บทที่ 397: เรื่องเหลือเชื่อ
กู้ชิงโจวมาเข้าใจกระจ่างแจ้งว่าบิดาของตนกำลังจะทำอะไร ก็เมื่อตอนที่พวกเขามาถึงที่ว่าการอำเภอฝ่ายทะเบียนราษฎร์แล้ว
ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตระหนก
“พ่อครับ...” น้ำเสียงของเขาแฝงความลังเลใจ
พ่อกู้ตบไหล่ลูกชายคนเล็กเบาๆ สุ้มเสียงแหบแห้งไปเล็กน้อย “ไม่ใช่พ่อกับแม่ไม่ต้องการน้องแก แต่เธอเป็นคนทิ้งเราไปเอง”
“ช่างมันเถอะ ในเมื่อเด็กคนนั้นไม่ปรารถนาจะเป็นคนของตระกูลกู้ เราก็ไม่จำเป็นต้องเหนี่ยวรั้ง”
“พ่อกับแม่ จะถือเสียว่ามีลูกสาว แค่คนเดียวก็แล้วกัน”
คำพูดประโยคนั้นจบลงพร้อมกับลมหายใจที่ถูกถอนออกมาอย่างหนักหน่วง ความเจ็บปวดฉายชัดในแววตา
กู้ชิงโจวยังคงไม่เข้าใจ “กู้ซิ่งเอ๋อร์ไปทำอะไรมาอีกครับ”
“...น้องแกไปจ้างสำนักพิมพ์ให้ลงประกาศตัดขาดความสัมพันธ์กับพวกเรา” พ่อกู้แค่นยิ้มขมขื่น
“เธอเสียสติไปแล้วหรือไงครับ!?” กู้ชิงโจวอุทานอย่างไม่อยากเชื่อ
พ่อกู้ส่ายหน้าอย่างอ่อนล้า เขาไม่อยากจะควานหาเหตุผลให้มากความอีกต่อไป จึงเลี่ยงที่จะตอบคำถามนั้น แต่เลือกที่จะยื่นเอกสารทะเบียนบ้านให้เจ้าหน้าที่พร้อมแจ้งความประสงค์ของตน
ในฐานะเจ้าบ้าน การย้ายชื่อใครสักคนออกจากทะเบียนจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนัก
ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำถึงขนาดนั้น ยังอุตส่าห์ช่วยกู้ซิ่งเอ๋อร์เปิดทะเบียนบ้านฉบับใหม่ให้เป็นการส่วนตัว อย่างน้อยที่สุดก็ไม่อาจปล่อยให้เธอกลายเป็นคนเถื่อนที่ไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎร์ได้ มิเช่นนั้นแม่กู้คงได้ทุบเขาหลังหักเป็นแน่
หลังจากจัดการธุระเรียบร้อย สองพ่อลูกจึงออกจากที่ว่าการอำเภอ ไหนๆ ก็เข้ามาในเมืองแล้ว ทั้งคู่จึงตั้งใจจะแวะไปเยี่ยมเว่ยเซี่ยงตงที่โรงพยาบาล
ทว่าเมื่อไปถึง เว่ยเซี่ยงตงกลับกำลังหลับลึกไม่ได้สติ
พ่อกู้เห็นใบหน้าของลูกเขยขาวซีดเผือดราวกับกำแพงบ้านของอวี้เป่าที่เพิ่งทาสีใหม่ก็ขมวดคิ้วมุ่น “แม่ของลูกบอกว่าเซี่ยงตงไม่เป็นอะไรแล้วนี่ ทำไมพ่อดูแล้วสภาพไม่เหมือนคนไม่เป็นอะไรเลย”
“เขาไม่เป็นอะไรแล้วจริงๆ ค่ะ คุณหมอเพิ่งแวะมาดูอาการ บอกว่าพ้นขีดอันตรายแล้ว แค่ต้องพักฟื้นให้มากๆ เท่านั้น” กู้ฉานอธิบาย
ก่อนจะเปลี่ยนประเด็นสนทนาอย่างรวดเร็ว “แล้วพ่อกับน้องเล็กเข้ามาในอำเภอทำไมกันคะ”
สีหน้าของพ่อกู้เจื่อนลงเล็กน้อย เขาตอบอ้อมแอ้ม “พอดีมีธุระนิดหน่อยน่ะ เลยแวะมาดูลูกเขยเสียหน่อย เขาไม่เป็นไรพ่อก็วางใจแล้ว งั้นเรากลับกันก่อนนะ”
พูดจบร่างสูงวัยก็ขยิบตาให้กู้ชิงโจวเป็นนัย ก่อนจะหมุนตัวเดินนำออกไปจากห้องพักผู้ป่วย
