บทที่ 392: พี่น้องแตกหัก
“ทีแรกอวี้เป่ากับเหิงเป่าอุตส่าห์ตั้งตารอจะได้กินเลี้ยง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้กิน พี่ล่ะกลัวจริง ๆ ว่าเหิงเป่าจะโพล่งออกมาให้บ้านหยวนต้องอับอาย โชคดีที่เขาทนได้ แค่ทำปากยื่นๆเท่านั้น”
หลินเจาเล่าต่ออย่างโล่งอก “ตอนแรกฉันก็นึกว่าเขาจะอาละวาดไม่ยอมกินข้าวซะแล้ว แต่ที่ไหนได้ พอได้ลองชิมเข้าไปแค่คำเดียวก็ยิ้มแฉ่งเลย สงสัยจะถูกใจน่าดู”
ส่วนที่เธอไม่ได้เอ่ยถึงอวี้เป่า นั่นก็เพราะพี่ชายคนโตนั้นฉลาดหลักแหลมและรู้จักเอาตัวรอดเสมอ เขาไม่เคยพูดจาอะไรที่จะทำให้ใครต้องเสียหน้าอยู่แล้ว
หลินเจาเองก็ลองตักเต้าหู้ในหม้อใบใหญ่มาชิมดูบ้าง รสชาติของมันช่างแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร จนเมื่อกินชิ้นแรกลงไปแล้วก็อดไม่ได้ที่จะตักชิ้นที่สองตาม
“อาหารหม้อใหญ่อร่อยกว่าของในงานเลี้ยงอีก” หลินซื่อชางเอ่ยขึ้น “เจ้าพวกนั้นไม่เคยกินก็เลยอยากรู้อยากเห็นไปงั้นแหละ พอได้ลองชิมเดี๋ยวก็รู้เอง หลานฉันถึงจะยังเด็กแต่ก็ไม่ได้โง่ซะหน่อย”
หลินเจาถึงกับไปไม่เป็นเมื่อได้ยินเช่นนั้น
…
ณ กองพลการผลิตเฟิงโซว
ร่างของกู้ฉานปรากฏขึ้นที่ปากทางเข้าหมู่บ้านในสภาพที่ใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษ
เธอเดินโซเซมาหยุดอยู่หน้าประตูบ้านของน้องชายคนที่สาม ทันทีที่สายตาเหลือบไปเห็นแม่กุญแจเหล็กที่คล้องอยู่บานประตู ขาทั้งสองข้างของเธอก็พลันหมดเรี่ยวแรง ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น
“อาฉาน?” หวังชุนฮวาที่ผ่านมาเห็นพอดีถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบปรี่เข้าไปประคองร่างนั้นขึ้นมา “นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
สายตาของเธอเหลือบไปเห็นกุญแจที่คล้องอยู่บนประตูบ้าน “แม่อวี้เป่าพาลูกๆ ทั้งสี่ไปกินเลี้ยงน่ะสิ พอดีวันนี้ลูกพี่ลูกน้องของเธอหมั้นหมาย”
“แล้วเธอล่ะ เป็นอะไรหรือเปล่า? ไปนั่งพักที่บ้านป้าก่อนดีไหม?”
ใบหน้าของกู้ฉานซีดเผือด ริมฝีปากแห้งแตกเป็นขุย ดวงตาเหม่อลอยไร้จุดหมาย เธออุตส่าห์กัดฟันสู้มาตลอดทางเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่พอเห็นแม่กุญแจเท่านั้น เรี่ยวแรงที่มีก็หายไปหมดสิ้น ต้องอาศัยให้หวังชุนฮวาช่วยพยุงร่างจึงจะยืนอยู่ได้
“คุณป้าคะ รบกวน…ส่งฉันกลับบ้านที”
หวังชุนฮวาไม่รู้ว่าเกิดเรื่องร้ายแรงอะไรขึ้นกับกู้ฉาน แต่ก็พยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน เธอตะโกนเรียกลูกสะใภ้ให้ออกมาช่วยกันพากู้ฉานกลับไปยังบ้านใหญ่ของตระกูลกู้
“แม่เฉิงหวย!”
