บทที่ 363: แสงแห่งความถูกต้อง
หลินเจายกนิ้วโป้งให้พี่รองของเธอพร้อมกับเอ่ยชม "ไม่คิดเลยว่าพี่รองจะจัดการเรื่องได้เร็วขนาดนี้ เก่งมากเลยค่ะ"
หลินซื่อเซิ่งได้แต่ยิ้มอย่างจนใจ "เธอก็รู้นี่ว่าการหางานมันแล้วแต่โชคจริงๆ ถ้าโชคดีก็ราบรื่น แต่ถ้าโชคร้าย รอไปอีก 2-3 ปีก็ไม่รู้ว่าจะหาได้หรือเปล่า" เขามองน้องสาวพลางอมยิ้ม "อีกอย่าง พี่ก็ถูกเรื่องที่พี่ใหญ่ได้งานทำกระตุ้นน่ะสิ พี่ใหญ่กับเธอเป็นคนงาน น้องสามก็มีเบี้ยเลี้ยงทุกเดือน ส่วนน้องสี่ก็มีความรู้เรื่องการแพทย์ ต่อให้ไม่มีงานทำก็ไม่อดตาย เหลือแต่พี่นี่แหละ"
"พี่จะทำให้พ่อกับแม่ต้องอับอายไม่ได้เด็ดขาด พอตั้งใจเข้าหน่อย ความพยายามก็เป็นผลจนได้ พี่ได้งานมาแล้ว" เขาเสริมท้ายประโยค "ถึงจะเป็นแค่พนักงานชั่วคราวก็เถอะ"
"พนักงานชั่วคราวก็ดีถมไปแล้วค่ะ ดีกว่าลงนาไปทำคะแนนงานตั้งเยอะ มีรายได้ที่แน่นอนไม่ว่าฟ้าฝนจะเป็นยังไง ที่สำคัญคือได้ตั๋วปันส่วน ต่อไปถ้าหลินเซวียนกับหลินเจิงอยากได้อะไรก็สะดวกขึ้น" หลินเจาพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
"จริง"
งานในทีมขนส่งได้เดินทางไปหลายที่ ทำให้การซื้อของต่างๆ สะดวกสบาย นับว่าเป็นงานที่ดีมากจริงๆ
"พี่รองตั้งใจทำงานนะคะ พยายามเลื่อนตำแหน่งเป็นพนักงานประจำให้ได้เร็วที่สุด ถ้าต้องการเงินทุนก็มาหาฉันได้เลย พี่น้องกันแท้ๆ ไม่คิดดอกเบี้ยหรอกค่ะ"
"ขอบใจมากนะ" หลินซื่อเซิ่งเอ่ย
"ไม่ต้องเกรงใจค่ะ" หลินเจาหาวหวอดก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นยืน "ยังมีห้องว่างอีกห้อง พี่รองไปนอนห้องนั้นนะคะ คืนนี้รีบพักผ่อนดีกว่า พรุ่งนี้เรายังมีเรื่องต้องไปจัดการกันอีก"
หลินซื่อเซิ่งได้แต่คิดในใจเงียบๆ ‘ขอบคุณนะที่พูดเรื่องจับชู้ได้ราวกับเป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ ช่วยรักษาน้ำใจกันจริงๆ’
ถึงอย่างนั้นเขาก็เป็นคนปล่อยวางได้ง่าย หลังจากซดน้ำขิงน้ำตาลทรายแดงจนหมดแก้วก็ล้มตัวลงนอนแล้วหลับฝันดี หัวถึงหมอนปุ๊บก็หลับสนิท
ในห้องข้างๆ กู้เฉิงหวยยังคงไม่หลับ เขานั่งอ่านหนังสืออยู่ใต้แสงตะเกียง พอได้ยินเสียงฝีเท้าของภรรยาจึงเงยหน้าขึ้นมอง
"คุยกันเสร็จแล้วเหรอ"
หลินเจาเดินไปที่เตียง ถอดรองเท้าแล้วปีนขึ้นไปนอนข้างๆ เธอปลดยางรัดผมออก ปล่อยให้เส้นผมสยายลงบนหมอน
"พรุ่งนี้ฉันจะไปฉีกหน้าชิวเหลียน คุณอยู่บ้านดูแลลูกๆ นะคะ"
กู้เฉิงหวยถึงกับชะงัก เขามองภรรยาด้วยสีหน้างุนงงเต็มที่ "เกิดอะไรขึ้นน่ะ"
