บทที่ 376: ข่าวลือในอำเภอ
ฝ่ายตำรวจเองก็ยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจ พยายามสืบหาเบาะแสทุกวิถีทาง แต่น่าเสียดายที่คนคนนั้นกลับหายตัวไปราวกับอากาศธาตุ ไม่เหลือร่องรอยใดๆ ทิ้งไว้เลย ส่วนเตียวถัวจื่อถูกส่งตัวไปยังฟาร์ม ได้ข่าวว่าจะต้องไปใช้แรงงานที่นั่นถึง 20 ปี
พอหลินเจากลับมาทำงานที่สหกรณ์ฯ อีกครั้ง หลี่เฟินกับหวังจวีก็ดีใจกันยกใหญ่
“เจาเจา เธอได้ยินเรื่องที่โรงพยาบาลอำเภอบ้างหรือยัง” หลี่เฟินเป็นฝ่ายเปิดประเด็นขึ้นก่อน
“เรื่องยาตัวใหม่เหรอคะ”
หลี่เฟินร้อง “อั้ยหยา” ก่อนจะรัวลิ้นเล่าต่อ “เรื่องยาตัวใหม่น่ะรู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองแล้วจ้ะ ใครๆ ก็พูดถึงกันทั้งนั้น พวกบ้านที่มีคนป่วยก็แห่กันไปถามข้อมูลจนตอนนี้โรงพยาบาลแน่นไปด้วยผู้คน วุ่นวายไปหมด แต่ที่ฉันจะเล่าให้ฟังน่ะ คือเรื่องที่มีพลเมืองดีช่วยกันจับสายลับได้ที่โรงพยาบาลต่างหากล่ะ”
เรื่องนี้หลินเจายังไม่เคยได้ยินมาก่อน เธอจึงส่ายหน้าปฏิเสธ
“ยังเลยค่ะ”
หลี่เฟินเล่าต่ออย่างออกรส “ก็พวกจักรวรรดินิยมนั่นแหละ มันไม่เคยคิดจะปล่อยเราไปง่ายๆ หรอก คอยหาทางแทรกซึมอยู่เรื่อย ไอ้พวกเวรนั่นพอได้ข่าวว่าเราผลิตยาเทวดาดีๆ แบบนี้ออกมาได้ก็พากันนั่งไม่ติด พอส่งคนมาสืบข่าวแล้วไม่ได้เรื่องก็เลยคิดจะมาขโมย แต่โชคดีที่สายตาของประชาชนเราเฉียบคม ใครคิดไม่ดีทำอะไรนิดหน่อยก็มองออกหมด สุดท้ายเลยโดนจับได้คาหนังคาเขาเลย”
พอเล่ามาถึงตอนที่สายลับถูกจับได้ สีหน้าของหลี่เฟินก็ฉายแววสะใจอย่างปิดไม่มิด
“แล้วมีใครเป็นอะไรไหมคะ” หลินเจาถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง
“บาดเจ็บไปนิดหน่อยค่ะ” คราวนี้เป็นหวังจวีที่ตอบ น้ำเสียงของเธอยังคงแผ่วเบาเหมือนเช่นเคย แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงความโกรธที่คุกรุ่นอยู่ภายใน
หลี่เฟินทุบเคาน์เตอร์ด้วยความโมโห “ไอ้พวกแมลงสาบในส้วม สกปรกสิ้นดี กล้าลงมือกับเพื่อนร่วมชาติได้ยังไงกัน ไม่รู้ว่าใครมันเลี้ยงดูให้เติบโตมาเป็นเดรัจฉานแบบนั้นได้ โชคยังดีนะที่ไม่ถึงขั้นมีคนตาย ไม่อย่างนั้นเรื่องดีๆ ก็คงกลายเป็นเรื่องร้ายไปแล้ว”
หลินเจาได้แต่เห็นด้วยในใจ ประเทศชาติกำลังอยู่ในช่วงพัฒนาที่เปราะบาง การมีกลุ่มอำนาจต่างๆ คอยแทรกซึมอยู่ตลอดเวลานั้นน่ากลัว แม้แต่เพื่อนบ้านที่ดูดีและพูดคุยกันอยู่ทุกวันก็อาจจะเป็นสายลับของศัตรูได้ สถานการณ์แบบนี้มันน่าลำบากใจจริงๆ โดยเฉพาะพวกมีการศึกษาบางคนที่ฆ่าคนได้ง่ายๆ เหมือนหั่นผัก พวกนั้นแหละคือตัวอันตรายของจริง
“แล้วตอนนี้ที่โรงพยาบาลเป็นยังไงบ้างคะ”
หวังจวีขยับเข้ามาใกล้หลินเจาแล้วกระซิบ “พ่อของฉันบอกว่าตอนนี้มีหลายกลุ่มอำนาจอยู่ในนั้น ทุกคนต่างจ้องจะฮุบยาตัวใหม่ที่เป็นเหมือนหมั่นโถวแป้งขาวชิ้นโต แต่ละกลุ่มต่างก็มีคนหนุนหลัง เลยไม่มีใครกล้าทำอะไรใคร ตอนนี้เลยยังยันกันอยู่”
ดวงตาของหลินเจาเป็นประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง
สถานการณ์แบบนี้คงต้องรอให้ท่านผู้บัญชาการจากกองบัญชาการทหารเดินทางมาถึง ทุกอย่างถึงจะจบสิ้น เมื่อถึงตอนนั้น อะไรที่เป็นของพี่สี่ ก็ไม่มีใครหน้าไหนจะมาแย่งชิงไปได้ฟรีๆ
เพราะสมุนไพรเถี่ยกู่จี๋ยังคงอยู่ในมือของพี่สี่
หลังจากคุยเรื่องร้อนๆ ในอำเภอจบ หลี่เฟินก็นำสินค้ามีตำหนิที่เธอรวบรวมไว้ช่วงที่หลินเจาไม่อยู่ออกมาให้ดู “เจาเจา มาดูนี่สิ ฉันเก็บของพวกนี้ไว้ให้ มีอะไรที่เธอชอบบ้างไหม”
“โห มีถุงน้ำร้อนด้วยเหรอคะ” หลินเจามองถุงน้ำร้อนยางสีน้ำเงินและสีแดงสลับกันไปมาด้วยความดีใจ ของชิ้นนี้ที่บ้านของเธอกำลังต้องการอย่างมาก อีกไม่นานอากาศก็จะหนาวแล้ว ถ้าไม่มีอะไรมาช่วยให้เท้าอุ่นคงจะลำบากน่าดู
“ฉันก็ว่าแล้วว่าเธอต้องใช้ เอ้านี่ ฉันให้เธอทั้งหมดเลย” หลี่เฟินพูดอย่างใจกว้าง
เธอรู้ดีว่าครอบครัวของหลินเจาเป็นครอบครัวใหญ่ จึงตั้งใจเก็บถุงน้ำร้อนไว้ให้ทั้งหมด โดยเอาสินค้ามีตำหนิชิ้นอื่นไปแลกกับพนักงานขายคนอื่นๆ มาให้ แม้แต่ส่วนของหวังจวีก็ยังรวมอยู่ในนี้ด้วย
หลินเจาไม่ปฏิเสธ เธอยิ้มกว้างด้วยความดีใจ “ฉันต้องการมากเลยค่ะ ขอบคุณนะคะพี่เฟิน”
ในกองนั้นมีถุงน้ำร้อนอยู่ 5 ใบ เธอจัดแจงแบ่งสรรปันส่วนในใจอย่างรวดเร็ว ใบหนึ่งสำหรับตัวเอง อีกใบให้ฝาแฝดต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ ส่วนแฝดชายหญิงซานไจ่กับซื่อไจ่ยังเล็กเกินไป ผิวของเด็กๆ ยังบอบบาง ใช้ของแบบนี้อาจจะลวกเอาได้ ตอนนี้เลยยังไม่ให้ใช้ไปก่อน พอถึงหน้าหนาวเมื่อไหร่ สองคนนั้นก็จะย้ายมานอนกับเธออยู่แล้ว ส่วนที่เหลือ ใบหนึ่งให้พ่อกับแม่ของเธอ อีกใบให้พี่สะใภ้ใหญ่ที่กำลังตั้งท้อง และใบสุดท้ายก็ให้พ่อแม่สามีที่คอยช่วยดูแลพี่สี่อยู่
เอาเป็นว่าตอนนี้ก็แบ่งกันแบบนี้ไปก่อน ในอนาคตคงจะมีมาอีก
“ฉันยังเก็บผ้ามีตำหนิไว้ให้เธออีก 12 ฉื่อด้วยนะ ถึงจะไม่เยอะ แต่ก็พอจะเอาไปทำเสื้อนวมได้ตัวหนึ่งพอดี ที่บ้านเธอมีนุ่นไหมล่ะ” หลี่เฟินเห็นหลินเจายิ้มได้ เธอก็มีความสุขไปด้วย
เธอทำงานที่นี่มานาน ของพวกนี้ไม่ได้ขาดแคลนอะไรมากมาย
ที่บ้านของหลินเจาไม่มีนุ่นหรอก แต่โชคดีที่เธอเคยสุ่มรางวัลได้นุ่นที่ตีแล้วอย่างดีมาถึง 50 ชั่ง ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้ทันที
“มีค่ะ” หลินเจาพยักหน้ารับ
หลินเจามองของดีๆ ที่หลี่เฟินตั้งใจเก็บไว้ให้ด้วยความซาบซึ้งใจ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “พี่เฟินดีกับฉันมากจริงๆ ค่ะ เหมือนเป็นพี่สาวแท้ๆ ของฉันเลย”
หลี่เฟินยิ้มกว้างจนแก้มปริ “เรื่องแค่นี้เองน่า สามีของฉันยังเคยรอดตายเพราะเธอช่วยไว้เลยนะ แค่เก็บสินค้ามีตำหนิไว้ให้มันจะสักเท่าไหร่กันเชียว อีกอย่างนะ ในอนาคตเราก็จะเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว การช่วยเหลือเกื้อกูลกันเป็นเรื่องธรรมดา คนกันเองไม่ต้องพูดมากความหรอก”
น้องชายของเธอเหลือญาติสนิทแค่เธอกับน้องสาวอีกคนเท่านั้น หากเขาได้ลงเอยกับญาติฝั่งภรรยาที่ดี ก็คงไม่มีใครกล้ารังแกง่ายๆ
หลี่ซง: “?”
