บทที่ 380: เดินทางถึงกองบัญชาการทหาร
พี่รองถึงกับให้ต้าตั้นมาส่งข่าว นี่มันดูถูกฝีมือกันชัดๆ
หญิงสาวเชิดคางขึ้นเล็กน้อยแล้วเอ่ยขึ้นว่า “เด็กสองคนอยู่ที่นี่ปลอดภัยกว่าอยู่บ้านเยอะ ถ้าคนบ้านชิวกล้าบุกมาถึงที่นี่ ฉันจะนับถือเลยว่าใจกล้าเป็นบ้า”
ดวงตาของต้าตั้นเป็นประกายวับ “อาเล็กครับ อาไปทำอะไรมาเหรอ”
“หือ” หลินเจาเหลือบมองอย่างแปลกใจ “ลุงรองของเธอไม่ได้เล่าให้ฟังเหรอ”
“ไม่เลยครับ ไม่ได้พูดอะไรสักคำ” เด็กชายรีบขยับเก้าอี้เข้ามานั่งใกล้ๆ อาสาว “อาครับ พวกอาไปทำอะไรกันมา เล่าให้ผมฟังหน่อยสิครับ นะครับ”
“ก็ไม่มีอะไรมาก แค่ไปรื้อหลังคาบ้านตระกูลชิวมานิดหน่อย” หลินเจาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อย
“!”
ต้าตั้นอ้าปากค้างจนเป็นรูปตัวโอ “พะ…พังหลังคาเลยเหรอครับ แล้วพวกอาไปกันกี่คน”
หลินเจาต้องใช้มือช่วยดันคางหลานชายให้หุบเข้าที่เดิม “สองคน”
“...อาเล็กกับลุงรองน่ะเหรอครับ” ต้าตั้นยังคงไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
แค่คนสองคนเนี่ยนะ จะไปพังหลังคาบ้านคนอื่นได้ ใจถึงจริงๆ
“อาครับ อากับลุงรองสุดยอดไปเลย” เขาเอ่ยชมจากใจจริง
หลินเจาให้เหตุผลว่า “ส่วนหนึ่งก็เพราะบ้านชิวเป็นฝ่ายผิด แล้วอีกอย่างก็เพราะอาเก่งด้วย พวกเขาทั้งบ้านรุมกันยังสู้อาไม่ได้เลย ก็เลยต้องยอมให้จัดการแต่โดยดีน่ะสิ”
เธอไม่คิดเลยว่าการลงไม้ลงมือสั่งสอนคนบ้านชิวจะเป็นเรื่องที่เกินกว่าเหตุ
แววตาของต้าตั้นฉายแววทึ่งในตัวอาสาวจับใจ สมแล้วที่เป็นอาของเขา เก่งกาจที่สุด
หลังจากส่งข่าวเรียบร้อย ต้าตั้นก็กลับไปพร้อมกับของฝากที่อาเล็กเตรียมให้เต็มถุงใหญ่ เขาติดรถเพื่อนของหลินซื่อเซิ่งมาที่กองพลการผลิตเฟิงโซว ขากลับก็อาศัยรถเพื่อนของลุงรองกลับไปเช่นกัน
พอหลินเซวียนกับหลินเจิงรู้ว่าคนบ้านชิวพยายามจะเข้ามาตีสนิท สองพี่น้องก็ไม่ได้มีท่าทีตื่นตกใจอะไร ตรงกันข้ามกลับปลอบอาเล็กว่าไม่ต้องกังวล พวกเธอจะอยู่แต่ในบ้าน ไม่ออกไปไหน และไม่หลงเชื่อคำพูดหวานหูของคนบ้านชิวแน่นอน เพราะคนบ้านชิวไม่เคยชอบพวกเธอ และพวกเธอก็ไม่ได้รู้สึกผูกพันกับญาติฝั่งนั้นอยู่แล้ว
หลินเจาปลอบเด็กหญิงทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปที่หน้าต่างห้องเด็กแล้วเคาะเบาๆ
“อวี้เป่า เหิงเป่า พรุ่งนี้แม่จะส่งจดหมายแล้วนะ สองคนเขียนเสร็จหรือยัง”