"ก็บ้านหลินกับบ้านชิวแตกหักกันแล้วน่ะสิคะ" หลินเจาตอบกลับอย่างมั่นใจ "ชิวเหลียนทำเรื่องน่าไม่อาย ไม่เห็นแก่หน้าพี่รองและครอบครัวเราเลยสักนิด แน่นอนว่าต้องคิดบัญชีแค้นทั้งเก่าและใหม่ให้หมด"
เธอพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ตั้งแต่แต่งเข้ามา เธอก็สร้างปัญหาให้ฉันกับพ่อแม่ไม่รู้เท่าไหร่ การไปตบสั่งสอนสักครั้งถือว่าปรานีแล้ว"
ตบสั่งสอนสักฉากก่อน แล้วค่อยส่งตัวเธอไปอยู่ฟาร์มพร้อมกับชายชู้ของเธอ
ในนิยายต้นฉบับ ชู้รักคู่นั้นทำร้ายพี่รองของเธอสารพัด หนักหนาถึงขั้นเป็นต้นเหตุให้หลินเซวียนกับหลินเจิงต้องตาย ชาตินี้คนทั้งสองต้องถูกจับคู่กันให้เข็ด ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม
กู้เฉิงหวยไม่ได้คิดห้ามภรรยา ทว่าน้ำเสียงของเขากลับแฝงไปด้วยความกังวล "จะไปกันแค่เธอกับพี่รองสองคนเหรอ" อย่างไรเสียที่นั่นก็เป็นถิ่นของตระกูลชิว เขาจึงอดเป็นห่วงไม่ได้ว่าเธออาจจะถูกทำร้าย
"มีเพื่อนของพี่รองไปด้วยค่ะ" หลินเจาบอกเพื่อให้เขาสบายใจ "ตอนนี้ชิวเหลียนกับผู้ชายคนนั้นถูกขังไว้ในโกดังของกองพลการผลิต มีคนที่ไว้ใจได้เฝ้าอยู่ หลักฐานมัดตัวแน่นหนาขนาดนี้ ไม่มีใครหน้าไหนกล้าแก้ต่างให้พวกเขาหรอกค่ะ"
ยุคสมัยนี้มาตรฐานทางศีลธรรมของผู้คนยังคงสูงส่ง และแน่นอนว่าก็ชื่นชอบการดูเรื่องสนุกๆ พอเจอเรื่องคนลอบมีชู้เข้าก็จะพากันตื่นเต้นเหมือนขุดเจอทองแล้วกรูเข้าไปมุงดู
กู้เฉิงหวยนิ่งเงียบไป ในใจรู้สึกพูดไม่ออกระคนอยู่ เขานิยามคนบ้านชิวได้เพียงคำเดียวว่า 'โง่เง่า'
"นอนเถอะ"
หลินเจาขยับท่านอนให้สบายขึ้น เธอสอดแขนกอดเอวสอบของสามีไว้แล้วหลับตาลง
ชายหนุ่มหยิบพัดใบกล้วยขึ้นมาโบกพัดให้เธออย่างเชื่องช้า สายลมเย็นๆ ที่พัดผ่านผิวกายทำให้หลินเจาลืมตาขึ้นข้างหนึ่งแล้วยิ้มจนตาหยี
"ยังไม่นอนอีกเหรอ" กู้เฉิงหวยเลิกคิ้วถาม
หลินเจาไม่ตอบ เธอเพียงแค่หลับตาลงอีกครั้ง และในจังหวะนั้นเองก็รู้สึกได้ถึงสัมผัสอุ่นร้อนที่ริมฝีปาก
"กู้เฉิงหวย คุณแอบจูบฉัน" เธอพูดขึ้น
"อืม" เสียงทุ้มต่ำของเขาเจือไปด้วยแววขบขัน
"กู้เฉิงหวย เสียงของคุณเพราะจัง"
ชายหนุ่มถึงกับหัวเราะออกมา "อยากให้เล่านิทานให้ฟังไหม"
เสียงใสๆ ตอบกลับอย่างไม่พอใจ "ฉันไม่ใช่อวี้เป่ากับเหิงเป่านะคะ"
"แล้วมันจะทำไมล่ะ ไม่มีใครเคยตั้งกฎสักหน่อยว่ามีแต่เด็กเท่านั้นที่ฟังนิทานได้" กู้เฉิงหวยมองภรรยาราวกับเธอกำลังเป็นเด็กหัวโบราณตัวน้อยๆ
หลินเจาทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก
ไม่เลยสักนิด
แล้วตกลงใครกันแน่ที่หัวโบราณ
ก็คงจะเป็นผู้บัญชาการกองพันกู้ที่ติดกระดุมเสื้อเชิ้ตจนถึงคอแม้จะเป็นช่วงหน้าร้อนก็ตามนั่นแหละ
