่นแหละ
บอกตามตรงว่าการได้เห็นคนบ้านชิวเหลียนร้องห่มร้องไห้ปานจะขาดใจมันทำให้เขาสะใจอย่างบอกไม่ถูก เขาอยากจะทำแบบนี้มาตั้งแต่ตอนที่ถูกเธอตามตอแยเมื่อหลายปีก่อนแล้ว อดทนมาเกือบสิบปี ในที่สุดก็ได้ปลดปล่อยมันออกมาเสียที
"พ่อไม่ต้องปลอบผมหรอกครับ ผมทำใจได้" หลินซื่อเซิ่งเอ่ยอย่างจนใจ
[จบบท]