“เสร็จแล้วครับ” อวี้เป่าเปิดลิ้นชัก หยิบจดหมายที่พับไว้อย่างดีส่งให้แม่ทางหน้าต่าง พลางยิ้มเขินๆ “ผมยังเขียนตัวอักษรไม่เป็นเยอะเลยครับ เลยเขียนเป็นพินอินแทน”
“ใช้พินอินก็เก่งแล้วจ้ะ ลูกยังเล็กอยู่เลย ไว้พอเข้าโรงเรียนก็จะเขียนได้ทุกตัวแล้ว” หลินเจาเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
อวี้เป่าพยักหน้ารับอย่างตั้งใจ
เหิงเป่าก็ยื่นจดหมายของตัวเองออกมาบ้าง “ของผมก็เสร็จแล้วครับ”
หลินเจานำจดหมายทั้งสองฉบับมาวางซ้อนกันอย่างดี “พรุ่งนี้แม่จะส่งให้นะ”
“แม่ครับ แล้วพ่อจะได้รับจดหมายเมื่อไหร่เหรอครับ” ดวงตากลมโตสีนิลของอวี้เป่าเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้
หลินเจาส่ายหน้าเบาๆ “แม่ก็บอกไม่ได้เหมือนกันจ้ะ”
การคมนาคมในยุคนี้ยังไม่สะดวกสบาย จดหมายแต่ละฉบับจึงต้องใช้เวลาเดินทางนาน กว่าจะส่งถึงมือผู้รับก็กินเวลาไปไม่น้อย
อวี้เป่าคอตก “อย่างนั้นเหรอครับ”
“แม่ครับ พ่อถึงกองทัพหรือยังครับ” เหิงเป่าที่กำลังกัดปลายดินสออยู่เงยหน้าขึ้นถาม
“น่าจะถึงแล้วล่ะมั้ง” หลินเจาคำนวณเวลาคร่าวๆ แล้วคิดว่าน่าจะถึงที่หมายแล้ว
“อ้อครับ” เหิงเป่าทำท่าเหมือนแค่ถามไปอย่างนั้น ก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำอย่างอื่นต่อ
ทันทีที่กู้เฉิงหวยเห็นประตูใหญ่ของกองบัญชาการทหารซึ่งเป็นภาพที่คุ้นตา เขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“ถึงสักทีนะ” แม่ลู่บ่นพึมพำอย่างดีใจ หลังจากต้องทนเมื่อยขบจากการนั่งรถมาหลายวัน พอลงจากรถยังต้องเดินเท้าต่ออีกไกลโข ในที่สุดก็มาถึงจุดหมายปลายทางเสียที!
เนื่องจากคนบ้านลู่เป็นคนหน้าใหม่ ทหารยามที่ยืนเฝ้าอยู่จึงไม่รู้จัก พอเห็นแม่ลู่ทำท่าจะเดินดุ่มๆ เข้าไปใกล้ ก็เอ่ยปากเตือนเสียงเข้ม
“ที่นี่เป็นเขตทหาร ห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าใกล้”
สายตาที่ทหารยามตวัดมองมานั้นคมกริบดุจใบมีด
แม่ลู่ถึงกับหยุดชะงักอยู่กับที่
ผ่านไปครู่ใหญ่ หญิงสูงวัยจึงรีบถอยหลังกลับไปหาเรื่องกู้เฉิงหวย “เฉิงหวย นี่มันอะไรกัน...เธอช่วยไปบอกทหารคนนั้นหน่อยสิว่าพวกเราไม่ใช่คนไม่ดีนะ พวกเราจะมาอยู่กับลูกชายที่นี่ อีโจวลูกชายของฉันก็ทำงานอยู่ในนี้”
