บทที่ 385: “แยกบ้าน”
หลี่เป่าทำตามคำแนะนำของอาสะใภ้สาม ก่อนจะล้มตัวลงนอนในคืนนั้น เขาตัดสินใจเล่าเรื่องที่ถูกกู้ซิ่งเอ๋อร์แย่งเค้กไข่ไปกิน แถมยังข่มขู่เขาอีกให้พ่อกับแม่ฟัง ซึ่งเรื่องนี้ก็ทำให้กู้หย่วนซานและหวงซิ่วหลันโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
หวงซิ่วหลันเตรียมจะพุ่งไปเอาเรื่องกู้ซิ่งเอ๋อร์ให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็ถูกกู้หย่วนซานคว้าแขนไว้เสียก่อน
“ดึกมากแล้วนะคุณ พ่อกับแม่คงนอนกันหมดแล้ว อย่าเพิ่งใจร้อนไปเลย เดี๋ยวผมไปคุยกับท่านทั้งสองเรื่องนี้เอง”
แม้จะได้ยินคำพูดของสามี แต่ความโกรธของหวงซิ่วหลันก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลยสักนิด หน้าอกของเธอสะท้อนขึ้นลงอย่างรุนแรง ฟันบนล่างขบกันแน่นจนได้ยินเสียงดังกรอด
เธออยากจะฉีกใบหน้าของกู้ซิ่งเอ๋อร์ออกเป็นชิ้นๆ ให้สาแก่ใจ
กู้หย่วนซานขยิบตาเป็นเชิงสัญญาณให้ลูกชายทั้งสองเข้าไปปลอบโยนผู้เป็นแม่ ส่วนตัวเขาเองก็มุ่งตรงไปยังห้องนอนของพ่อกู้และแม่กู้ทันที
เมื่อสองสามีภรรยาสูงวัยได้รับรู้ว่าหลานชายสุดที่รักถูกรังแก ใบหน้าของทั้งคู่ก็พลันบึ้งตึงลงอย่างเห็นได้ชัด
ใบหน้าของพ่อกู้ดำคล้ำราวกับสีของหมึกจีน เขานิ่งไปครู่ใหญ่ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “แยกบ้าน”
แม่กู้ถึงกับอุทานออกมาด้วยความตกใจ “นี่คุณ”
“ชิงโจวยังไม่ได้แต่งงานเลยนะคะ”
ตามธรรมเนียมของที่นี่แล้ว การจะแยกบ้านได้นั้น อย่างน้อยที่สุดก็ต้องรอให้ลูกชายทุกคนมีครอบครัวและลูกสาวแต่งออกเรือนไปจนหมดสิ้นเสียก่อน
พ่อกู้เอ่ยปากเรื่องแยกบ้านออกมาด้วยอารมณ์ชั่ววูบก็จริง แต่เขากลับไม่รู้สึกเสียใจเลยสักนิด ตรงกันข้าม เขากลับรู้สึกว่าการแยกบ้านเป็นความคิดที่ดี
เมื่อแยกบ้านกันไปแล้ว อย่างน้อยที่สุดคนที่กู้ซิ่งเอ๋อร์จะสร้างความเดือดร้อนให้ได้ก็เหลือเพียงพวกเขาสองคนตายายเท่านั้น จากนั้นก็ค่อยให้ลูกชายย้ายออกไปสร้างบ้านหลังใหม่ หรือไม่ก็ก่อกำแพงกั้นแบ่งพื้นที่ในบ้านเสียเลย ด้วยวิธีนี้หลานๆ ของเขาก็คงจะไม่ต้องมาทนทุกข์ทรมานใจอีกต่อไป
“แยก” ชั่วพริบตา เขาก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว
หัวใจของกู้หย่วนซานเต้นระรัวขึ้นมาทันควัน แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ “พ่อครับ ผมไม่อยากแยกบ้านเลย”
“แกไม่อยาก แต่เมียแกอยากน่ะสิ” แม่กู้สวนกลับ
เธอเองก็เคยผ่านการเป็นลูกสะใภ้มาก่อน การได้แยกบ้านออกไปมีอำนาจตัดสินใจในบ้านของตัวเองนั้น มีผู้หญิงคนไหนบ้างที่จะไม่ปรารถนา
“แม่ครับ” กู้หย่วนซานครางออกมา
“แยกพรุ่งนี้เลย ฉันอายุปูนนี้แล้ว ก็สมควรจะได้พักผ่อนเสียที การต้องดูแลครอบครัวใหญ่โตขนาดนี้มันเหนื่อยเกินไปจริงๆ พอแยกบ้านไปแล้ว ฉันกับพ่อแกจะได้อยู่กันตามลำพัง” เมื่อลองเปลี่ยนมุมมอง ความคิดของแม่กู้ก็เปลี่ยนไป เธอกลับรู้สึกว่าภาระบนบ่าเบาลงราวกับยกภูเขาออกจากอก
“แม่ครับ” กู้หย่วนซานพยายามจะทัดทานต่อ แต่กลับถูกแม่กู้ผลักออกจากห้องแล้วปิดประตูใส่หน้าทันที “ไม่ต้องพูดมาก พรุ่งนี้ก็แยก”
“...”
