บทที่ 367: แต่งงานใหม่
เจ้าหน้าที่ตำรวจแสดงความนับถืออย่างยิ่ง เขายืนตัวตรงแน่วพร้อมกับตบเท้าทำความเคารพผู้บังคับบัญชาอย่างแข็งขัน แต่เมื่อนึกถึงปัญหาสุขภาพของท่าน คิ้วของเขาก็ขมวดมุ่นเข้าหากันจนแทบจะหนีบยุงให้ตายได้ “แต่ในกองบัญชาการทหารก็มีคนตั้งเยอะแยะนี่ครับ ไม่เห็นจำเป็นต้องเป็นท่านเลย”
ผู้บัญชาการหนิงโบกมือเป็นเชิงปฏิเสธ
“ฉันเบื่อที่จะต้องอุดอู้อยู่แต่ในกองบัญชาการแล้ว ขอออกไปเปิดหูเปิดตาบ้าง”
เขาไม่ได้เผยความในใจออกมา อันที่จริง ตั้งแต่ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับสถานที่แห่งนั้น อาการปวดหัวก็เล่นงานเขาบ่อยขึ้น ในห้วงความคิดมักจะปรากฏภาพเงาของใครหลายคนแวบเข้ามา เป็นความรู้สึกที่คุ้นเคยอย่างประหลาด เพียงแค่ปรากฏตัวขึ้นก็ทำให้เขารู้สึกผูกพันอย่างลึกซึ้ง ซึ่งในความผูกพันนั้นกลับเจือปนไปด้วยความรู้สึกผิดและรวดร้าวที่ยากจะมองข้าม
ความรู้สึกนี้จู่โจมเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว
ผู้บัญชาการหนิงเชื่อเสมอว่า ไม่มีอารมณ์ความรู้สึกใดในโลกที่เกิดขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล บางทีการเดินทางครั้งนี้อาจช่วยให้ความทรงจำของเขากลับคืนมา และทำให้เขาได้พบกับครอบครัวอีกครั้ง
เจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็เริ่มจะคุ้นชินกับนิสัยใจคอของผู้บัญชาการมากขึ้นทุกที ท่านเป็นคนดื้อรั้นและเด็ดขาดอย่างหาตัวจับยาก เรื่องใดที่ตัดสินใจไปแล้วก็ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนใจท่านได้
ใบหน้าคมเข้มของเขาจึงไม่ฉายแววแปลกใจใดๆ เพียงแค่รายงานต่อไปว่า “หมอเทวดาซุนแจ้งว่าจะขอติดตามไปด้วยครับ ทุกอย่างก็เพื่อความปลอดภัยของท่านผู้บัญชาการ”
“ท่านอุตส่าห์รอดชีวิตกลับมาจากเขตแดนของศัตรูได้ จะมาเป็นอะไรไปในดินแดนของเราไม่ได้เด็ดขาด นี่คือการสูญเสียครั้งใหญ่ของกองทัพและของประชาชนครับ” เจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง
ผู้บัญชาการหนิงชี้นิ้วไปที่เขาอย่างหยอกเย้า “แหม พูดยกแม่น้ำทั้งห้ามาอ้างกับฉันเลยนะ”
ในเมื่อเบื้องบนสั่งการมาเช่นนี้แล้ว เขาจะปฏิเสธได้อย่างไร
“เอาเถอะ ในเมื่อพวกนายไม่คิดจะขัดขวางฉัน เรื่องอื่นก็แล้วแต่พวกนายก็แล้วกัน”
เจ้าหน้าที่ตำรวจเผยรอยยิ้มดีใจ “ครับ! ผมจะรีบไปแจ้งข่าวให้หมอเทวดาซุนทราบ แล้วจะไปซื้อตั๋วรถไฟทันที ท่านผู้บัญชาการรักษาสุขภาพด้วยนะครับ”
สิ้นคำพูด เขาก็หมุนตัวเดินจากไปอย่างกระฉับกระเฉง
