บทที่ 384: ดูตัว
"หอมจังเลยค่ะ ไม่ได้กินอาหารแบบนี้มานานแล้ว ขอบคุณพวกคุณมากนะคะ"
เมื่อปัญญาชนหญิงทั้งสองเห็นความจริงใจของหลินเจา สีหน้าที่เคยตึงเครียดก็พลันปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา "คุณชอบก็ดีแล้วค่ะ พวกเรายังแอบกังวลว่าคุณจะมองว่ามันเป็นแค่อาหารบ้านๆเสียอีก"
นี่น่ะหรือคืออาหารบ้านๆ ถ้าอย่างนั้นอาหารฉลองขึ้นบ้านใหม่ของคนในเมืองจะเลิศเลอขนาดไหนกัน หลินเจานึกประหลาดใจในใจ สมแล้วที่เป็นคนที่มาจากเมืองใหญ่จริงๆ
หลังจากปัญญาชนทั้งสองรับดอกไม้เป็นที่ระลึกแล้วลากลับไป เหิงเป่าก็รีบวิ่งเข้ามาเกาะขอบโต๊ะเพื่อชะโงกดูอาหารในชามใบใหญ่ทันที พอเห็นชิ้นเนื้อกับเต้าหู้ก็ยิ้มกว้างจนตาหยี "แม่ครับ ผมอยากกินเนื้อกับเต้าหู้"
"ไปเอาถ้วยกับตะเกียบมาสิ เดี๋ยวแม่ตักแบ่งให้" หลินเจาบอกพลางลูบศีรษะลูกชายคนเล็กอย่างเอ็นดู
"ครับผม" เหิงเป่าขานรับเสียงใส เขาส่งหมอนอิงในมือให้พี่ชายแล้วรีบวิ่งเข้าไปในครัว
สายตาของหลินเจาเหลือบไปเห็นหมอนอิงพอดี "ทำไมเอาหมอนอิงออกมาเล่นข้างนอกล่ะลูก ใช้แล้วเป็นยังไงบ้าง สบายไหม"
หมอนอิงในบ้านทุกใบเป็นฝีมือของเธอเอง จักรเย็บผ้าที่กู้เฉิงหวยซื้อมาให้ในที่สุดก็ได้ใช้ประโยชน์เสียที การได้นั่งทำงานฝีมือฆ่าเวลานี่ช่างเป็นอะไรที่เพลิดเพลินจริงๆ สำหรับไส้ในหมอนนั้นไม่ใช่ปุยฝ้ายราคาแพงอย่างแน่นอน แต่เป็นฟางข้าวที่ล้างจนสะอาดกับเศษเสื้อผ้าเก่าๆ
"สบายมากครับ" อวี้เป่าพยักหน้ารัวๆ "สบายมากเลยครับแม่ ตอนผมนั่งเขียนหนังสือก็ได้หมอนใบนี้นี่แหละครับรองหลัง ไม่เมื่อยเลยสักนิด"
นิ้วป้อมๆ ชี้ไปที่ลายปักรูปเจ้าต้าหวงบนหมอน "ลายนี้ผมกับน้องชอบมากเลยครับ"
หมอนของเขาเป็นลายเจ้าเสี่ยวจิน ของน้องชายเป็นลายเจ้าต้าหวง ของคุณลุงเป็นลายเจ้าหู่โพ ของพี่สาวทั้งสองคนเป็นรูปของพวกเธอเอง ส่วนหมอนของแม่เป็นรูปครอบครัวสุขสันต์
"ชอบก็ดีแล้ว เอากลับไปเก็บในห้องให้เรียบร้อยนะ เดี๋ยวเปื้อนขึ้นมาต้องลำบากแกะซักอีก"
อวี้เป่าพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย เขาอุ้มหมอนอิงกลับเข้าไปในห้องนอน จัดแจงวางมันไว้บนพนักพิงเก้าอี้อย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะวิ่งออกมาสมทบกับคนอื่นๆ