เมื่อแม่กู้ได้ยินเสียงเรียกก็รีบออกมาดู พอเห็นว่าลูกสาวคนโตของตนอยู่ในสภาพอิดโรยโดยมีแม่ลูกสะใภ้บ้านหวังช่วยกันพยุงอยู่ก็รีบวิ่งถลาเข้าไปหา
“อาฉาน! นี่ลูกเป็นอะไรไป? ไปหกล้มที่ไหนมารึ? เจ็บตรงไหนหรือเปล่า ทำไมถึงขั้นต้องให้คนช่วยพยุงเลยล่ะ? มาๆ นั่งลงก่อน ให้แม่ดูแผลหน่อย…”
น้ำเสียงร้อนรนของเธอดังไปทั่วบริเวณ จนคนอื่นๆ ในบ้านพากันออกมาดู
“แม่คะ หนูไม่เป็นไร แค่สะดุดล้มระหว่างทางเท่านั้นเองค่ะ” กู้ฉานส่ายหน้า ปลายนิ้วจิกลงบนฝ่ามือเพื่อระงับความรู้สึกบางอย่าง เธอมองหน้าคนในครอบครัวด้วยแววตาสั่นระริก หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ ก่อนจะเค้นเสียงที่สั่นเครือออกมา “แม่คะ หนู…หนูอยากจะขอยืมเงิน ที่บ้านเรา…พอจะมีบ้างไหมคะ?”
เธอแต่งงานออกไปแล้ว ถึงแม้ตอนนั้นครอบครัวจะมอบสินเจ้าสาวให้ แต่เรื่องการแบ่งแยกบ้านช่องนั้นเธอไม่เคยรับรู้มาก่อน เพราะพ่อกับแม่เห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยจึงไม่ได้ส่งข่าวไปบอก
“ยืมเงินเหรอ? ที่บ้านจะเอาเงินที่ไหนมาให้ยืม!” กู้ซิ่งเอ๋อร์โพล่งขึ้นมาทันควันด้วยความหวาดระแวง กลัวว่าพี่สาวจะมาแตะต้องเงินสินเจ้าสาวของตน
“บ้านเราเพิ่งจะแบ่งสมบัติกันนะ เงินที่พ่อกับแม่มีอยู่ยังไม่ถึงร้อยหยวนเลย แล้วยังต้องเก็บไว้เป็นค่าสินเจ้าสาวให้ฉันอีก ถ้าให้พี่ยืมไปแล้วฉันจะทำยังไง? พี่ใหญ่! คนเราอย่าเห็นแก่ตัวนักสิ พี่เป็นผู้หญิงที่แต่งออกไปแล้ว ก็เหมือนน้ำที่สาดทิ้งไปแล้ว อย่ากลับมาวุ่นวายที่บ้านบ่อยนักเลย…”
คำพูดร้ายกาจหลั่งไหลออกมาไม่หยุด กู้ฉานได้แต่ก้มหน้าเม้มปากแน่น ไม่เอื้อนเอ่ยคำใดออกมา มีเพียงม่านน้ำตาที่เริ่มก่อตัวขึ้นในดวงตา
วาจาเชือดเฉือนของกู้ซิ่งเอ๋อร์ทำให้แม่กู้โกรธจนเลือดขึ้นหน้า เธอเงื้อมือขึ้นฟาดลงบนใบหน้าของลูกสาวคนเล็กอย่างเต็มแรง
เพียะ!
ฝ่ามือที่อัดแน่นไปด้วยความเดือดดาลประทับรอยนิ้วทั้งห้าไว้บนใบหน้าขาวผ่องนั้น
“แกไสหัวไปให้พ้น!” ใบหน้าของแม่กู้แดงก่ำ ดวงตาเองก็เช่นกัน มันเต็มไปด้วยความผิดหวังและเจ็บปวด “อาฉานเป็นพี่สาวแท้ๆ ของแกนะ! พี่เขาเจอเรื่องอะไรมา ทำไมถึงต้องมายืมเงิน…แกไม่คิดจะถามไถ่สารทุกข์สุกดิบสักคำ เอาแต่ห่วงสมบัติของตัวเอง! ทำไมฉันถึงมีลูกใจดำอำมหิตอย่างแกได้นะ! ไสหัวไปเลย! จะไปตายที่ไหนก็ไป! ไปให้ไกลๆ จากหน้าฉัน!”
กู้ซิ่งเอ๋อร์ยกมือกุมใบหน้าที่ร้อนผ่าวของตัวเอง “ไปก็ไปสิ! หนูเองก็ไม่อยากมีแม่แบบนี้เหมือนกัน!”