ผู้บัญชาการหนิงสงบสติอารมณ์ กลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานอย่างเป็นระเบียบ แล้วก้มหน้าก้มตาอ่านรายงานต่อไป การทำตัวให้ยุ่งเข้าไว้เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะไม่ทำให้ตัวเองฟุ้งซ่าน
ช่วงเที่ยงของวันนั้น หลินเจาได้รับจดหมายด่วนฉบับหนึ่งซึ่งถูกส่งมาจากเมืองหลวง
“จดหมายจากเมืองหลวงเหรอคะ” เธอมองหน้ากู้เฉิงหวย “น่าจะเป็นของเพื่อนทหารคุณมากกว่านะคะ ฉันไม่มีคนรู้จักอยู่ที่นั่นเลย”
กู้เฉิงหวยลงมือฉีกซองจดหมาย นิ้วเรียวยาวสอดเข้าไปดึงกระดาษจดหมายที่อยู่ด้านในออกมาคลี่อ่านอย่างรวดเร็ว แต่แล้วสีหน้าหล่อเหลาอ่อนโยนของเขากลับดูพิลึกพิลั่นขึ้นมา
“มีอะไรเหรอคะ” หลินเจาเอ่ยถามด้วยความสงสัย
เขายื่นจดหมายส่งให้เธอ
จดหมายฉบับนั้นเป็นของอวิ๋นเจี้ยนจริงๆ และเนื้อหาในนั้นก็ทำให้กู้เฉิงหวยต้องขมวดคิ้ว
หลังจากที่หลินเจาอ่านจบ เธอก็เงียบไปครู่หนึ่ง “นี่… หยวนฉินแต่งงานใหม่แล้วเหรอคะ”
เธอแค่นเสียงหัวเราะ
“ลูกชายหายไปทั้งคน เธอยังมีแก่ใจไปแต่งงานใหม่ได้ลงคออีกนะ ใจคอนี่ทำด้วยอะไรกัน”
“คนบ้านหยวนบังคับเธอ” กู้เฉิงหวยให้ความเห็นตามความเป็นจริง
“แต่สุดท้ายเธอก็ยอมนี่คะ” แววตาของหลินเจาสงบนิ่ง ริมฝีปากเม้มแน่นเป็นเส้นตรง
เธอกวาดสายตาอ่านเนื้อความในจดหมายอีกครั้ง “นี่มันยุคใหม่ ประเทศใหม่แล้ว ทุกคนมีสิทธิ์มีเสียงเท่าเทียมกัน ถ้าเธอไม่เต็มใจจะแต่ง ใครหน้าไหนก็บังคับเธอไม่ได้หรอก ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะเธอไม่เคยคิดจะลุกขึ้นสู้ด้วยตัวเองต่างหาก”
ดูเหมือนว่าสหายอวิ๋นเจี้ยนจะเล่าเรื่องเก่งไม่เบา เพราะเพียงแค่อ่านจดหมายก็รู้สึกราวกับได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ การปะทะคารมกันระหว่างครอบครัวหยวนกับหยวนฉินเหมือนฉายภาพอยู่ตรงหน้า
หลินเจาส่ายหน้าเบาๆ “ช่างเธอเถอะค่ะ ยังไงเธอกับพี่สี่ก็หย่าขาดกันแล้ว ต่างคนต่างใช้ชีวิต ต่อไปนี้เธอจะเป็นยังไงก็ไม่เกี่ยวกับพวกเราอีก”
“แต่ก็ยังนับว่าโชคดีนะคะที่คุณอวิ๋นเจี้ยนส่งโม่โม่กับไป๋ไป๋มาให้เรา ไม่อย่างนั้นป่านนี้เด็กสองคนนั่นคงต้องลำบากน่าดู”
แววตาคมเข้มของกู้เฉิงหวยทอประกายขบขัน
“อวิ๋นเจี้ยนฝากขอบคุณเธอในจดหมายด้วยนะ เขาบอกว่าซอสเนื้ออร่อยมาก ส่วนของแห้งที่บ้านเขาก็ชอบกันใหญ่เลย”
ดวงตาของหลินเจาโค้งเป็นรอยยิ้ม “ฉันเห็นแล้วค่ะ ไว้วันหลังจะส่งไปให้เขาอีก”
พอรู้ดีว่าสามีของเธอเป็นพ่อคนขี้หึง เธอก็รีบพูดเสริมขึ้นมา “ถ้าจะส่งของไปอีก ฉันจะบอกคุณก่อนแน่นอนค่ะ”
คำพูดนั้นราวกับมีมือน้อยๆ ที่น่ารักมาช่วยคลายปมในใจของกู้เฉิงหวยที่กำลังจะขมวดแน่นให้คลายออก
“ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นหรอก แค่เขียนเสริมท้ายตอนเขียนจดหมายหาผมก็พอแล้ว”
หลินเจายื่นมือไปหยิกริมฝีปากของเขาเบาๆ “ขอดูหน่อยเถอะค่ะ ว่าปากของผู้บัญชาการกองพันกู้จะแข็งไปได้ถึงไหนกันเชียว”
ผู้บัญชาการกองพันกู้ทำเพียงแค่ยิ้มอย่างตามใจเมื่อถูกภรรยาหยอกล้อ
“แล้วเรื่องนี้เราต้องบอกพี่สี่ไหมครับ” เขาเอ่ยถาม
หลินเจาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “บอกเถอะค่ะ ในเมื่อมันจบไปแล้ว ก็ควรจะตัดให้ขาด”
เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาสีนิลของเขา ซึ่งสะท้อนเงาของเธอไว้อย่างชัดเจน และเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มหยอกเย้าที่ชวนให้ใจสั่น
หลินเจาขยับปลายนิ้ว “คุณคิดว่าทางบ้านเมิ่งจะได้รับโอกาสล้างมลทินไหมคะ”
“ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร” กู้เฉิงหวยตอบอย่างมั่นคง “ปัญหาของบ้านเมิ่งไม่ใช่เรื่องใหญ่นัก ส่วนมากเป็นเพราะถูกคนอื่นลากเข้าไปพัวพัน แต่ตอนนี้พี่สี่ได้สร้างคุณงามความดีครั้งใหญ่ ซึ่งมันมากพอที่จะช่วยให้ทั้งตระกูลเมิ่งพ้นข้อกล่าวหาได้”
รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่หางตาของหลินเจา “อย่างนั้นก็ดีเลยค่ะ ตระกูลเมิ่งอุตส่าห์เลี้ยงดูพี่สี่จนเติบใหญ่ แถมยังสอนวิชาชีพให้เขาได้มีที่ยืนในสังคม ถ้าชื่อเสียงของพวกเขาได้รับการกอบกู้คืนมาก็ถือเป็นเรื่องน่ายินดี”
แน่นอนว่าในบรรดาคนตระกูลเมิ่งคงไม่ได้มีแต่คนดีพร้อมไปเสียหมด เพราะไม่ว่าจะที่ไหนก็ย่อมมีคนที่มีตำหนิในใจด้วยกันทั้งนั้น
แต่ถึงอย่างนั้น…
ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตระกูลเมิ่งมีบุญคุณต่อเมิ่งจิ่วซืออย่างแท้จริง เป็นทั้งบุญคุณที่ช่วยชีวิตและบุญคุณที่อบรมสั่งสอน ซึ่งบุญคุณนี้มันหนักอึ้งยิ่งกว่าภูเขาทั้งลูก
“เจาเจาของผมใจกว้างเสมอเลยนะ” กู้เฉิงหวยเอ่ยชมจากใจ
มุมปากของหลินเจายกสูงขึ้น เผยให้เห็นความยินดีระบายอยู่เต็มดวงหน้า
ก็จริงของเขา เธอเป็นคนใจกว้าง
“พ่อเคยสอนฉันไว้ว่า คนเราต้องรู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี เรื่องต่างๆ บนโลกนี้มันไม่ได้มีแค่ขาวกับดำ และก็ไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นคนก็ย่อมมีความเห็นแก่ตัว คนที่ไม่เห็นแก่ตัวเลยคือพระอรหันต์ ซึ่งคนแบบนั้นไม่มีอยู่จริง และถ้าเราดันไปเจอคนแบบนั้นเข้าจริงๆ ก็ยิ่งต้องระวังตัวไว้ให้ดี เพราะคนคนนั้นต้องมีแผนการใหญ่อะไรซ่อนอยู่แน่ๆ”
กู้เฉิงหวยยิ้มออกมา คำพูดเหล่านี้ช่างเหมือนกับที่พ่อตาของเขาจะพูดไม่มีผิดเพี้ยน
“ผมได้รับคำสั่งสอนแล้วครับ”
...
