บทที่ 4: เหมือนโดนผีเข้า (2/2)
ในขณะนั้นเอง พ่อกู้ที่ปกติจะเงียบขรึมมาโดยตลอดก็พูดขึ้น “เรียนหนังสือมาก็เสียข้าวสุก! ต่อไปนี้ไม่ต้องไปเรียนแล้ว กลับมาทำงานที่นี่ก็แล้วกัน!”
“แม่ตบหนู พ่อก็ไม่ให้หนูไปโรงเรียน หนูเกลียดพ่อแม่!” กู้ซิ่งเอ๋อร์ตะโกนลั่น ก่อนจะวิ่งกลับเข้าไปในห้องของตัวเองแล้วร้องไห้เสียงดัง ปากก็พร่ำด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย
พ่อกู้โกรธจนตัวสั่น “ปล่อยให้มันอดข้าวสักสองวัน ใครก็ห้ามเอาข้าวไปให้”
เขาหันไปมองแม่กู้ “โดยเฉพาะคุณ”
“ในเมื่อโรงเรียนสอนให้เป็นคนดีไม่ได้ พวกเราก็จะสอนเอง!” พ่อกู้เอ่ยด้วยความผิดหวัง
หวงซิ่วหลาน พี่สะใภ้ใหญ่ และจ้าวลิ่วเหนียง พี่สะใภ้รอง กำลังช่วยกันเก็บกวาดในครัว มือไม้ขยับทำงานไม่หยุด จ้าวลิ่วเหนียงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้น “พี่สะใภ้ใหญ่ คุณว่าน้องเล็กจะได้ไปเรียนต่ออีกไหมคะ”
หวงซิ่วหลานชำเลืองมองไปข้างนอก แล้วลดเสียงลง “เห็นทีจะยากแล้วล่ะ”
นี่เป็นครั้งแรกที่แม่สามีลงไม้ลงมือกับคนรุ่นลูก ดูท่าว่าจะโกรธจัดจริงๆ คนที่ปกติใจเย็นเวลาโกรธขึ้นมานี่น่ากลัวเหมือนกันนะ
จ้าวลิ่วเหนียงยิ้มเยาะอย่างสะใจ ในใจลึกๆ แล้วเธอรู้สึกว่าน้องสาวสามีคนนี้ช่างโง่เขลาเสียจริง “ไม่ให้เรียนต่อน่ะถูกแล้วล่ะ ด้วยสมองระดับนั้น ต่อให้เรียนอีกร้อยปีก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก”
“เพลาๆ หน่อย” หวงซิ่วหลานเตือน อย่างไรเสียนั่นก็เป็นลูกสาวแท้ๆ ของพ่อแม่สามี พ่อแม่สามีจะพูดอะไรก็ได้ แต่พวกเธอที่เป็นสะใภ้ไม่สามารถทำได้
จ้าวลิ่วเหนียงจึงเงียบปากไป เธอใช้ขี้เถ้าล้างถ้วยชามไปพลาง ฮัมเพลงในลำคอไปพลางด้วยอารมณ์ดี
***
ณ กระท่อมดินของบ้านสามตระกูลกู้
หลินเจาเดินเข้าไปในห้องของลูกๆ ทันทีที่เท้าขวาก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป ฝุ่นผงบนเพดานก็ร่วงพรูลงมาพอดีกับบนศีรษะของเธอ
“…”
หมดคำจะพูด
หลินเจาใช้มือปัดฝุ่นออกจากเส้นผม ยิ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นของเธออีกครั้งว่า ตัวเธอคนก่อนหน้านี้ต้องโดนผีเข้าสิงแน่ๆ
ขนาดตอนที่ยังไม่แต่งงาน บ้านของพ่อแม่เธอยากจนข้นแค้น เธอยังร้องขอให้พ่อหาวิธีจัดเก็บบ้านให้ดูน่ามองให้ได้เลย ไม่มีทางปล่อยให้บ้านรกสกปรกแบบนี้เด็ดขาด
หลายปีที่ผ่านมานี้ช่างเหมือนกับฝันร้ายจริงๆ
เอ้อร์ไจ่เห็นแม่เข้ามาในห้องของพวกเขาก็มีสีหน้าประหลาดใจ เขาหันไปมองพี่ชาย