หลินเจาหัวเราะ “ค่ะๆ ไม่พูดแล้วค่ะ”
ในกองนั้นยังมีสินค้ามีตำหนิอื่นๆ อย่างผ้าขนหนูอีกสองสามผืน ซึ่งเธอก็รับไว้ทั้งหมด
ช่วงบ่ายของวัน หลินเจาปั่นจักรยานกลับบ้านโดยมีถุงตาข่ายใบใหญ่ตุงแขวนอยู่ที่แฮนด์รถ
กิจวัตรประจำวันของสองฝาแฝดที่มักจะมารอแม่กลับบ้านตรงปากทางเข้าหมู่บ้านได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
เด็กน้อยทั้งสองนั่งรออยู่บนโขดหินใต้ต้นไม้ ข้างกายมีสุนัขคู่ใจสองตัวอย่างต้าหวงและหู่โพ บนไหล่ของอวี้เป่ามีเจ้าลิงจินซือโหวเสี่ยวจินเกาะอยู่ไม่ห่าง ส่วนข้างๆ กันนั้นก็มีวิทยุรูปแมวตั้งอยู่ เด็กๆ นั่งฟังวิทยุไปพลางรอแม่กลับบ้านไปพลางอย่างมีความสุข
ต้าหวงเป็นตัวแรกที่เห็นหลินเจา มันรีบกระดิกหางแล้วส่งเสียงเห่าดังลั่น ทำให้เด็กน้อยทั้งสองรู้ได้ทันทีว่าแม่ของพวกเขากลับมาแล้ว
ชาวบ้านที่มาล้อมวงฟังวิทยุด้วยต่างก็พากันหัวเราะ
“อวี้เป่า เหิงเป่า แม่กลับมาแล้ว”
“บ้านกู้เลี้ยงเจ้าต้าหวงนี่คุ้มจริงๆ นะ ฉันเห็นแล้วยังอยากได้เลย”
เหิงเป่ารีบกอดหัวของต้าหวงไว้แน่น พลางมองคนที่พูดอย่างระแวดระวัง ก่อนจะตะโกนกลับไปเสียงดัง “ไม่ได้นะครับ ต้าหวงเป็นของบ้านผม ถ้าคุณลุงอยากได้หมาก็ไปหาเก็บเอาเองสิครับ”
ชาวบ้านคนนั้นถึงกับไปไม่เป็น
ยังไม่ทันที่ใครจะได้พูดอะไรต่อ สองฝาแฝดก็รีบหิ้ววิทยุแล้วพากันวิ่งตรงไปยังทิศทางที่แม่กำลังเดินมา
หลินเจากระโดดลงจากจักรยานเมื่ออยู่ห่างจากลูกชายราวหนึ่งเมตร แล้วค่อยๆ เข็นรถเข้าไปหา
“เป็นอะไรไปลูก วิ่งหน้าตื่นเชียว”
เหิงเป่ารีบฟ้องทันที “คุณลุงใจร้ายจะแย่งต้าหวงครับ”
พอได้ยินแบบนั้น หลินเจาก็พอจะเดาได้ว่าชาวบ้านคงจะหยอกลูกชายของเธอเล่น จึงพูดปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “คุณลุงเขาแค่ล้อเล่นน่ะลูก เขาไม่มาแย่งของเราไปจริงๆ หรอกน่า ต้าหวงเป็นหมาของบ้านเรานะ มันกับหู่โพจำได้แค่บ้านเรา ไม่มีทางไปอยู่กับคนอื่นหรอก”
คิ้วที่เคยขมวดมุ่นของเหิงเป่าคลายออกในบัดดล ใบหน้ากลับมาสดใสร่าเริงอีกครั้ง
ช่างเป็นเด็กน้อยเสียจริง
หลินเจามองลูกชายคนรองอย่างนึกเอ็นดู
อวี้เป่าชี้ไปที่ถุงตาข่ายที่แขวนอยู่หน้ารถ เขาแค่มองเฉยๆ ไม่ได้ยื่นมือไปแตะต้องมันเลยแม้แต่น้อย “แม่ครับ ในนี้มีอะไรเหรอครับ”
“สินค้ามีตำหนิจากสหกรณ์จ้ะ” หลินเจายิ้มอย่างอบอุ่น ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงสดใส “มีถุงน้ำร้อนด้วยนะ เอาไว้ทำให้อุ่นๆ ตอนหน้าหนาวไง”