เมื่อหวงซิ่วหลันได้ยินข่าวว่าพรุ่งนี้เช้าจะมีการแยกบ้าน เธอก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจจนพูดจาติดๆ ขัดๆ “ยะ...แยกบ้านเหรอคะ นี่เรื่องจริงหรือเปล่า”
“จริงสิ” กู้หย่วนซานตอบด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม “พ่อกับแม่เป็นคนพูดเอง จะโกหกได้ยังไง”
หัวใจของหวงซิ่วหลันเต้นโครมคราม ดวงตาของเธอเป็นประกายระยิบระยับ ความรู้สึกดีใจอย่างท่วมท้นผุดขึ้นมาในใจ
เธออยากจะหัวเราะออกมาดังๆ แต่เมื่อเห็นสีหน้าของสามีที่ไม่สู้ดีนัก จึงต้องพยายามกลั้นเอาไว้สุดความสามารถ ทว่ารอยยิ้มที่มุมปากกลับเผยออกมาอย่างไม่อาจควบคุมได้
กู้หย่วนซานเหลือบมองภรรยาแล้วถอนหายใจ “อยากจะหัวเราะก็หัวเราะออกมาเถอะ กลั้นไว้แบบนั้นมันไม่อึดอัดแย่เหรอ”
“พรืด” หวงซิ่วหลันกลั้นขำไว้ไม่อยู่จนหลุดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น เธอรีบยกมือขึ้นปิดปาก แต่ก็ไม่อาจซ่อนแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความสุขเอาไว้ได้
กู้หย่วนซาน “...”
เถี่ยตั้นเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น “ถ้าเราแยกบ้านแล้ว จะได้กินเนื้อบ่อยๆ เหมือนเมื่อก่อนไหมครับ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของหวงซิ่วหลันจางหายไปในทันที เธอตวัดสายตามองลูกชาย “ฝันไปเถอะยะ ยังจะกินเนื้อบ่อยๆ อีก แล้วจะเอาตั๋วปันส่วนเนื้อมาจากไหนกัน”
ความตื่นเต้นของเถี่ยตั้นมลายหายไปในพริบตา เขาบ่นพึมพำ “ก็อวี้เป่ากับเหิงเป่ายังได้กินเนื้อบ่อยๆ เลย ถ้าเราไม่ได้กินบ่อยๆ... แล้วจะแยกบ้านไปเพื่ออะไรกันล่ะ”
“...”
ความรู้สึกดีใจเมื่อครู่หายไปไหนหมดแล้วก็ไม่รู้
เถี่ยฉุยกลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เขาปีนขึ้นเตียงเล็กของตัวเองอย่างเงียบเชียบ ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมท้อง แล้วหลับตาลงนอน
พี่ชายรู้ดีว่าน้องชายมักจะได้รับเนื้อจากอาสะใภ้สามอยู่บ่อยครั้ง จึงมองด้วยความอิจฉา
เขาขยับตัวขึ้นไปบนเตียง ใช้ข้อศอกกระทุ้งน้องชายเบาๆ แล้วเริ่มต่อรองอย่างจริงจัง “ถ้าคราวหน้าอาสะใภ้สามให้เนื้อแกอีก แบ่งให้พี่สักชิ้นได้ไหม”
เมื่อนึกถึงรสชาติของเนื้อเส้นที่เคยได้ลิ้มลอง เขาก็เผลอกลืนน้ำลายลงคอ
“ไม่” หลี่เป่าตอบโดยไม่ลืมตา เขาเอาแต่ส่ายหน้า เพราะลำพังแค่เขากินคนเดียวก็ยังไม่พอเลย