กู้ฉานรีบคว้าแอปเปิลสองผลติดมือตามออกมา
เธอยัดผลไม้สีแดงสดใส่มือของน้องชายอย่างเอาจริงเอาจัง
“นี่เป็นแอปเปิลที่พี่สะใภ้สามของเธอให้มา มีตั้งเยอะแยะ พวกเรากินกันไม่หมดหรอก เธอกับพ่อเอาไปกินระหว่างทางคนละลูกนะ”
“พี่ครับ เก็บไว้ให้เจ้าสองสือโถวกินดีกว่าครับ” กู้ชิงโจวพยายามบ่ายเบี่ยง
“พวกเขามีของตัวเองแล้ว เธอกับพ่อรีบกลับกันเถอะ เดินทางดีๆ ล่ะ” กู้ฉานเอ่ยกำชับ
“ครับ” กู้ชิงโจวรับคำ พลันนึกขึ้นได้ว่ายังไม่เห็นหน้าหลานชายทั้งสองจึงเอ่ยถาม “แล้วสองสือโถวล่ะครับ”
“พี่สะใภ้สามของเธอดูแลให้อยู่” การฝากลูกไว้กับหลินเจาทำให้เธอเบาใจกว่าฝากไว้กับพ่อแม่สามีเสียอีก เพราะที่บ้านเว่ยยังมีสะใภ้ใหญ่เว่ยอยู่ ซึ่งเธอไม่ไว้ใจนิสัยของผู้หญิงคนนั้นเลยแม้แต่น้อย คนแบบนั้นรังแกลูกๆ ของเธอได้ลงคอแน่
กู้ชิงโจวไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน เมื่อได้ยินว่าหลานชายทั้งสองปลอดภัยดี เขาก็เดินตามหลังบิดาออกไปแต่โดยดี
เสียงประตูปิดลงแผ่วเบา
เว่ยเซี่ยงตงค่อยๆ ปรือตาขึ้นอย่างมึนงง ดวงตาที่เคยคมกล้าและไม่ทุกข์ร้อนต่อสิ่งใดอยู่เสมอ บัดนี้กลับพร่าเลือนอยู่ชั่วครู่ กว่าจะปรับโฟกัสจับจ้องไปยังร่างของภรรยาได้
“...ใครมาเหรอ” เขานอนนิ่งอยู่บนเตียง เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“พ่อกับชิงโจวมาทำธุระในอำเภอน่ะค่ะ เลยแวะมาเยี่ยมคุณ” กู้ฉานใช้สำลีชุบน้ำอุ่นบรรจงเช็ดริมฝีปากที่แห้งผากของสามี
เว่ยเซี่ยงตงถามต่อ “มาทำอะไร”
กู้ฉานยื่นฝ่ามือไปปิดดวงตาของเขาเอาไว้ “อย่าเพิ่งถามอะไรมากเลยค่ะ หลับตาพักผ่อนเถอะ ยิ่งนอนหลับร่างกายก็จะยิ่งฟื้นตัวเร็วขึ้นนะคะ”
ชายหนุ่มจนคำพูด ได้แต่ยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้ม “ไปเอาทฤษฎีแปลกๆ นี่มาจากไหนกัน”
“อย่าพูดมาก ฉันรู้ก็แล้วกัน รีบหลับตาได้แล้ว” กู้ฉานเอ็ดเบาๆ
คนตัวสูงกว่าร้อยแปดสิบเซนติเมตรหลับตาลงอย่างว่าง่าย ปากก็พึมพำว่าดุจริงนะ แต่รอยยิ้มที่มุมปากกลับไม่ยอมหุบลงเลย
ภรรยาเป็นห่วงเขานี่นา!
กู้ฉานเหลือบมองรอยยิ้มบนใบหน้าสามี แววตาฉายประกายอ่อนอกอ่อนใจ ไม่รู้ว่าเขาจะมายิ้มดีใจอะไรอยู่คนเดียว
หญิงสาวนั่งลงข้างเตียง เอื้อมมือไปดึงชายผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้คนที่นอนป่วยอยู่
เว่ยเซี่ยงตงรู้สึกศีรษะหนักอึ้งราวกับจะจมดิ่งสู่ห้วงนิทราได้ทุกขณะจิต เขาพยายามฝืนเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้น “ภรรยา ผมจะหลับแล้วนะ...คุณก็ไปนอนพักซะ พรุ่งนี้ค่อยคุยกัน...”
