บทที่ 391: บาดเจ็บสาหัส
หลี่ซงหยุดฝีเท้าแล้วหรี่ตามองชายแปลกหน้าอย่างเย็นชา ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบว่า "นายเป็นใคร?"
หวงคังฉุนกึก "ฉันเป็นคู่หมั้นคู่หมายของหยวนเซียงมาตั้งแต่เด็ก เรารู้จักมักจี่กันดี แต่แกดันมาแย่งเมียฉันไป! ถ้ายังไม่อยากเจ็บตัวก็ส่งเธอคืนมาซะ!"
หลี่ซงปรายตามองคู่กรณีตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วแค่นหัวเราะในลำคอ "ไอ้โง่"
คำเย้ยหยันสั้นๆ หลุดจากปาก ก่อนที่เขาจะหมุนตัวเดินเข้าเขตบ้านตระกูลหยวนไปอย่างไม่แยแส
"แกด่าใคร!" หวงคังโกรธจนเลือดขึ้นหน้า พุ่งเข้าไปหมายจะกระชากคอเสื้อของอีกฝ่าย แต่ยังไม่ทันที่ปลายนิ้วจะได้สัมผัสเนื้อผ้าด้วยซ้ำ ข้อมือก็ถูกคว้าหมับแล้วบิดกลับหลังอย่างแรง
"โอ๊ยๆๆๆ!" เสียงร้องโหยหวนดังลั่น ใบหน้าของหวงคังซีดเผือด ตัวงอเป็นกุ้งเพราะความเจ็บปวด ไม่กล้าขัดขืนแม้แต่น้อย ได้แต่ร้องขอความเห็นใจ "ปล่อย! ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ แขนฉันจะหักอยู่แล้ว"
หลี่ซงสะบัดมือออกพร้อมกับผลักส่งท้ายจนร่างของหวงคังเซถลาไปด้านหลัง
"ไปให้พ้น"
เขาไม่เสียเวลาต่อปากต่อคำกับคนน่ารำคาญอีกต่อไป ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในลานบ้านราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ท่ามกลางความตกตะลึงของคนบ้านหยวน ลูกเขยคนใหม่ของบ้านก็จัดการตัวปัญหาที่มาอาละวาดได้อย่างง่ายดาย
ด้วยความเป็นห่วงว่าหลี่ซงอาจจะติดใจเรื่องที่เกิดขึ้น คนในบ้านจึงรีบอธิบายเรื่องราวของครอบครัวหวงให้เขาฟัง
"ไม่ต้องห่วงครับ ผมไม่ได้คิดมาก" หลี่ซงตอบกลับอย่างหนักแน่น "เรื่องราวในอดีตผมรับรู้ทั้งหมดแล้ว หยวนเซียงเล่าให้ผมฟังทุกอย่าง ผมไม่ใส่ใจหรอกว่าเธอจะเคยหมั้นกับใครมาก่อน การถอนหมั้นก็ไม่ใช่ความผิดของเธอสักหน่อย เรื่องแค่นี้ไม่มีผลต่อการสร้างครอบครัวของเราหรอกครับ"
คำพูดที่จริงใจของเขาทำให้คนบ้านหยวนถอนหายใจอย่างโล่งอก โดยเฉพาะป้าใหญ่ที่ปลื้มอกปลื้มใจจนขอบตาร้อนผ่าว แต่ก็ยังเชิดหน้าแอ่นอกอย่างภาคภูมิใจสมกับที่ได้ลูกเขยดี
เห็นไหมล่ะ เธอพูดไม่ผิดจริงๆ คนมีบุญวาสนาย่อมคู่ควรกับสิ่งดีๆ
ป้าใหญ่ตวัดสายตามองไปยังทิศทางที่พวกบ้านหวงเพิ่งจากไปอย่างรังเกียจ ก่อนจะหันกลับมามองลูกเขยด้วยความพึงพอใจสูงสุด ลูกเขยของเธอช่างหนักแน่น ไม่ปล่อยให้เรื่องไร้สาระมาทำลายบรรยากาศดีๆ
"อย่าไปใส่ใจพวกนั้นเลยลูก เข้าบ้านเรากันดีกว่า" เธอเอ่ยชวนลูกเขยด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหันไปกวาดตามองชาวบ้านที่ยังยืนอึ้งกันอยู่ แล้วพูดอย่างกระฉับกระเฉงว่า "มัวยืนเฉยกันทำไมล่ะ มาๆ ทำให้มันครึกครื้นกันหน่อย วันนี้วันดี ห้ามใครมาทำเรื่องให้แม่ขุ่นใจเด็ดขาดนะ เอาลูกอมไปกินกันให้ปากหวานๆ เลย"