ตลอดการเดินทาง แม่ลู่ที่ไม่ประสีประสาเรื่องใดๆ เลยได้สร้างปัญหาให้กู้เฉิงหวยอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อเห็นแก่ที่ลู่อีโจวเป็นทั้งสหายร่วมรบและคนหมู่บ้านเดียวกัน เขาจึงยื่นมือเข้าช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ ส่วนเรื่องไหนที่ดูจะล้ำเส้นเกินไป เขาก็ปฏิเสธด้วยใบหน้าเรียบเฉย การเดินทางครั้งนี้จึงผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
“อย่าเพิ่งรีบร้อนครับ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวของใครก็ตาม ถ้าจะเข้ามาในเขตทหารก็ต้องลงทะเบียนก่อน พวกคุณป้าไปลงทะเบียนก่อนเลยครับ เดี๋ยวผมจะไปตามคนมาแจ้งข่าวให้รองผู้บัญชาการกองพันลู่เอง”
พูดจบก็เดินตรงไปยังกองบัญชาการทหาร เขาทำความเคารพสหายทหารที่ยืนยามอยู่หน้าประตู พูดคุยสองสามประโยค จากนั้นจึงก้าวขายาวๆ เดินจากไป เพียงชั่วครู่ร่างสูงก็หายลับไปจากสายตา
ซูอวี้เสียนกวาดตามองไปรอบตัว ทุกอย่างดูแปลกตาไปหมดจนทำให้เธอรู้สึกใจคอไม่ดี
“แม่คะ เขาคงไม่ทิ้งพวกเราไว้ที่นี่แล้วหนีไปเองหรอกใช่ไหมคะ”
แม่ลู่เองก็เริ่มใจไม่ดี แต่ยังคงรักษามาดไว้ ก่อนจะเอ็ดลูกสะใภ้ “พูดจาเหลวไหลอะไรกัน กู้เฉิงหวยเป็นทหารนะ แล้วก็เป็นคนบ้านเดียวกับเราด้วย การหลอกพวกเราไม่มีประโยชน์อะไรกับเขาเลยสักนิด ถ้าเขาไม่อยากให้ชื่อเสียงตัวเองป่นปี้หรือกระทบอนาคตการงานล่ะก็ เขาไม่กล้าทิ้งพวกเราไว้ที่นี่แน่”
ซูอวี้เสียนฟังแล้วก็เห็นด้วย จึงเอ่ยชมอย่างเอาใจ “แม่นี่มองการณ์ไกลจริงๆ เลยนะคะ เรื่องแค่นี้ก็ยังมองออก”
แม่ลู่เหลือบมองลูกสะใภ้ด้วยสีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งดูแคลน
ลูกสะใภ้คนนี้ตอนอยู่บ้านไม่เคยปากหวานแบบนี้มาก่อนเลย แต่พอเธอยอมให้ย้ายมาอยู่ด้วยกันที่นี่ ท่าทีก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ทั้งอ่อนน้อมถ่อมตน ทั้งพูดจาไพเราะ ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่แม่สามีพูดคำหนึ่ง เธอก็เถียงกลับเป็นสิบคำ น่ารำคาญสิ้นดี
“ย่าคะ หนูหิว” เด็กหญิงลู่เป่าเจินกุมท้องที่ร้องประท้วงของตัวเอง
แม่ลู่ก้มลงมองหลานสาว พอเห็นใบหน้านั้นก็นึกถึงข้าวของเงินทองที่ต้องเสียไป ความหงุดหงิดก็ตีรวนขึ้นมาในอกอย่างห้ามไม่อยู่
“แล้วใครไม่หิวบ้าง รอให้เขาจัดการเรื่องที่พักให้เสร็จก่อนไม่ได้หรือไง ของกินในห่อก็หมดเกลี้ยงแล้วจะให้ฉันไปเสกมาจากไหน กิน กิน กิน วันๆ คิดแต่เรื่องกินหรือไง ที่บ้านเป็นยังไงก็รู้อยู่แก่ใจ ทำตัวให้มันมีประโยชน์หน่อยได้ไหม!”