ในขณะที่ทุกคนในบ้านกู้กำลังเอร็ดอร่อยกับอาหารฉลองขึ้นบ้านใหม่ที่ได้รับมา กู้ซิ่งเอ๋อร์ก็กลับมาจากการดูตัวพอดี
แม่กู้พินิจมองสีหน้าของลูกสาวคนเล็กแต่ก็ไม่เห็นความผิดปกติใดๆ จึงตัดสินใจเอ่ยถามขึ้น "เป็นยังไงบ้างล่ะ หนุ่มคนนั้นโอเคไหม"
"โอเคที่ไหนกันคะ ขี้เหนียวจะตาย หนูไม่ชอบ" กู้ซิ่งเอ๋อร์ตอบกลับพร้อมกับเบ้ปาก
แม่กู้ถึงกับกุมขมับ ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาพูดกับลูกสาวคนนี้ดี บางทีผู้ชายคนนั้นก็อาจจะไม่ชอบลูกสาวของเธอเหมือนกันนั่นแหละ
พอได้ยินคำว่า 'ขี้เหนียว' หลุดออกมาจากปากลูกสาว คิ้วของเธอก็ขมวดเข้าหากัน "นี่แกไปขออะไรเขารึเปล่า"
กู้ซิ่งเอ๋อร์ทำหน้าเหมือนเป็นเรื่องปกติ "หนูก็ไม่ได้ขอของแพงอะไรเลยนะคะ แค่ครีมไข่มุกกระปุกเดียวเขายังไม่ยอมซื้อให้เลย เขาขี้เหนียวขนาดนี้จะให้หนูไปคบต่อได้ยังไง หนูก็บอกเขาไปตรงๆ ว่าเราไม่เหมาะสมกัน แล้วก็กลับมาเลยค่ะ"
"…"
เมื่อได้เห็นสีหน้าไม่พอใจของเธอ ไม่ใช่แค่พ่อกู้กับแม่กู้เท่านั้น แม้แต่หวงซิ่วหลันและจ้าวลิ่วเหนียงที่นั่งอยู่ด้วยยังตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก
นี่มันอะไรกัน เพิ่งจะเจอกันครั้งแรกก็กล้าเอ่ยปากขอของจากผู้ชายแล้ว แถมยังเป็นครีมไข่มุกที่ราคาไม่ใช่ถูกๆ อีก นี่เธอไปเอาความกล้าบ้าบิ่นแบบนี้มาจากไหน
แม่กู้สูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับอารมณ์ "...แล้วแกกล้าเอ่ยปากขอเขาไปได้ยังไงกัน"
"อ้าว ก็หนูไปดูตัวกับเขานี่คะ ก็ต้องทดสอบกันหน่อยว่าเขากล้าทุ่มเพื่อหนูรึเปล่า ถ้าเขาไม่ยอมควักกระเป๋าให้หนู หนูก็ไม่เสียเวลาคบต่อหรอกค่ะ" กู้ซิ่งเอ๋อร์ตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ
"แกคิดว่าคนอื่นเขาโง่กันหมด มีแต่แกที่ฉลาดล้ำอยู่คนเดียวรึไง เจอกันแค่ครั้งแรกใครเขาจะยอมจ่ายเงินให้แกกัน หน้าตาก็ไม่ได้สวยเลิศเลอ แต่กลับคิดฝันไปไกล" แม่กู้ตำหนิความคิดเพ้อเจ้อของลูกสาว
กู้ซิ่งเอ๋อร์ไม่พอใจที่ถูกแม่ต่อว่า เธอจึงกลอกตาใส่ "ไม่ต้องมายุ่งเรื่องของหนูหรอกน่า เดี๋ยวก็ต้องมีคนยอมจ่ายให้หนูเองแหละ"