หลินเจาตั้งใจจะแอบออกจากบ้านไปยังเชิงเขา แต่ขณะที่กำลังย่องออกไปนั้นเอง
เหิงเป่าก็ตาไวร้องทักขึ้นเสียก่อน “แม่จ๋าจะไปไหนเหรอ เหิงเป่าไปด้วย”
เมื่อคืนฝนเพิ่งจะหยุดตกไป ทำให้พื้นดินยังคงเปียกชื้น เด็กๆ ทั้งสี่คนกับเถี่ยฉุยจึงพากันไปนั่งยองๆ ก่อกองดินโคลนเล่นกันอย่างสนุกสนานอยู่ตรงมุมกำแพง โดยมีพี่สาวอย่างหลินเซวียนและหลินเจิงนั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่าง
เสียงเรียกของเอ้อร์ไจ่ทำให้หลินเจาต้องหยุดฝีเท้าอยู่กับที่ ไม่เพียงเท่านั้น เด็กคนอื่นๆ รวมถึงเจ้าตูบสองตัวและเจ้าลิงอีกหนึ่งตัว ต่างก็พร้อมใจกันหันขวับมามองเธอเป็นตาเดียว
หลินเจาถึงกับไปไม่เป็น
“แม่จะไปบ้านใหญ่หาพี่อาหลานน่ะลูก”
พูดจบเธอก็แสร้งทำเป็นเดินเลี้ยวไปยังห้องครัว “ถ้าลูกไม่ทักขึ้นมา แม่คงลืมไปแล้วนะเนี่ยว่าจะต้องเอาเนื้อเก้งไปด้วย”
เธอหยิบเนื้อกับไข่สองสามฟองแล้วเดินตรงไปยังประตูบ้าน
อวี้เป่าลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยถามอย่างนอบน้อม “แม่ครับ ให้ผมช่วยถือของไหม”
“ไม่ต้องหรอกลูก แค่นี้เอง” หลินเจากระซิบตอบ พลางขยิบตาเป็นสัญญาณให้ลูกชายคนโต เพราะกลัวว่าเอ้อร์ไจ่กับน้องๆ จะไหวตัวทัน
ต้าไจ่สมกับที่เป็นลูกชายที่พึ่งพาได้เสมอ เขารับรู้ความนัยของแม่แทบจะในทันทีจึงรีบเดินกลับไปหาน้องๆ “แม่ไปเถอะครับ เดี๋ยวผมกับเหิงเป่าจะดูแลน้องๆ เอง”
เหิงเป่าซึ่งตอนแรกยังอยากจะตามไปด้วย พอได้ยินพี่ชายพูดเช่นนั้นก็เปลี่ยนใจทันควัน “ใช่แล้วฮะ”
กู้เฉิงหวยมองภาพภรรยาที่ใช้คารมเพียงไม่กี่คำก็สามารถกล่อมให้ลูกแฝดอยู่บ้านต่อได้สำเร็จแล้วก็หลุดยิ้มออกมา
เมื่อเห็นสายตาของสามีจับจ้องมา หลินเจาก็ขยิบตาให้เขาอย่างขี้เล่นทีหนึ่ง ก่อนจะหิ้วของเดินมุ่งหน้าไปยังบ้านใหญ่
ระหว่างทาง เป็นธรรมดาที่จะต้องพบเจอกับบรรดาคุณลุงคุณป้าที่ออกมานั่งจับกลุ่มพูดคุยกัน
“อ้าว สะใภ้บ้านเฉิงหวย จะเอาเนื้อไปให้พ่อแม่สามีอีกแล้วเหรอเนี่ย ช่างกตัญญูจริงๆ”
“แล้ววันนี้เด็กๆ ทั้งสี่คนไปไหนกันล่ะ ไม่เห็นออกมาวิ่งเล่นเลย”
...