ดวงตาของอวี้เป่าเป็นประกายขึ้นมาทันที เขาถามเสียงใส “มีเจ้านี่แล้ว ผมก็จะไม่หนาวจนตื่นกลางดึกแล้วใช่ไหมครับ”
ทุกๆ ฤดูหนาว เขาจะต้องสะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะความหนาวเย็นเสมอ
หัวใจของหลินเจารู้สึกเหมือนถูกบีบ น้ำเสียงของเธออ่อนโยนลงอีกหลายส่วน “ใช่แล้วจ้ะ ต่อไปนี้ลูกจะไม่หนาวจนตื่นอีกแล้วนะ ปีนี้แม่จะทำที่นอนใหม่ ผ้านวมใหม่ แล้วก็เสื้อนวมหนาๆ ให้ พวกหนูจะได้ใส่เสื้ออุ่นๆ ไปวิ่งเล่นกลางหิมะได้ ไม่ต้องทนหนาวอีกต่อไปแล้ว”
ความจริงแล้วฝาแฝดก็มีเสื้อนวมอยู่ แต่มันเป็นของเก่าที่ตกทอดมาจากรุ่นของกู้ซิงเหย่และลูกพี่ลูกน้องคนอื่นๆ สภาพจึงไม่ค่อยให้ความอบอุ่นเท่าไหร่นัก ไม่ใช่ว่าแม่กู้ไม่อยากตัดชุดใหม่ให้หลานๆ แต่เพราะหาซื้อผ้ากับนุ่นไม่ได้ แล้วจะเอาอะไรมาทำเล่า
สองฝาแฝดฉีกยิ้มกว้าง พวกเขาหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุข
“แม่ใจดีที่สุดในโลกเลยครับ” อวี้เป่ามองแม่ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความชื่นชม
หลินเจาลูบศีรษะของลูกชายเบาๆ “กลับบ้านกันเถอะ”
เมื่อกลับถึงบ้าน หลินเจาเก็บถุงน้ำร้อนไว้สองสามใบ ก่อนจะยื่นถุงตาข่ายที่เหลือให้สองฝาแฝดนำไปให้ที่บ้านใหญ่
เธออยากจะอาบน้ำให้สบายตัว ไม่อยากพบปะพูดคุยกับใครในตอนนี้ จึงฝากของทั้งหมดไปให้แม่สามีเป็นคนจัดการแทน เธอเชื่อว่าคนอย่างแม่กู้ไม่มีทางยอมให้ลูกสะใภ้อย่างเธอเสียเปรียบแน่นอน
ที่บ้านใหญ่
พอแม่กู้ได้ยินจากปากอวี้เป่าว่ามีถุงน้ำร้อนสำหรับท่านกับสามีด้วยหนึ่งใบ ก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
แต่ก่อนอื่นท่านก็ถามขึ้นว่า “แล้วพวกหนูล่ะ มีใช้กันหรือยัง”
“มีแล้วครับ” อวี้เป่าพยักหน้ารับ
“ถ้างั้นย่ารับไว้นะ” แม่กู้ไม่ปฏิเสธ ท่านรับของมาแล้วนำไปเก็บไว้ในตู้อย่างดีพร้อมใส่กุญแจเรียบร้อย
หวงซิ่วหลันกับจ้าวลิ่วเหนียงที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ได้แต่มองตามตาละห้อย ได้ยินมาว่าถุงน้ำร้อนใบนี้น่ะให้ความอบอุ่นได้ตลอดทั้งคืนเลยทีเดียว
แม่กู้ออกมาจากห้องแล้วเริ่มจัดแจงสินค้ามีตำหนิชิ้นอื่นๆ “สะใภ้ใหญ่ สะใภ้รอง พวกเธอมาเลือกของที่อยากได้ไปก่อนเลยนะ ถ้าไม่มีใครเอา แม่จะได้ไปเรียกคนในหมู่บ้านมาดู”
หวงซิ่วหลันเหลือบไปเห็นปิ่นโตอะลูมิเนียมเข้าพอดี ดวงตาของเธอเป็นประกายขึ้นมาทันที ก่อนจะรีบพูดขึ้น “แม่คะ ฉันขอปิ่นโตอันนี้นะคะ เสี่ยวหลานต้องใช้พอดีเลยค่ะ”
[จบบท]