พูดจบเธอก็เดินกระทืบเท้าปึงปังกลับเข้าห้องไปเพราะไม่อยากฟังแม่บ่นต่อ พร้อมกับปิดประตูกระแทกเสียงดังสนั่น
แม่กู้มีสีหน้าเคร่งเครียด "จบกันแล้วทีนี้ สงสัยชาตินี้คงไม่มีใครเอาไปทำเมียแล้ว"
ความคิดเรื่องการแยกบ้านที่เคยมีอยู่ก็ผุดขึ้นมาในหัวของเธออีกครั้ง
ทางด้านหวงซิ่วหลันและจ้าวลิ่วเหนียงเองก็รู้สึกกลัดกลุ้มใจไม่แพ้กัน แต่ยังนับว่าโชคดีที่ตั้งแต่กู้ซิ่งเอ๋อร์ย้ายกลับมาอยู่บ้าน แม่สามีก็สั่งว่าไม่ต้องไปยุ่งกับเธอมาก นั่นหมายความว่าภาระในการซักเสื้อผ้า ทำความสะอาดห้อง หรือแม้แต่ทำอาหารให้เธอเป็นพิเศษได้หมดไป ชีวิตของพวกเธอจึงสบายขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ถึงแม้น้องสาวสามีจะทำตัวน่ารำคาญและพูดจาขวานผ่าซากไปบ้าง แต่พวกเธอก็พอจะทนได้
สองพี่น้องสะใภ้หวนนึกถึงน้องสะใภ้สามขึ้นมาพร้อมกัน และตระหนักได้อีกครั้งว่าการแยกบ้านเป็นเรื่องที่ดีจริงๆ การได้ย้ายออกไปอยู่กันเองเป็นเรื่องที่วิเศษที่สุดแล้ว
เรื่องราวความล้มเหลวในการดูตัวของกู้ซิ่งเอ๋อร์ ถูกถ่ายทอดมาถึงหูของหลินเจาผ่านปากเล็กๆ ของหลี่เป่าในที่สุด
อวี้เป่าขมวดคิ้วน้อยๆ จนแทบจะผูกกันเป็นปม "อาหญิงเล็กชอบขอของจากคนอื่นจังเลยครับ ขนาดพวกเราเป็นเด็กแท้ๆ ยังไม่เคยไปขอของใครเลย คุณครูของอาหญิงเล็กไม่ได้สอนเหรอครับ ว่าไม่ควรได้อะไรมาโดยไม่ลงแรง"
"สอนน่ะสอนอยู่แล้ว แต่ถ้านักเรียนมันดื้อไม่ยอมฟัง ครูจะไปทำอะไรได้" ซ่งอวิ๋นจิ่นพูดแทรกขึ้นมาลอยๆ ขณะก้มหน้าก้มตากินอาหารในชามอย่างจริงจัง เนื้อตุ๋นกับผักนี่รสชาติเข้ากันดีชะมัด
อวี้เป่าเถียงกลับด้วยสีหน้าจริงจัง "นักเรียนก็ต้องเชื่อฟังคุณครูสิครับ"
"อาหญิงเล็กไม่ใช่ลูกสาวที่ดีของปู่กับย่า ก็ต้องไม่ใช่ลูกศิษย์ที่ดีของคุณครูอยู่แล้วล่ะ" เหิงเป่าร่ายยาว "อาหญิงเล็กนิสัยไม่ดี ชอบเอาเปรียบคนอื่นจะตายไป เมื่อก่อนยังเคยแย่งมันเทศของพวกเราเลย เธอเป็นคนที่แย่ที่สุดในโลก ผมเกลียดเธอ เกลียดที่สุดในสามโลกเลย"
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เป่าที่เงียบมานานก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "อาหญิงเล็กแย่งเค้กไข่ของผมไป ทั้งๆ ที่ผมยังไม่กล้ากินเลยนะครับ"