ถึงจะแอบเสียดายลูกอมอยู่บ้าง แต่เมื่อมันเป็นของที่ลูกเขยนำมาเพื่อเชิดหน้าชูตาครอบครัว ในฐานะแม่เจ้าสาว มีหรือที่เธอจะขัดศรัทธา งานหมั้นของลูกสาวทั้งทีต้องจัดให้ยิ่งใหญ่สมหน้าสมตา
บรรดาผู้ใหญ่ต่างเก็บลูกอมใส่กระเป๋าไว้ให้ลูกหลานที่บ้าน ผิดกับเด็กๆที่ไม่รอช้า แกะลูกอมเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ จนแก้มป่อง ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากพูดคุยเพราะกลัวว่ารสหวานล้ำจะจางหายไป
"หวานไหมล่ะ?" ป้าใหญ่เอ่ยถามเด็กๆ ที่เนื้อตัวมอมแมมด้วยรอยยิ้มเอ็นดู "ถ้าหวานนะ ไว้ตอนพี่เซียงเซียงแต่งงาน พวกเธอต้องมาพูดคำอวยพรดีๆ ให้พี่เขเยอะๆ เลยนะ ขอให้ชีวิตลูกสาวของป้าหวานชื่นเหมือนลูกอมนี่แหละ"
เด็กๆ สมัยนี้หัวไว แค่งานหมั้นยังได้ของหวานขนาดนี้ งานแต่งต้องจัดเต็มกว่าเดิมแน่ๆ ดวงตาของทุกคนฉายแววคาดหวัง ก่อนจะรีบตบหน้าอกรับประกัน
"ป้าใหญ่วางใจได้เลยครับ!"
"ผมพูดตอนนี้เลยได้ไหมครับ ขออีกเม็ดนะ"
"ถ้าพูดคำอวยพรจะได้ลูกอมเพิ่มเหรอครับ?"
"ขอให้พี่เซียงเซียงมีความสุขมากๆ ในวันหมั้นนะคะ ขอให้รักกับพี่เขยไปนานๆ อนาคตไกลแน่นอนค่ะ" เด็กหญิงคนหนึ่งรีบชิงพูดตัดหน้า
ป้าใหญ่ได้ฟังก็ยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ
ชาวบ้านที่มาร่วมงานต่างเบียดเสียดเข้ามาในลานบ้านเพื่อกล่าวคำแสดงความยินดี พ่อเฒ่าหยวนยืนยืดอกรับคำอวยพรด้วยความภาคภูมิใจ จนรู้สึกว่าลานบ้านของตนมันช่างเล็กไปถนัดตา
คนบ้านหยวนคนอื่นๆ ได้แต่ลอบกลอกตา
ภายในห้องที่ถูกประดับประดาอย่างสวยงาม หลินเจาได้พบกับหยวนเซียงที่อยู่ในชุดใหม่เอี่ยม ผมถูกรวบตึงอย่างประณีตประดับด้วยดอกไม้พลาสติกสีแดง บนแก้มแดงระเรื่อมีแป้งฝุ่นสีชมพูอ่อนแต้มอยู่
"เจาเจา มาแล้วเหรอ" หยวนเซียงทักทายอย่างเขินอาย
"วันนี้พี่เซียงเซียงดูดีมากเลยค่ะ สวยจริงๆ" หลินเจาเอ่ยชมจากใจจริง
ยังไม่ทันที่หยวนเซียงจะได้ตอบอะไร ลูกพี่ลูกน้องของเธอก็แทรกตัวเข้ามาใกล้หลินเจา สายตาจับจ้องไปที่เสื้อผ้าของหลินเจาอย่างไม่ปิดบัง "พี่คะ เสื้อตัวนี้สวยจังเลย ซื้อที่ไหนเหรอคะ"
"พี่ตัดเองน่ะ" หลินเจาตอบปัดๆ เพราะไม่ชอบสายตาที่เต็มไปด้วยความอยากได้ของเด็กสาวคนนี้เอาเสียเลย
"อุ๊ย!" เด็กสาวแสร้งทำเป็นตกใจยกมือทาบอก พยายามบีบสีหน้าให้น่ารักน่าเอ็นดู ทว่าแววตาที่หลุกหลิกไปมากลับปิดความตั้งใจไว้ไม่มิด "โห พี่เก่งจังเลยค่ะ ไม่เหมือนแม่หนูเลย ไม่ยอมให้แตะอะไรทั้งนั้น"
"นั่นก็เพราะบ้านเธอไม่มีผ้าให้ฝึกฝีมือต่างหาก" หยวนเซียงสวนกลับด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่บาดลึก
"..." เด็กสาวคนนั้นหน้าเจื่อนลงทันที ก่อนจะแหวกลับอย่างเสียไม่ได้ "พี่เซียงเซียง!"