กู้เฉิงหวยหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน มันคือเรื่อง “ประกายไฟในทุ่งกว้าง”
หลินเจาเห็นแล้วรู้สึกราวกับมีแสงแห่งความถูกต้องดีงามส่องประกายออกมาจากตัวเขา จนน่าเคารพยำเกรง
แหม ดูสูงส่งและถูกต้องดีงามอะไรขนาดนี้ แม้แต่ตอนกล่อมภรรยาให้นอนก็ยังทำเหมือนกำลังกล่าวรายงานอะไรสักอย่าง
"เป็นอะไรไป" กู้เฉิงหวยรู้สึกว่าสายตาที่ภรรยามองมามันดูแปลกๆ จึงเอ่ยถามอย่างสงสัย
"ไม่มีอะไรนี่คะ" หญิงสาวตอบปัดแล้วล้มตัวลงนอน หลับตาลงเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ห้วงนิทรา
***
วันต่อมา ขณะที่ฟ้ายังไม่สางดี หลินเซวียนกับหลินเจิงก็ตื่นนอนแล้ว เด็กหญิงทั้งสองช่วยกันกวาดลานบ้านจนสะอาดเอี่ยม ก่อนจะนำเสื้อผ้าที่เปลี่ยนเมื่อคืนไปซัก พอเห็นอวี้เป่ากับน้องๆ ออกมาจากห้องนอน พวกเธอก็รีบเข้าไปช่วยพาน้องแฝดไปล้างหน้าล้างตา จากนั้นจึงช่วยอวี้เป่าให้อาหารต้าหวง หู่โพ และเจ้าลิงน้อยเสี่ยวจิน
"อวี้เป่า เหิงเป่า เสี่ยวจินฉลาดจัง" ใบหน้าของหลินเจิงเปี่ยมไปด้วยความชื่นชม
หลินเซวียนยังไม่กล้าจับ เธอกลัวว่าลิงน้อยแสนสวยตัวนี้จะข่วนเอา แต่ก็อดมองด้วยความอยากรู้ไม่ได้ "อวี้เป่า เสี่ยวจินกัดคนหรือเปล่า"
"ไม่กัดหรอกครับ เสี่ยวจินเชื่องมาก... เชื่องเหมือนเชียนเป่าเลย" อวี้เป่าถึงกับต้องหาตัวมาเปรียบเทียบ
เชียนเป่าที่กำลังนั่งฟังนิทานอยู่บนตักแม่ถึงกับเงยหน้าขึ้นมา ดวงตาใสแป๋วของเขาฉายแววสับสน
"พี่ชายขา เราไปเล่นรถไม้กัน" เหยาเป่าเอ่ยชวนพี่ชาย
เชียนเป่าส่ายหน้าปฏิเสธ บอกให้น้องสาวไปเล่นคนเดียว
เหยาเป่าถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะขยับขาสั้นป้อมของเธอพารถไม้คันเล็กไปยังมุมที่ต้าหวงนอนอยู่ สุนัขตัวใหญ่ลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นเด็กน้อยเดินเข้ามาใกล้ มันจับตามองทุกการเคลื่อนไหวของเธอ
"ต้าหวง กินนะ" เด็กหญิงยิ้มหวานพลางป้อนขนมปังกรอบชิ้นเล็กให้
อีกด้านหนึ่ง หลินเซวียนรวบรวมความกล้าค่อยๆ ลูบหัวเสี่ยวจินอย่างแผ่วเบา ขนของมันนุ่มลื่นจนดวงตาของเธอเป็นประกายด้วยความดีใจ ทันใดนั้น เสี่ยวจินก็กระโดดขึ้นไปเกาะบนไหล่ของเธอ ทำเอาเด็กหญิงตัวแข็งทื่อ
"อวี้เป่า ทำยังไงดีล่ะทีนี้"
"พี่เซวียนไม่ต้องกลัวนะครับ เสี่ยวจินชอบพี่ มันไม่ข่วนคนหรอก" อวี้เป่ารีบบอก
หลินเจิงยื่นมือไปหาเสี่ยวจินบ้าง เจ้าลิงน้อยก็ยื่นอุ้งเท้าหน้าของมันมาวางบนฝ่ามือของเธอ "เชื่องจริงๆ ด้วย"
หลินเซวียนค่อยๆ ผ่อนคลายลง รอยยิ้มของเธอดูจริงใจขึ้น "มันฉลาดมากเลยนะ"
"แม่ของผมบอกว่าลิงเป็นสัตว์ที่ฉลาดมาก มันฟังภาษามนุษย์รู้เรื่องด้วยนะ" เหิงเป่าพูดแทรกขึ้นมาอย่างกระฉับกระเฉง แล้ววิ่งเข้าไปในครัว "แม่ครับ มื้อเช้ามีอะไรกินบ้างครับ"
"ก็ลูกอยากกินปลานี่นา เมื่อเช้าพ่อของลูกจับมาได้ 2 ตัว แม่เลยเอามาทำอาหารให้หมดเลย แล้วก็มีไข่เจียวกับยำแตงกวาอีกอย่าง" หลินเจาพูดขณะที่มือยังคงง่วนอยู่กับการทำอาหาร เธอทำอะไรไม่เร็วนักแต่ก็เป็นระเบียบเรียบร้อย การมองเธอทำอาหารจึงเป็นเรื่องที่เพลินตาเพลินใจ
"แม่ครับ ผมช่วยจุดไฟนะ" เหิงเป่านั่งลงบนม้านั่งตัวเล็ก แล้วค่อยๆ สอดฟืนเข้าไปในเตา
"ค่อยๆ ทำนะจ๊ะ ระวังฟืนตำมือ" หลินเจาเตือนตามความเคยชิน
"ไม่ต้องห่วงครับ ผมเก่งจะตายไป" เด็กชายคุยโวอย่างภาคภูมิใจ "ผมเรียนวิธีจุดไฟมาตั้งนานแล้ว ไม่โดนตำมือง่ายๆ หรอกครับ ย่าบอกว่าผมเป็นเด็กที่จุดไฟเก่งที่สุดเลยนะ"
ยังไม่ทันที่หลินเจาจะได้พูดอะไร อวี้เป่าที่เพิ่งเดินเข้ามาก็รีบแก้ไขอย่างจริงจัง "ย่าหมายถึงพี่ต่างหาก พี่สิคือเด็กที่จุดไฟเก่งที่สุด"
"ก็ได้ครับ งั้นผมเป็นเด็กที่จุดไฟเก่งเป็นอันดับสองก็ได้" เหิงเป่ายอมแพ้ ไม่คิดจะโต้เถียงกับพี่ชาย
หลินเจาได้แต่ส่ายหน้าเงียบๆ
เธอเป็นคนที่ไม่เคยตระหนี่เรื่องอาหารการกิน เวลาทำอาหารก็ใช้น้ำมันอย่างเต็มที่ มื้ออาหารของบ้านจึงอุดมสมบูรณ์เสมอ ไม่อย่างนั้นลูกๆ ทั้ง 4 คนคงไม่ถูกเลี้ยงดูจนอ้วนจ้ำม่ำน่าฟัดแบบนี้
สองพี่น้องหลินเซวียนและหลินเจิงได้กินข้าวที่บ้านกู้เป็นครั้งแรก และมันให้ความรู้สึกราวกับได้ไปนั่งกินในภัตตาคารของรัฐ คุณอาของพวกเธอคอยตักกับข้าวและเนื้อปลาใส่ชามให้ไม่หยุดหย่อน เด็กหญิงทั้งสองจึงก้มหน้าก้มตากินอย่างเอร็ดอร่อยจนไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาเลย
เมื่อกินข้าวเสร็จ หลินเจาและหลินซื่อเซิ่งก็มุ่งหน้าไปยังบ้านชิวทันที
เด็กแฝดร้องงอแงจะตามไปด้วย แต่ก็ถูกหลินเจาปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย เด็กทั้งสองจึงได้แต่เดินคอตกกลับบ้านไป ส่วนอวี้เป่าก็ลากน้องชายไปอ่านหนังสือ ทำเอาเหิงเป่าถึงกับหน้ามุ่ย
โกดังเก่าซอมซ่อหลังนั้นมีหน้าต่างบานเล็กๆ อยู่สูงจากพื้นดิน ประตูไม้ถูกคล้องด้วยกุญแจเหล็กอย่างแน่นหนา เพื่อกักขังชายหญิงคู่หนึ่งที่ลักลอบทำเรื่องน่าละอายเอาไว้ข้างใน
รอบๆ โกดังมีเพียงต้นไม้แห้งเหี่ยวไม่กี่ต้นยืนต้นตายซาก
บัดนี้ใต้ต้นไม้ที่ปกติไม่มีใครเคยสนใจกลับมีคนจำนวนหนึ่งมารวมตัวกันอยู่ พวกเขากำลังพูดคุยถึงเรื่องอะไรบางอย่าง บางคนถึงกับเขย่งเท้าพยายามจะส่องมองเข้าไปข้างใน แต่ก็น่าเสียดายที่หน้าต่างอยู่สูงเกินไป จึงไม่มีใครมองเห็นอะไรเลย
[จบบท]