แต่ความสนใจทั้งหมดของต้าไจ่อยู่ที่แม่ของเขา จึงไม่ทันได้สังเกตเห็นสายตาของน้องชายที่มองมาอย่างมีความหมาย
เอ้อร์ไจ่รีบไถลตัวลงจากเตียง เดินไปหาต้าไจ่ แล้วพูดกับพี่ชายโดยไม่มองหน้าหลินเจา “พี่ครับ แม่มาที่ห้องเราทำไม”
ตลอดหลายปีมานี้ ฝาแฝดทั้งสองคนถูกเลี้ยงดูโดยแม่กู้ หลินเจาแทบไม่ได้ใส่ใจพวกเขาเลย เด็กๆ จึงไม่ค่อยสนิทสนมกับเธอเท่าไหร่นัก แต่โดยธรรมชาติแล้วเด็กๆ ก็มักจะติดแม่เป็นธรรมดา เมื่อเห็นว่าหลินเจาได้รับบาดเจ็บ พวกเขาก็รีบเข้าไปปกป้องเธอเป็นคนแรก พอแม่แสดงท่าทีดีๆ ให้เห็นบ้าง พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะอยากเข้าใกล้
หลินเจาได้ยินคำถามของเอ้อร์ไจ่ เธอจึงเอื้อมมือไปดึงแก้มของเขาอย่างแรง จนเอ้อร์ไจ่ร้องโอดโอย
“แม่ครับ!” เอ้อร์ไจ่เกรงใจน้องๆ ที่กำลังหลับอยู่ จึงอยากจะตะโกนแต่ก็ต้องกลั้นเอาไว้ เด็กชายโกรธจนหน้าแดงก่ำไปหมด แต่เพราะผิวของเขาคล้ำจึงมองไม่ค่อยเห็น
“แอบกระซิบกระซาบอะไรกันลับหลังแม่ฮึ” หลินเจาย่อตัวลงครึ่งหนึ่งแล้วถามด้วยรอยยิ้ม
ทันทีที่เธอปล่อยมือ เอ้อร์ไจ่ก็ผลักเธอด้วยความโมโห แต่เพราะยังจำได้ว่าวันนี้แม่ได้รับบาดเจ็บจึงไม่ได้ออกแรงมากนัก เขาพ่นลมหายใจออกมาอย่างขัดใจแล้ววิ่งหนีออกจากห้องไป
ต้าไจ่รักน้องชายมาก เขากลัวว่าหลินเจาจะโกรธ จึงรีบอธิบายแทนน้อง “แม่ครับ อย่าโกรธเอ้อร์ไจ่เลยนะครับ เขาไม่ได้ตั้งใจ”
หลินเจาโบกมือไปมา ยังคงยิ้มอยู่ “เอ้อร์ไจ่ตอนโกรธจนทำอะไรไม่ถูกนี่น่ารักจริงๆ”
ต้าไจ่ยืนนิ่งงันไป พอรู้ตัวว่าแม่กำลังชมว่าเอ้อร์ไจ่น่ารัก ในใจก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมาเล็กน้อย แม่ยังไม่เคยชมเขาเลยสักครั้ง
หลินเจาไม่ทันได้สังเกตเห็นอารมณ์ของต้าไจ่ เธอเดินเข้าไปใกล้เตียงไม้ ผ้าปูที่นอนบนเตียงมีสีคล้ำดำ ผ้าห่มบางๆ ที่ห่มให้ฝาแฝดก็มีลวดลายหลากสีสัน เป็นผ้าที่เกิดจากการนำผ้าชิ้นเล็กๆ ต่างสีมาเย็บต่อกัน บนนั้นยังมีคราบสกปรกสีเหลืองให้เห็นอยู่
“ซานไจ่กับซื่อไจ่เหม็นเน่าแล้วนะ” เธอพูดขึ้น
เอ้อร์ไจ่ที่เพิ่งหยิบมันเทศสองหัวมาจากห้องครัวได้ยินคำพูดนั้นเข้าพอดี เขาจ้องหลินเจาด้วยความโกรธ ในแววตามีความเปราะบางฉายผ่าน เขาร้องตะโกนเสียงดัง “ย่าต้องไปทำงาน ไม่มีเวลามาอาบน้ำให้พวกเราหรอกนะ แม่ไม่สนใจพวกเราแล้วยังจะมารังเกียจพวกเราอีกเหรอ!”
หลังจากตวาดออกไปแล้วก็รู้สึกเสียใจ เขายืดคอขึ้น ดวงตาแดงก่ำจ้องมองเธออย่างท้าทาย
[จบบท]