สิ้นคำพูดนั้น เธอก็หันไปจ้องมองมารดาด้วยสายตาเคียดแค้น ก่อนจะวิ่งกลับเข้าห้องไปคว้าข้าวของ แล้วกระแทกประตูออกจากบ้านไป
กู้อวี้เฉิงทำท่าจะวิ่งตามน้องสาวออกไป แต่ก็ถูกผู้เป็นแม่ร้องห้ามไว้เสียก่อน
“ช่างหัวมันปะไร! อยากจะไปไหนก็ไป! พ่อกับแม่จะถือซะว่าไม่เคยมีลูกสาวคนนี้!”
หารู้ไม่ว่าหลังจากที่กู้ซิ่งเอ๋อร์วิ่งออกจากบ้านไป เธอก็ตรงไปที่สำนักพิมพ์ด้วยความเดือดดาล เพื่อขอลงประกาศตัดขาดความสัมพันธ์กับครอบครัว
จ้าวลิ่วเหนียงรีบคว้าแขนสามีไว้พลางกระซิบ “ฟังที่แม่พูดเถอะค่ะ”
อันที่จริงกู้อวี้เฉิงก็ไม่ได้อยากจะตามไปอยู่แล้ว เขาจึงแสร้งทำเป็นลำบากใจแล้วยอมอยู่ต่อแต่โดยดี
กู้ฉานได้แต่มองภาพนั้นตาปริบๆ
แม่กู้นั่งลงข้างๆ กู้ฉาน แล้วหันมาถามด้วยความเป็นห่วง “อาฉาน ลูกต้องใช้เงินเท่าไหร่? เงินที่พ่อกับแม่มีอยู่ตอนนี้ก็ไม่มากนักหรอกนะ แต่พอจะรวบรวมให้ได้สักแปดสิบหยวน จะพอไหม?”
“…ไม่พอค่ะ” กู้ฉานเอ่ยด้วยใบหน้าหมองเศร้า ก่อนจะยอมเล่าความจริงออกมาในที่สุด “เซี่ยงตงบาดเจ็บค่ะ…อาการหนักมาก ตอนนี้ยังนอนอยู่ที่โรงพยาบาลอำเภอ หมอบอกว่าถ้าอยากให้หายดีต้องใช้เงินตั้งสี่ร้อยกว่าหยวน หนูรวบรวมเงินทั้งหมดที่มีในบ้านแล้วก็ได้มาแค่ร้อยกว่าหยวน พ่อกับแม่ของเขาก็ช่วยมาอีกสามสิบห้าหยวน แต่มันก็ยังขาดอีกเยอะเหลือเกิน หนูเลยต้องกลับมารบกวนที่บ้าน…”
พอได้ยินว่าลูกเขยเจ็บหนัก สีหน้าของแม่กู้ก็เปลี่ยนไปทันควัน “เซี่ยงตงเข้าไปในป่าลึกมาอย่างนั้นรึ?”
“เปล่าค่ะ” ความน้อยเนื้อต่ำใจตีตื้นขึ้นมาในอก แม้จะรู้ว่าไม่ควร แต่กู้ฉานก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเช่นนั้น “…เขาเจ็บตัวเพราะไปช่วยคนอื่น”
เรื่องของเรื่องคือสามีของเธอไปช่วยคนที่ถูกหมูป่าทำร้ายในภูเขา ตอนที่แบกร่างโชกเลือดลงมานั้น อีกฝ่ายแทบจะสิ้นลมหายใจอยู่รอมร่อ
แต่ที่น่าเจ็บใจที่สุดก็คือ…
พอครอบครัวของคนเจ็บมารับตัวไป พวกเขาก็จากไปโดยไม่มีแม้แต่คำขอบคุณสักคำ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องค่ารักษาพยาบาลเลยสักนิด
มันไม่คุ้มเลยจริงๆ
กู้ฉานรู้สึกเจ็บใจแทนสามีของเธอเหลือเกิน
แม่กู้เองก็พูดไม่ออกบอกไม่ถูก เพราะจะไปตำหนิการกระทำอันดีงามของลูกเขยก็คงจะไม่ใช่เรื่อง เธอจึงได้แต่ถอนหายใจแล้วลุกเข้าไปหยิบเงินในห้อง
เมื่อเดินกลับออกมา เธอก็หันไปพูดกับลูกชายคนเล็ก “ชิงโจว กว่าลูกจะแต่งงานก็อีกหลายปี เอาเงินส่วนนี้ให้พี่สาวเขายืมไปก่อนเถอะนะ พี่สาวกับพี่เขยของลูกขยันขันแข็งจะตาย ขอแค่ผ่านเรื่องร้ายๆ คราวนี้ไปได้ พวกเขาไม่เบี้ยวแน่นอน”
ถ้าผ่านไปไม่ได้…ไม่สิ มันต้องผ่านไปได้สิ!