ทันทีที่สิ้นเสียง เขาก็ผล็อยหลับไปในที่สุด
แววตาของกู้ฉานอ่อนแสงลง ก่อนจะเผยรอยยิ้มบางเบาออกมา เธอไม่สนใจว่าเขาจะได้ยินหรือไม่ แต่ก็ขานรับในลำคอ “ค่ะ”
พอได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของเว่ยเซี่ยงตงก็ผ่อนคลายลงในที่สุด
ข้างเตียงของเขายังมีเตียงว่างอีกหนึ่งหลัง คืนนี้กู้ฉานจะนอนพักค้างที่นี่ ส่วนลูกชายทั้งสองคน ตอนนี้อยู่ที่บ้านของเจาเจา
***
ณ บ้านพร้อมลานส่วนตัวหลังใหม่ในตัวเมือง
หลินเจายืนกอดอกอยู่ที่หน้าประตูห้องพลางเอ่ยเร่ง “เก็บของเสร็จกันหรือยัง ถ้ายังโอ้เอ้กันอยู่ เดี๋ยวโรงอาบน้ำก็ปิดกันพอดี”
“มาแล้วครับ มาแล้ว” เด็กแฝดจูงมือพี่น้องสือโถวออกมาจากห้อง
แขนของต้าสือโถวคล้องถุงผ้าที่บรรจุเสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยนเอาไว้
ส่วนในมือของอวี้เป่าคือถุงตาข่ายที่ใส่ของใช้ส่วนตัวของเด็กชายทั้งสี่ ไม่ว่าจะเป็นผ้าขนหนูหรือสบู่
“ไปกันเถอะ!” หลินเจาเป็นฝ่ายเดินนำหน้า
ทิ้งให้เด็กชายสี่คนที่สูงไล่เลี่ยกันเดินตามหลังเป็นขบวน
พวกเขาเดินออกมาได้ไม่นานก็พบกับซ่งอวิ๋นจิ่นที่มารออยู่ก่อนแล้ว “พี่ครับ”
สองพี่น้องสือโถวไม่เคยใช้บริการโรงอาบน้ำสาธารณะในเมืองมาก่อน การจะปล่อยให้เด็กๆ สี่คนเข้าไปกันตามลำพัง...หลินเจาย่อมไม่วางใจ เธอจึงต้องขอให้อวิ๋นจิ่นมาช่วยพาเด็กๆ เข้าไป
แน่นอนว่าซ่งอวิ๋นจิ่นไม่เคยอิดออดหากเป็นเรื่องของลูกพี่ลูกน้องคนนี้ เขารีบมาโดยไม่พูดอะไรสักคำ
ขบวนของพวกเขาจึงมุ่งหน้าไปยังโรงอาบน้ำสาธารณะ
ทันใดนั้นหลินเจาก็เอ่ยขึ้น “อวิ๋นจิ่น ฉันให้นายยืมกล้องถ่ายรูปไปเล่นสักสองสามวัน”
“!”
ซ่งอวิ๋นจิ่นชะงักฝีเท้า ดวงตาของเขาหดเล็กลงครู่หนึ่ง ก่อนจะเปล่งประกายแห่งความยินดีออกมาอย่างปิดไม่มิด น้ำเสียงของเขาสูงขึ้นอย่างตื่นเต้น “จริงเหรอครับพี่”
นี่หมายความว่าเขามีโอกาสได้ถ่ายรูปเล่นอีกแล้วใช่ไหม
“ฉันเคยพูดเล่นที่ไหนกัน ให้ฟิล์มไปด้วยสองม้วนนะ ถ้าใช้หมดก็ต้องซื้อเอง” หลินเจาหันกลับมามองเขาแวบหนึ่งแล้วเอ่ยต่อ ก่อนจะหันกลับไปเดินนำทางตามเดิม
“เฮะๆๆ...” ซ่งอวิ๋นจิ่นหัวเราะอย่างดีใจ เขารีบวิ่งตามไปสมทบ “สองม้วนก็พอแล้วครับ ขอบคุณมากนะครับพี่!”