“เดี๋ยวพี่ไปเก็บผลไม้หวานๆ มาให้เอามั้ย” เถี่ยตั้นเขย่าตัวน้องชายไม่เลิก
“อย่าเขย่าสิ ผมจะนอนแล้วนะ พรุ่งนี้เช้าอาสะใภ้สามชวนไปกินข้าวที่บ้าน ผมต้องรีบตื่น” หลี่เป่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงเปี่ยมความหวัง เขาชอบช่วงเวลาที่อาสะใภ้สามได้หยุดพักร้อนที่สุด
เถี่ยตั้นทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ “ทำไมอาสะใภ้สามถึงได้ใจดีกับน้องนักนะ”
น้องชายของเขายิ้มอย่างซื่อๆ ตอบกลับไปว่า “อาสะใภ้สามบอกว่าผมเป็นเด็กดีครับ”
“พี่ก็เป็นเด็กดีเหมือนกันนะ” เถี่ยตั้นแย้งทันควัน
“ไม่จริงสักหน่อย แม่บอกว่าพี่เป็นลิงซน ซนยิ่งกว่าเสี่ยวจินเสียอีก” ในที่สุดหลี่เป่าก็ลืมตาขึ้นมาจ้องหน้าพี่ชาย แววตาเต็มไปด้วยความจริงจังอย่างที่สุด
เถี่ยตั้นถึงกับพูดไม่ออก
เด็กชายหันไปมองแม่ของตนด้วยสายตากล่าวโทษ
“เป็นเพราะแม่คนเดียวเลย แม่ทำให้ชื่อเสียงของผมป่นปี้หมดแล้ว” เขาพูดอย่างหัวเสียก่อนจะหันหลังให้ผู้เป็นแม่
หวงซิ่วหลันเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ เธอเอื้อมมือไปตบหัวลูกชายเบาๆ
“ใครจะไปทำลายชื่อเสียงแกลง แกไม่ซนจริงหรือไง เวลาแม่ใช้ให้ทำอะไร เคยหาตัวเจอที่ไหนกันเล่า ขนาดอวี้เป่ากับเหิงเป่าที่เด็กกว่าแกตั้งเยอะ เขายังรู้จักช่วยงานสะใภ้สามเลย แล้วแกโตกว่าเขาตั้งเยอะทำไมถึงไม่คิดจะช่วยแบ่งเบาภาระแม่บ้าง”
“ผมก็ทำงานนะ ผมไปเก็บฟืน ขุดผักป่า จับปลา แถมยังไปช่วยงานในไร่นาด้วย ถ้าแม่ไม่เชื่อก็ลองถามพ่อดูสิ” เถี่ยตั้นเถียงกลับ เขาหันไปขอความช่วยเหลือจากกู้หย่วนซานที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่เงียบๆ “พ่อครับ พ่อพูดอะไรหน่อยสิ จริงไหมครับ”
กู้หย่วนซานพยักหน้า “จริง”
ใบหน้าคล้ำแดดของเถี่ยตั้นพลันสดใสขึ้น เขามองแม่ของตัวเองด้วยสีหน้าจริงจัง “แม่ครับ ต่อไปนี้แม่อย่าไปพูดไม่ดีเรื่องผมให้อาสะใภ้สามฟังอีกนะ แค่นี้ผมก็แทบจะไม่ได้กินเนื้ออยู่แล้ว ถ้าแม่ยังพูดแบบนี้อีก ต่อไปผมคงไม่ได้แม้แต่จะดมกลิ่น”
พูดจบเขาก็ล้มตัวลงนอนอย่างน้อยอกน้อยใจ ปากยื่นออกมาจนแทบจะเกี่ยวอะไรได้
หลี่เป่าเห็นท่าทีหดหู่ของพี่ชายจึงใช้นิ้วเล็กๆ จิ้มไปที่ไหล่ของเถี่ยตั้นเบาๆ ก่อนจะเอ่ยปากกึ่งปลอบกึ่งเสียดายว่า “อาสะใภ้สามบอกว่าพรุ่งนี้จะทำแป้งทอดให้กิน เดี๋ยวผมจะเก็บไว้ให้ครึ่งหนึ่งนะ”
เอ๊ะ เอ๊ะ!!