หยวนเซียงไม่อยากให้วันดีๆ ของตัวเองต้องมาพังเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่อง จึงไม่ได้ต่อปากต่อคำอะไรอีก แต่เลือกที่จะหันไปพูดคุยกับหลินเจาแทน
เมื่อถูกเมินเฉย เด็กสาวก็ยิ่งไม่พอใจ ทำปากยื่นปากยาวแล้วกระทืบเท้าเดินจากไป
"ลูกพี่ลูกน้องของพี่เหรอคะ?" หลินเจากระซิบถาม
"อืม" หยวนเซียงยิ้มเจื่อนๆ "ก็แค่เด็กที่ชอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นน่ะ บางทีก็พูดจาไม่เข้าหูไปบ้าง เจาเจาอย่าไปถือสาเลยนะ ถ้าแม่นั่นมาหาเรื่องเธออีกเมื่อไหร่ บอกพี่ได้เลย เดี๋ยวพี่จัดการให้เอง"
ในฐานะลูกสาวคนโตของบ้าน ปกติแล้วหยวนเซียงจะยอมให้น้องๆ เสมอ ไม่เคยคิดเล็กคิดน้อย แต่หลังจากที่เธอตระหนักได้ว่าความใจดีของเธอใช้ไม่ได้กับทุกคน เธอก็เลือกที่จะพูดในสิ่งที่คิดออกไปตรงๆ ซึ่งน่าแปลกที่มันกลับทำให้เธอรู้สึกปลอดโปร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โลกทั้งใบดูสดใสขึ้นมาทันตาเห็น
หลินเจาเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ
พี่เซียงเซียงคนนี้ดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
ราวกับอ่านใจออก หยวนเซียงจึงยิ้มพลางอธิบาย "เมื่อก่อนฉันชอบโทษตัวเองเรื่องที่ถูกถอนหมั้น ฉันกลัวว่ามันจะทำให้น้องๆ ต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย เวลาพวกนั้นพูดจาไม่ดีใส่ ฉันก็พยายามอดทน ไม่อยากให้แม่ไม่สบายใจ แต่ใครจะคิดล่ะว่า..."
เธอเว้นช่วงไปนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ตอนนี้ฉันคิดได้แล้ว คนเราจะยอมให้คนอื่นขี่หลังขี่คอไม่ได้"
เพราะการยอมอ่อนข้อให้ตลอด มีแต่จะทำให้คนอื่นได้ใจและเรียกร้องมากขึ้น
หลินเจาตบแขนให้กำลังใจหยวนเซียงเบาๆ พลางส่งสายตาที่สื่อว่าเธอเห็นด้วยกับความคิดนี้อย่างเต็มที่ "คิดแบบนี้สิคะถึงจะถูก"
รอยยิ้มของหยวนเซียงดูสดใสกว่าครั้งไหนๆ "อื้ม ฉันเรียนรู้เรื่องนี้มาจากเธอนั่นแหละ มันทำให้รู้สึกดีกับตัวเองมากๆ เลย"
"ตัวฉันน่ะมีเรื่องดีๆ ให้เรียนรู้อีกเพียบเลยนะคะ พี่เซียงเซียงเอาไปใช้ได้เต็มที่เลย ฉันไม่หวงวิชาหรอก" หลินเจาพูดติดตลกพลางช่วยจัดดอกไม้สีแดงบนศีรษะของหยวนเซียงให้เข้าที่ ก่อนจะหยิบเข็มกลัดรูปดาวอันสวยงามออกมาแล้วบรรจงติดลงบนอกเสื้อของเพื่อนสาว
หยวนเซียงก้มมองอย่างแปลกใจ "นี่อะไรเหรอ?"