ค่าล้างรูปไม่ใช่ถูกๆ เขาจึงไม่กล้าถ่ายรูปเยอะจนเกินไปนัก
หลินเจาแย้มยิ้มบางเบา
เมื่อมาถึงโรงอาบน้ำ เธอก็เดินแยกไปยังฝั่งของผู้หญิง
อันที่จริงเธอค่อนข้างชอบมาโรงอาบน้ำสาธารณะ เพราะมันสะดวกสบายไปเสียทุกอย่าง ไม่ต้องเสียเวลาต้มน้ำ ไม่ต้องเทน้ำทิ้ง ไม่ต้องมานั่งขัดพื้นกับอ่างอาบน้ำ แถมยังมีฝักบัวให้ใช้อาบน้ำได้อย่างสะอาดสะอ้าน ราคาก็ย่อมเยา ช่วยประหยัดแรงไปได้มากโข มิน่าล่ะใครๆ ก็อยากย้ายเข้ามาอยู่ในเมือง เพราะไม่ว่าจะทำอะไรก็สะดวกสบายไปเสียหมด
ก่อนที่หลินเจาจะก้าวเข้าไปข้างใน เธอยังได้ยินเสียงของอวิ๋นจิ่นที่กำลังกำชับเด็กๆ อยู่ “ทุกคนตามฉันมาให้ดีนะ อาบน้ำเสร็จแล้วก็รออยู่ข้างในก่อน เดี๋ยวเราค่อยออกมาพร้อมกัน”
“อื้ม” เหิงเป่าขานรับในลำคอ ดวงตากลมโตสอดส่ายมองไปรอบๆ อย่างใคร่รู้
หลังจากเข้าไปในโรงอาบน้ำแล้ว อวี้เป่าก็เอ่ยขึ้น “โรงอาบน้ำเหมือนที่เมาตั้นเล่าให้ฟังเปี๊ยบเลย พอกลับถึงหมู่บ้านเมื่อไหร่ ฉันจะไปบอกเมาตั้นว่าที่นี่ไม่เปลี่ยนไปเลย ยังเหมือนตอนที่เขาเคยมาไม่มีผิด”
“อื้อๆ” เหิงเป่าพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย
เมื่อครั้งคุณปู่ของเมาตั้นยังมีชีวิตอยู่ เขาคือเด็กชายผู้มีความสุขที่สุดคนหนึ่ง ได้กินของอร่อยๆ ได้ใส่เสื้อผ้าดีๆ แถมคุณปู่ยังพาเข้ามาเที่ยวเล่นในเมืองอยู่บ่อยครั้ง
...
ณ สถานีรถไฟ
กลุ่มชายในเครื่องแบบทหารหลายนายก้าวลงจากขบวนรถไฟ
ผู้บัญชาการหนิงกวาดสายตามองไปรอบๆ พลันรู้สึกปวดแปลบที่ศีรษะขึ้นมาเป็นระลอก ในห้วงความคิดคล้ายมีภาพบางอย่างกำลังจะฉายชัดออกมา
“ปวดหัวอีกแล้วเหรอครับ” หมอเทวดาซุนเอ่ยถามอย่างสงบ พร้อมกับหยิบซองเข็มเงินประจำตัวออกมา “ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวพอถึงบ้านพักรับรองแล้วผมจะฝังเข็มให้สักสองสามเล่ม อาการก็จะดีขึ้นเอง”
“...”
ชายผู้มีอำนาจตวัดสายตาคมกริบมองอีกฝ่ายด้วยใบหน้าเรียบเฉย ในใจนึกอยากจะถามว่าช่วยปฏิบัติกับผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตตนให้ดีกว่านี้หน่อยได้หรือไม่
พอไม่ได้ดั่งใจก็ฝังเข็ม น่ารำคาญจริงๆ
หมอเทวดาซุนมีสีหน้าอ่อนเพลียเล็กน้อย แต่ก็ยังคงส่งยิ้มตามแบบฉบับ “การกลัวหมอไม่ใช่เรื่องดีนะครับ มีอาการป่วยก็ต้องรักษา ไม่ต้องกังวลเรื่องฝีมือของผม ผมเป็นหมอมากว่าครึ่งชีวิตแล้ว ไม่เคยฝังเข็มพลาดทำร้ายใครหรอกครับ”
ผู้บัญชาการหนิงยกมือขึ้นนวดขมับของตนเบาๆ เขาไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดกับชายคนนี้อีกต่อไป
“ไปที่บ้านพักรับรองก่อนแล้วกัน”
พวกเขามาถึงก่อนเวลานัดหมาย คนที่จะมารับจึงยังมาไม่ถึง แต่ถึงกระนั้น ผู้บัญชาการหนิงกลับดูคล้ายจะคุ้นเคยกับเส้นทางเป็นอย่างดี เขาเดินนำหน้าไปอย่างมั่นคงและไม่ลังเล
เมื่อเห็นภาพนั้น ดวงตาของหมอเทวดาซุนก็หรี่ลงเล็กน้อย คล้ายจะคาดเดาบางสิ่งบางอย่างได้
[จบบท]