เถี่ยตั้นหายงอนเป็นปลิดทิ้ง เขาพลิกตัวกลับมาหาน้องชายทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ “จริงเหรอ”
“ผมไม่โกหกหรอกน่า” หลี่เป่าทำแก้มป่อง
เถี่ยตั้นหัวเราะร่าแล้วเอื้อมมือไปจั๊กจี้น้องชาย ใบหน้าที่ดำขลับจากแสงแดดบัดนี้เต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใส “ถ้าพี่มีของดีอะไร พี่ก็จะเก็บไว้ให้น้องเหมือนกัน”
หลี่เป่าดิ้นหนีมือของพี่ชายอย่างจั๊กจี้ พลางนึกถึงเนื้อนกกระจอกที่พี่ชายเคยแบ่งให้ ความรู้สึกเสียดายในใจก็ค่อยๆ ลดน้อยลง
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ พ่อกู้ก็ประกาศเรื่องการแยกบ้านอย่างเป็นทางการ
สองสามีภรรยาจากบ้านรองยืนนิ่งอึ้งอยู่กับที่ ทั้งคู่สบตากันด้วยความงุนงง ในหัวเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
กู้อวี้เฉิงค่อยๆ หันหน้าไปหาพ่อของตน “พ่อครับ ทำไมถึงต้องแยกบ้านกะทันหันแบบนี้”
“พ่อกับแม่แก่แล้ว อยากจะใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุขบ้าง ลูกๆ ของพวกแกก็โตจนพอจะทำธุระได้แล้ว พวกเราสองคนตายายก็สมควรจะปล่อยวางได้แล้ว” พ่อกู้ให้เหตุผล
เขาไม่สามารถเปิดเผยเหตุผลที่แท้จริงออกไปได้ เพราะหากทำเช่นนั้นกู้ซิ่งเอ๋อร์จะต้องอาละวาดใหญ่โตเป็นแน่ แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว
กู้อวี้เฉิงอ้าปากพะงาบๆ “พ่อครับ ผมไม่อยากแยกบ้านเลย”
ชีวิตตอนนี้สุขสบายจะตายไป พวกเขาเพียงแค่ทำงาน ส่วนเรื่องอาหารการกินพ่อกับแม่ก็เป็นคนจัดการให้ทั้งหมด หากแยกบ้านออกไป เขาก็ต้องกลายเป็นหัวหน้าครอบครัว ภาระทุกอย่างในบ้านจะต้องตกมาอยู่ที่เขาอย่างไม่ต้องสงสัย แค่คิดก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว
พ่อกู้แอบรู้สึกพอใจอยู่ลึกๆ แต่ก็ไม่ได้แสดงออกมาทางสีหน้า
การที่ลูกชายทุกคนไม่อยากแยกบ้าน ย่อมหมายความว่าเขาและภรรยาบริหารจัดการบ้านได้เป็นอย่างดี ซึ่งนี่ถือเป็นคำชื่นชมอันสูงสุดสำหรับพวกเขาที่ตรากตรำทำงานหนักมาครึ่งค่อนชีวิต
กู้อวี้เฉิงพูดต่อ “ชิงโจวยังไม่ได้หมั้นหมายเลยนะครับ จะรีบแยกบ้านไปทำไมกัน รอให้เขาแต่งงานก่อนแล้วค่อยแยกก็ได้”
เมื่อได้ยินว่าพี่รองเอ่ยถึงแต่กู้ชิงโจว โดยไม่ได้กล่าวถึงตนเองเลยแม้แต่น้อย กู้ซิ่งเอ๋อร์ก็โกรธจนกระทืบเท้าเร่าๆ ก่อนจะแผดเสียงแหลมปรี๊ด “พี่รอง แล้วฉันล่ะ ฉันก็ยังไม่ได้แต่งงานนะ ฉันไม่ใช่น้องของพี่หรือยังไง ทำไมพี่ถึงไม่นึกถึงฉันบ้าง”
กู้อวี้เฉิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดความจริงที่อยู่ในใจออกมา “เธอน่ะมาตรฐานสูงจะตายไป แต่งงานออกไปได้ก่อนอายุ 20 ก็ถือว่าเก่งแล้ว ชิงโจวไม่เหมือนกับเธอ เขาเป็นคนติดดิน ขยันเรียน แถมยังขยันขันแข็งอีกด้วย รับรองว่าพอเรียนจบมัธยมปลายก็หาคู่ครองได้สบายๆ”
กู้ชิงโจว: “?”
กู้ซิ่งเอ๋อร์ไม่กล้าต่อปากต่อคำกับพี่รองที่พูดจาโผงผางไม่ไว้หน้าใคร เธอจึงทำได้เพียงรังแกคนที่อ่อนแอกว่า ด้วยการตวัดสายตาอาฆาตไปทางกู้ชิงโจวแทน
กู้ชิงโจวไม่ใส่ใจท่าทีของเธอ เขาเพียงแต่พูดเรียบๆ ว่า “การแยกบ้านไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับการแต่งงานของผมหรอกครับ ถ้าพ่อกับแม่อยากจะแยกก็แยกไปเถอะ ผมไม่มีปัญหาอะไร”