"เข็มกลัดค่ะ เป็นเครื่องประดับเล็กๆ น้อยๆ ชอบไหมคะ?" หลินเจาสำรวจผลงานตัวเองแล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เธอตาถึงจริงๆ ที่เลือกเข็มกลัดชิ้นนี้มา เพราะมันเข้ากับหยวนเซียงได้อย่างสมบูรณ์แบบ
"ต้องแพงมากแน่ๆ เลยใช่ไหม?" หยวนเซียงลูบไล้ดวงดาวนั้นอย่างทะนุถนอม ดวงตาของเธอทอประกายระยิบระยับไม่ต่างกัน
"อย่าพูดถึงเรื่องนั้นเลยค่ะ ไม่ว่าราคาจะเป็นเท่าไหร่ ตอนนี้มันคือของขวัญจากใจฉัน" หลินเจาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"...ขอบใจมากนะเจาเจา" หยวนเซียงเอ่ยขอบคุณจากใจจริง
ของขวัญงานหมั้นจากครอบครัวหลินและซ่งช่วยเชิดหน้าชูตาให้บ้านหยวนได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะป้าใหญ่ที่หน้าบานยิ่งกว่าจานดาวเทียม ยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่
เห็นแล้วหรือยัง ข้อดีของการมีญาติฝั่งแม่ที่พึ่งพาอาศัยได้มันเป็นแบบนี้นี่เอง
เนื่องจากวันนี้เป็นเพียงพิธีหมั้น ไม่ใช่งานแต่ง จึงไม่ได้มีการจัดเลี้ยงโต๊ะจีนใหญ่โตให้สิ้นเปลือง เพราะสำหรับครอบครัวชาวนาแล้ว ค่าใช้จ่ายส่วนนั้นมันสูงเกินกว่าจะรับไหว
ครอบครัวหยวนเป็นคนเรียบง่าย ไม่ชอบทำอะไรเกินตัวอยู่แล้ว พวกเขาจึงลงขันกันทำจับฉ่ายหม้อใหญ่เลี้ยงแขกเหรื่ออย่างเต็มใจ ผักส่วนใหญ่ได้มาจากน้ำใจของเพื่อนบ้าน ส่วนเต้าหู้และวุ้นเส้นทางบ้านหยวนเป็นคนซื้อมาสมทบ ที่สำคัญคือเนื้อหมูแผ่นใหญ่ๆ ที่หลี่ซงเป็นคนซื้อมา ทำให้ทุกคนได้กินเนื้อกันอย่างจุใจคนละหลายชิ้น อิ่มเอมกันถ้วนหน้าเสียยิ่งกว่าไปกินโต๊ะจีนในภัตตาคารหรูๆ เสียอีก
เพราะต่อให้เป็นงานเลี้ยงใหญ่ ก็ใช่ว่าจะได้กินเนื้อหมูเยอะขนาดนี้
แม้แต่เด็กแฝดที่ปกติกินแต่ของดีๆ ก็ยังติดใจ ทั้งคู่นั่งล้อมวงอยู่บนม้านั่งเตี้ยกับเด็กคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน ก้มหน้าก้มตากินอย่างเอร็ดอร่อยไม่สนใจใคร
ภาพที่เหิงเป่ากำลังเคี้ยวแครอทตุ้ยๆ ซึ่งเป็นผักที่เขาเกลียดนักหนา ทำให้หลินเจาอดที่จะยกยิ้มขึ้นมาไม่ได้
ในที่สุดเจ้าลูกชายคนรองก็ยอมกินของที่ไม่ชอบแล้ว
"ยิ้มอะไร?" เสียงทุ้มๆ ของหลินซื่อชางดังขึ้นจากด้านข้าง
[จบบท]