คำพูดที่พรั่งพรูออกมามีแต่การตำหนิด้วยน้ำเสียงรำคาญเต็มทน
ลู่เป่าเจินได้แต่ก้มหน้ากุมท้องตัวเอง ใบหน้าที่ซีดเซียวอยู่แล้วยิ่งไร้สีเลือดเข้าไปใหญ่
เมื่อวานตอนกลางวันหนูกินหมั่นโถวแป้งข้าวโพดไปแค่ครึ่งลูก หลังจากนั้นก็ยังไม่มีน้ำตกถึงท้องเลยแม้แต่หยดเดียว หนูหิวเหลือเกิน แถมยังรู้สึกเหมือนมีดาววิบวับอยู่เต็มหัวไปหมด
เมื่อลู่อีโจวรู้ข่าวว่ามีคนจากที่บ้านมาเยี่ยม เขาถึงกับตัวแข็งทื่อ
...คนจากที่บ้านมาหาอย่างนั้นเหรอ
กู้เฉิงหวยเลิกคิ้วถาม “นายไม่รู้เรื่องเลยเหรอ”
ดวงตาสีนิลของเขามองใบหน้าของสหายร่วมรบด้วยแววตาที่ทั้งชื่นชมและอิจฉาในเวลาเดียวกัน
“ป้าไปป่าวประกาศกับคนทั้งหมู่บ้านว่านายทำเรื่องขอย้ายครอบครัวมาอยู่ที่นี่แล้ว จะรับป้ามาอยู่สุขสบายด้วยกัน ทั้งป้า ทั้งภรรยา แล้วก็ลูกสาวของนายมากันพร้อมหน้าเลย ตอนนี้กำลังลงทะเบียนกันอยู่ที่หน้าประตูนั่นแหละ”
หัวสมองของลู่อีโจวขาวโพลนไปหมด
รายงานย้ายครอบครัวอะไรกัน ตอนนั้นเขาแค่ถูกแม่รบเร้าไม่หยุดจนทนไม่ไหว เลยพลั้งปากบอกให้แม่มาพักผ่อนที่นี่สักสองสามวัน ไม่ได้จะให้ย้ายมาอยู่ด้วยกันเสียหน่อย เขายังไม่ได้ยื่นเรื่องขอที่พักเลยด้วยซ้ำ
ชายหนุ่มพยายามเค้นรอยยิ้มออกมา “...ขอบใจมากนะ”
หลังจากกล่าวขอบคุณอย่างขอไปที ลู่อีโจวก็รีบวิ่งตรงไปยังประตูใหญ่ของกองบัญชาการทหาร
ภาพครอบครัวที่เห็นอยู่ไกลๆ ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีใจเลยสักนิด ตรงกันข้าม กลับรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบจะถล่มลงมาทับ
นี่คิดว่ากองบัญชาการทหารเป็นลานตากข้าวของหมู่บ้านหรือไงกัน
เขาเดินเข้าไปหาทุกคนด้วยความรู้สึกหงุดหงิดเต็มอก
“แม่ครับ พวกแม่มากันได้ยังไง”
ขณะที่เอ่ยปากถาม สายตาของเขาก็เหลือบมองซูอวี้เสียนด้วยความไม่พอใจ เขาโทษแม่แท้ๆ ของตัวเองไม่ได้ เลยทำได้แค่โทษว่าซูอวี้เสียนบกพร่องในหน้าที่ภรรยา ไม่รู้จักดูแลจัดการเรื่องทางบ้านให้เรียบร้อย ทำให้เขาที่ต้องมาทำงานไกลบ้านต้องมาวุ่นวายใจไปด้วย
รอยยิ้มบนใบหน้าของซูอวี้เสียนแข็งค้าง แววตาเย็นชาลงทันควัน
ไอ้ผู้ชายเฮงซวยนี่มันหมายความว่ายังไงกัน แต่งงานกันมาจนป่านนี้ยังไม่ได้เข้าหอเลยด้วยซ้ำ เธอยังไม่ทันจะโมโห เขากลับมาทำหน้าบึ้งตึงใส่ก่อนซะแล้ว ได้ใจเกินไปแล้ว
เธอเมินหน้าหนีจากลู่อีโจว แล้วหันไปสำรวจสภาพแวดล้อมที่ตัวเองจะต้องมาใช้ชีวิตในอนาคตแทน
แม่ลู่ไม่ได้สังเกตเห็นสงครามเย็นระหว่างลูกชายกับลูกสะใภ้ เธอคว้าแขนของลู่อีโจวไว้แล้วฟูมฟาย “ลูกรัก เงินที่บ้านเราไม่เหลือแล้วนะ ที่บ้านไม่ได้กินดีอยู่ดีมาหลายวันแล้ว แถมยังเป็นหนี้ค่าปันส่วนอาหารของกองพลการผลิตอีก ทำไมลูกถึงไม่ส่งเงินส่งตั๋วกลับไปให้แม่บ้าง แม่จนปัญญาแล้วจริงๆ นะ ถึงต้องดั้นด้นมาหาลูกถึงที่นี่”
ลู่อีโจว “...”
เขารู้สึกเสียใจขึ้นมาจริงๆ ทำไมเขาถึงได้ “ลืม” ส่งเงินกับตั๋วกลับบ้านไปได้นะ
แต่เดี๋ยวก่อน นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นที่แท้จริงคือ...
“เงินที่บ้านหายไปไหนหมดครับ”
[จบบท]