“ให้ยืมก็ให้ยืมสิครับ ผมไม่ใช่กู้ซิ่งเอ๋อร์นะ ไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยเรื่องพวกนี้หรอก” กู้ชิงโจวถือโอกาสแขวะน้องสาวฝาแฝด ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องไปหยิบเงินห้าสิบหยวนที่ได้จากการแบ่งบ้าน กับเงินเก็บส่วนตัวอีกสองหยวน รวมเป็นห้าสิบสองหยวนมายัดใส่มือพี่สาว
“พี่ใหญ่รับไปเถอะครับ เรื่องพี่เขยสำคัญกว่า จะคืนเมื่อไหร่ก็ได้ อย่ากดดันตัวเองให้มากนัก”
ริมฝีปากของกู้ฉานสั่นระริก เธออยากจะเอ่ยคำขอบคุณ แต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา
หญิงสาวสูดจมูกแรงๆ พลางปาดหยาดน้ำตาที่คลอหน่วย ก่อนจะฝืนยิ้มออกมาทั้งน้ำตา
“ทำไมฉันรู้สึกเหมือนชิงโจวโตเป็นผู้ใหญ่แล้วเลยนะ…ในความทรงจำของฉัน เขายังเป็นแค่เด็กเงียบๆ ที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่เลย แต่ตอนนี้เขากลับบอกให้ฉันอย่ากดดันตัวเอง…” น้ำเสียงของเธอสั่นเครือราวกับมีก้อนอะไรมาจุกอยู่ที่ลำคอ
พ่อกู้เดินมาตบไหล่ลูกชายคนเล็กเบาๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ “ชิงโจวเป็นลูกผู้ชายเต็มตัวตั้งนานแล้ว เก่งมากลูกพ่อ”
แค่ก…คำชมนั้นทำให้กู้ชิงโจวถึงกับหน้าแดง
กู้อวี้เฉิงที่เพิ่งหยิบเงินออกมาจากห้องได้ยินบทสนทนาเข้าพอดี ก็อดที่จะพูดอย่างน้อยอกน้อยใจไม่ได้ “แล้วผมล่ะพ่อ? ผมก็ลูกพ่อนะ”
ไม่รอให้ผู้เป็นพ่อได้ตอบ เขาก็ยื่นเงินส่วนของบ้านรองให้พี่สาวเช่นกัน
“นี่ห้าสิบหยวน ค่อยๆ หามาคืนก็ได้ พวกเราไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน”
กู้ฉานลังเลที่จะรับเงินมา เพราะน้องชายคนรองมีครอบครัวให้ต้องดูแลแล้ว อีกทั้งยังเพิ่งจะแยกบ้านออกไป เธอไม่อยากสร้างความลำบากใจให้จ้าวลิ่วเหนียง
จ้าวลิ่วเหนียงที่พอจะเดาความคิดของพี่สาวสามีออกจึงเอ่ยขึ้น “รับไปเถอะค่ะพี่ ฉันไว้ใจพี่นะถึงให้ยืม พี่ไม่ใช่กู้ซิ่งเอ๋อร์สักหน่อย ถ้าเป็นยัยคนนั้นล่ะก็ ต่อให้แค่เหมาเดียวฉันก็ไม่ให้”
เมื่อเห็นความจริงใจของน้องสะใภ้ กู้ฉานจึงยอมรับเงินมาแต่โดยดี
จากนั้นเธอก็ขอกระดาษกับปากกามาเขียนใบรับสภาพหนี้ แล้วยื่นให้กับ “เจ้าหนี้” แต่ละคน
เมื่อได้เงินพอสำหรับค่ารักษาพยาบาลของสามีแล้ว กู้ฉานก็ไม่คิดจะรั้งรออยู่ที่นี่อีกต่อไป พ่อกับแม่ของเธอไม่วางใจ จึงขอให้กู้อวี้เฉิงขี่จักรยานไปส่ง
ซึ่งจักรยานคันนั้นก็คือคันที่หลินเจาให้ปังปังเข็นมาไว้ที่บ้านใหญ่เผื่อใครจะหยิบยืมไปใช้นั่นเอง
[จบบท]