หลินเจาและซ่งอวิ๋นจิ่นต่างพากันนิ่งเงียบ
"แล้วหนูได้บอกปู่กับย่า แล้วก็พ่อแม่ของหนูรึยังล่ะ" หลินเจาเอ่ยถามทำลายความเงียบ
เด็กแฝดทั้งสองหันขวับไปจ้องมองเพื่อนรักของพวกเขาเป็นตาเดียว
หลี่เป่าก้มหน้างุด เม้มริมฝีปากแน่น "ผมไม่กล้าครับ อาหญิงเล็กขู่ว่าถ้าผมเอาเรื่องนี้ไปบอกใครในบ้าน จะตีผมให้ตายเลย"
ช่างเป็นคนที่ไร้เหตุผลและไม่มีขอบเขตสิ้นดี หลินเจานึกในใจ
เหิงเป่าซึ่งไม่เคยกลัวกู้ซิ่งเอ๋อร์อยู่แล้วจึงพูดขึ้นอย่างฉุนเฉียว "ไม่ต้องกลัวนะ เดี๋ยวฉันจะไปบอกปู่กับย่า แล้วก็ลุงใหญ่กับป้าใหญ่ให้เอง เธอไม่กล้าทำอะไรนายหรอก แต่ถ้าเธอกล้าตีนาย ฉันจะช่วยตีคืนให้ แล้วฉันจะไปฟ้องลุงรองของฉันด้วย ลุงรองของฉันตัวสูงจะตาย ต่อยทีเดียวเธอก็ร้องไห้ขี้มูกโป่งแล้ว"
หลี่เป่าเงยหน้าขึ้นมองเหิงเป่าด้วยแววตาเปี่ยมด้วยความชื่นชม ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างซื่อๆ "ได้เลย"
เขาเชื่อเพื่อนรักคนนี้เสมอ
"ฉันคิดออกแล้ว" อวี้เป่าพูดขึ้นมาบ้าง "หลี่เป่า ต่อไปถ้านายจะเอาของกินกลับบ้าน ฉันจะให้เจ้าต้าหวงเดินไปเป็นเพื่อน อาหญิงเล็กกลัวเจ้าต้าหวงจะตาย ถ้ามีเจ้าต้าหวงอยู่ด้วย เธอจะไม่กล้าแย่งของนาย แล้วก็ไม่กล้าตีนายด้วย แต่ถ้าเธอรังแกนายเมื่อไหร่ นายก็สั่งให้เจ้าต้าหวงขู่เธอเลยนะ"
"ได้เลย" หลี่เป่าพยักหน้ารับคำเสียงเบา
ซ่งอวิ๋นจิ่นเคยได้ยินวีรกรรมสุดแปลกของกู้ซิ่งเอ๋อร์มานับครั้งไม่ถ้วน แต่พอมาได้ยินเรื่องล่าสุดนี้ก็ยังรู้สึกตกใจอยู่ดี
"พี่ครับ โชคดีจริงๆ ที่พี่ตัดสินใจแยกบ้านออกมา" เขาพูดด้วยน้ำเสียงโล่งอก "การต้องอยู่ร่วมบ้านกับคนแบบนั้นมันบั่นทอนจิตใจสุดๆ เลยนะพี่ จะจัดการให้เด็ดขาดก็ทำไม่ได้ แต่ก็ต้องทนให้เธอทำเรื่องชวนปวดหัวอยู่ร่ำไป"
"นั่นสิ" หลินเจานึกขอบคุณการตัดสินใจของตัวเองในอดีต
"ว่าแต่ น้องสาวสามีของพี่อยากจะแต่งงานไปอยู่สุขสบายในเมืองขนาดนั้นเลยเหรอครับ" ซ่งอวิ๋นจิ่นถามต่อ
"ใช่แล้วล่ะ ความทะเยอทะยานของเธอนี่สูงเสียดฟ้าเลยนะ อยากจะได้ผู้ชายที่มีงานประจำทำ หน้าตาหล่อเหลา แถมยังต้องใจป้ำยอมทุ่มเงินให้เธอไม่อั้นด้วย"