หลินเจายิ้มและพยักหน้ารับ ก่อนจะเลือกตอบบางคำถามอย่างนุ่มนวล “เด็กๆ เล่นกันอยู่ที่บ้านค่ะ พอดีฉันมีธุระต้องไปทำที่บ้านใหญ่ ขอตัวก่อนนะคะ”
ทันทีที่เธอเดินลับไป บรรดาคุณลุงคุณป้าก็หันมาจับกลุ่มคุยเรื่องของเธอและครอบครัวกันอย่างออกรส
“สะใภ้บ้านเฉิงหวยนี่ไม่เหมือนคนบ้านนอกบ้านเราเลยนะ ดูเป็นคนเมืองยิ่งกว่าพวกปัญญาชนเสียอีก”
“แหม ก็เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้านหลินนี่นา มีพี่ชายตั้ง 3 คน แถมลุงแท้ๆ ก็ยังเก่งกาจ ได้ยินว่าเป็นถึงหัวหน้าใหญ่ในตัวเมือง เธอโตมาในบ้านลุงตั้งแต่เล็กแต่น้อย จะไม่ให้เหมือนคนเมืองได้ยังไงล่ะ!”
“...ช่างโชคดีอะไรอย่างนี้นะ”
ปัญญาชนซูและปัญญาชนกวนที่เดินผ่านมาได้ยินบทสนทนานั้นพอดี ต่างก็พยักหน้าเห็นพ้อง ชีวิตของพวกเธอในเมืองยังไม่สุขสบายเท่านี้เลย
หวังชุนฮวาเหลือบไปเห็นซูอีเข้าพอดีจึงเอ่ยทักด้วยรอยยิ้ม “ปัญญาชนซู วางแผนจะย้ายบ้านเมื่อไหร่จ๊ะ”
บ้านดินที่ปัญญาชนหญิงทั้งสองคนกำลังสร้างนั้นไม่ได้มีขั้นตอนยุ่งยากอะไรนัก ขอเพียงมีคนมาช่วยกันเยอะๆ สักสองวันก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย และด้วยคำมั่นสัญญาของพวกเธอ ผู้ใหญ่บ้านจึงใจดีจัดหาแรงงานมาช่วยเพิ่มอีกหลายคน ทำให้ตอนนี้บ้านก็สร้างคืบหน้าไปมากแล้ว เหลือเพียงรอให้ดินแห้งสนิทอีกสักสองสามวัน ทั้งสองก็สามารถย้ายเข้าไปอยู่ได้
ที่ดินผืนนั้นตั้งอยู่ในเขตหมู่บ้าน จึงมั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัย ซึ่งปัญญาชนซูและปัญญาชนกวนต่างก็พอใจเป็นอย่างมาก
เมื่อนึกถึงอิสระที่จะได้ย้ายออกจากที่พักปัญญาชนในอีกไม่ช้า ซูอีก็แย้มยิ้มกว้าง “อีกไม่นานนี้แล้วล่ะค่ะ”
[จบบท]