สีหน้าของซ่งอวิ๋นจิ่นฉายแววเหลือเชื่อออกมาอย่างชัดเจน มุมปากของเขากระตุกยิกๆ
"ช่างกล้าฝันกลางวันจริงๆ"
"คนในเมืองเขาไม่ได้โง่นะครับ นอกจากพวกที่มีปัญหาบางอย่างจนหาเมียไม่ได้จริงๆ น้อยคนนักที่จะยอมแต่งงานกับผู้หญิงบ้านนอก น้องสาวสามีของพี่นี่คงจะเพ้อเจ้อไปหน่อยแล้ว"
"แล้วต่อให้เธอหาทางแต่งเข้าไปอยู่ในเมืองได้จริงๆ ก็ใช่ว่าจะหาผู้ชายดีๆ ได้หรอก อย่างดีก็ได้แค่พ่อม่ายลูกติดที่แต่งงานมาแล้วรอบหนึ่ง ไม่ก็เป็นคนที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือไม่ก็เป็นพวกจอมปลอมที่มีแต่ชื่อว่าเป็นคนเมือง แต่ข้างในกลวงโบ๋ เรื่องดีๆ แบบนั้นจะหลุดมาถึงเธอได้ยังไงกัน ในเมื่อหน้าตาก็แสนจะธรรมดา ไม่ได้มีความสามารถพิเศษอะไร แถมยังเข้าสังคมไม่เป็นอีก สู้ไปล้างหน้าแปรงฟันแล้วนอนแต่หัวค่ำไม่ดีกว่าเหรอ ในความฝันน่ะมีทุกอย่างที่ต้องการนั่นแหละ" ซ่งอวิ๋นจิ่นวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาและแฝงไปด้วยความเย้ยหยัน เขายอมรับอย่างไม่อายว่าตัวเองมีอคติกับกู้ซิ่งเอ๋อร์ ก็ใครใช้ให้เธอเคยทำร้ายจิตใจพี่สาวสุดที่รักของเขากันล่ะ
"ก็เป็นธรรมดาของวัยรุ่นน่ะนะ ที่จะมีความคิดความฝันแบบนี้ เดี๋ยวพอได้เจอกับความจริงอันโหดร้ายเข้าสักวัน ก็จะเข้าใจโลกมากขึ้นเองแหละ มันไม่ใช่เรื่องของเรา ไม่ต้องไปใส่ใจเธอหรอก" หลินเจาพูดอย่างไม่ยี่หระ
ซ่งอวิ๋นจิ่นหันไปมองหน้าพี่สาว "แล้วพี่เขยล่ะครับ เขาก็ไม่คิดจะทำอะไรเลยเหรอครับ นั่นน้องสาวแท้ๆ ของเขาทั้งคนนะ"
"ไม่หรอก" หลินเจาตอบด้วยแววตาที่มั่นใจ
"พี่เขยของเธอบอกว่า ในเมื่อพ่อกับแม่ยังอยู่ เขาก็จะไม่ขอก้าวก่ายหน้าที่ของท่าน"
ซ่งอวิ๋นจิ่นถอนหายใจอย่างโล่งอก "ค่อยยังชั่วหน่อย พี่เขยยังเป็นคนที่รู้จักแยกแยะอยู่บ้าง ที่ผมกลัวที่สุดคือพวกที่ชอบเข้าไปจุ้นจ้านกับทุกเรื่องในบ้านนั่นแหละครับ"
หลินเจาเอื้อมมือไปลูบหัวของหลี่เป่าอย่างอ่อนโยน "ต่อไปอย่าอยู่กับอาหญิงเล็กตามลำพังนะ ถ้าที่บ้านไม่มีใครอยู่ ก็มาเล่นที่บ้านอานะ เข้าใจไหม"
เด็กคนนี้ดูซื่อๆ และคงจะถูกคนอื่นรังแกได้ง่าย เธอจึงต้องคอยย้ำเตือนเขาบ่อยๆ
"ครับ" หนูน้อยหลี่เป่าพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน