บทที่ 402: พ่อกลับมาแล้ว
ยายเฒ่าหนิงยังคงกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย เธอรู้สึกราวกับสมองถูกกระทบกระเทือนตอนที่หกล้ม จนทำให้เกิดภาพหลอนเห็นเรื่องประหลาดไป
ลูกชายของเธอจากไปในสมรภูมิตั้งหลายปีแล้ว ใบแจ้งข่าวการเสียชีวิตยังคงถูกเก็บไว้อย่างดีในอัลบั้มรูปเก่า ๆ
แล้วหมิงเต๋อจะกลับมาได้อย่างไร
แม่กู้เห็นพี่สาวคนสนิทยังมีท่าทีมึนงงไม่หาย จึงดึงเมาตั้นที่ดูสับสนยิ่งกว่าเข้ามาใกล้ ๆ แล้วกระซิบข้างหูเด็กชาย
“เมาตั้น ไหนลองบอกย่าซิลูกว่าเห็นพ่อใช่ไหม”
เมาตั้นเป็นเด็กฉลาดและโตเกินวัย เขาย่อมเข้าใจความนัยในบทสนทนาของผู้ใหญ่เป็นอย่างดี
ชายร่างสูงในเครื่องแบบทหารคนนั้นคือพ่อของเขา...
พ่อที่ไม่ได้ตายจากไปไหน
พ่อยังมีชีวิตอยู่...เพียงแต่หลงลืมพวกเขาก็เท่านั้น
ความคิดนั้นโยงใยไปถึงผู้เป็นแม่ คิ้วเรียวของเด็กชายลู่ตกลงทันควัน ดวงตาดำขลับที่เคยสดใสพลันมีม่านน้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาบางเบา
แม่บอกว่าจะไปตามหาพ่อ ในเมื่อพ่อยังมีชีวิตอยู่ แล้วตอนนี้แม่ไปตามหาพ่ออยู่ที่ไหนกันนะ
เขาคิดถึงแม่...
ขณะที่ความคิดกำลังฟุ้งซ่าน ร่างเล็กของเขาก็ถูกแม่กู้ดึงให้เข้าไปหยุดยืนอยู่ข้างเตียง
“เมาตั้น” แม่กู้บีบมือเล็ก ๆ ของเขาเบาๆ เป็นเชิงเรียกสติ
การปรากฏตัวของคนที่เชื่อว่าตายไปแล้วทำให้สองย่าหลานตกใจจนแทบสิ้นสติ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะไม่ว่าใครเจอเรื่องแบบนี้ก็คงมีอาการไม่ต่างกัน
เมาตั้นหลุดจากภวังค์ เขาไม่ได้มองใบหน้าของพ่อที่ดูห่างเหินราวคนแปลกหน้า แต่กลับจ้องมองผู้เป็นย่าแล้วเม้มปากแน่น ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา “ย่าครับ...นี่คือพ่อของผมเหรอครับ”
คำถามของหลานชายทำให้ยายเฒ่าหนิงตระหนักได้ในที่สุดว่าภาพตรงหน้าคือความจริง ไม่ใช่ความฝันที่เธอสร้างขึ้น
ลูกชายของเธอ...กลับมาแล้ว
ประกายแห่งความหวังฉายชัดขึ้นในดวงตาที่เคยฝ้าฟาง แสงนั้นเจิดจ้ายิ่งกว่าครั้งไหน ๆ ที่เคยเป็นมา
“หมิงเต๋อ...ลูกแม่จริง ๆ เหรอ”
หนิงหมิงเต๋อแย้มยิ้มที่มุมปาก “ผมเองครับ” ก่อนจะเอ่ยคำที่ผู้เป็นแม่รอคอยมานานแสนนาน “แม่ครับ”
ยายเฒ่าหนิงตัวชาวาบไปชั่วขณะ ก่อนที่หยาดน้ำตาแห่งความปีติจะหลั่งไหลออกมาไม่ขาดสาย เธอพยายามยันกายลุกขึ้นจากเตียง “ลูกเอ๊ย...ทำไมเพิ่งกลับมาป่านนี้”
เธอทุบตีลงบนบ่ากว้างของลูกชายเพื่อระบายความอัดอั้นตันใจ
“พ่อของลูกรอเจอหน้าลูกไม่ไหว เขาจากไปอย่างไม่มีวันสงบ”
“แล้วเมียของลูกเล่า...เธอร้องไห้เพื่อลูกจนตาแทบบอด! ไอ้ลูกใจดำ! กลับมาไม่ได้ก็ไม่คิดจะส่งจดหมายมาบอกกันสักฉบับหรือไง อย่างน้อยให้พวกเรารู้ว่าลูกยังมีชีวิตอยู่ก็ยังดี”
ยายเฒ่าหนิงร้องไห้ ไม่ใช่แค่เพราะเศร้าเสียใจแทนสามีผู้ล่วงลับ แต่ยังเสียใจแทนลูกสะใภ้ผู้โชคร้ายของเธอด้วย
ขอบตาของหนิงหมิงเต๋อแดงก่ำ เขายืนนิ่งยอมรับคำต่อว่าจากมารดาโดยไม่คิดหลบเลี่ยงหรือแก้ตัวใด ๆ
เพราะทั้งหมดเป็นความผิดของเขาเองที่ไม่สามารถดูแลครอบครัวได้
“แม่ครับ ผมขอโทษ”
คำพูดนั้นยิ่งทำให้คนเป็นแม่ปวดใจ เธอสะอื้นจนตัวโยน “ไม่ต้องพูดคำนั้น พ่อกับแม่ยอมให้ลูกไปเป็นทหาร ก็เตรียมใจไว้แล้วว่าจะไม่ได้เห็นหน้ากันอีก กลับมาก็ดีแล้วที่ยังมีชีวิตอยู่ ต่อจากนี้ไปก็ช่วยดูแลเมาตั้นให้ดีด้วย เด็กที่ขาดพ่อขาดแม่น่ะ...ชีวิตมันลำบาก”
ความลำบากที่ว่าไม่ใช่การอดมื้อกินมื้อหรือการไม่มีเสื้อผ้าดี ๆ ใส่
แต่มันคือความเจ็บปวดจากการเปรียบเทียบ...ที่เด็กคนอื่นมีพ่อแม่คอยเรียกกินข้าว แต่เขาไม่มีใครเรียก ที่เด็กคนอื่นมีพ่อพาไปล่าสัตว์ในป่า ไปว่ายน้ำจับปลาในลำธาร แต่เขาทำได้เพียงเฝ้ามองจากที่ไกล ๆ ที่เด็กคนอื่นมีกระเป๋าใบเล็กหรือผ้าพันคอฝีมือแม่ แต่เขามีเพียงรูปถ่ายของแม่ไว้ดูต่างหน้า...
ความทุกข์ของการเป็นเด็กกำพร้ามันกัดกินลึกลงไปในหัวใจ!
หนิงหมิงเต๋อมองลูกชายร่างเล็กผอมบางตรงหน้าด้วยแววตาแสบร้อน “ผมเข้าใจครับ”
“เมาตั้นเป็นลูกของผม ผมจะดูแลเขาให้ดีที่สุด”
เขาจะเป็นทั้งพ่อและแม่ที่ดีให้ลูกชายคนนี้เอง
เมาตั้นไม่ล่วงรู้ถึงความคิดของบิดา เขารู้สึกเพียงสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมาที่ตน จึงก้มหน้าลงต่ำ ปล่อยให้แพขนตายาวงอนสั่นระริก
‘อวี้เป่า เหิงเป่า…ฉันมีพ่อแล้วนะ!’
แม้ภายนอกจะดูสงบนิ่งเพียงใด แต่ภายในใจของเมาตั้นกลับเต้นรัวด้วยความดีใจ เพียงแต่เพราะความเป็นเด็กที่โตเกินวัย จึงทำให้เขาดูเยือกเย็นจนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เวลาที่คนเรารู้สึกประหม่า มักจะหาอะไรทำเพื่อกลบเกลื่อน
เมาตั้นก็เช่นกัน เขาหันรีหันขวางจะไปรินน้ำ แต่เมื่อพบว่ากาว่างเปล่าจึงคว้ามันขึ้นมาถือไว้
“เอ่อ...ผมไปตักน้ำก่อนนะครับ”
สายตาของผู้บัญชาการหนิงจับจ้องอยู่ที่ลูกชายไม่วางตา ในความคิดของคนที่เพิ่งรู้ว่าตนมีลูกชาย เด็กชายช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง หน้าตาก็หล่อเหลา ผิวพรรณถอดแบบมาจากแม่ ส่วนเค้าโครงหน้าและดวงตากลับเหมือนเขาไม่มีผิดเพี้ยน
ทหารคนสนิทเห็นเมาตั้นเดินออกไปก็รีบตามไปติดๆ นี่คือลูกชายคนเดียวของผู้บังคับบัญชา เขาต้องดูแลให้ดีที่สุด
ยายเฒ่าหนิงเอ่ยขึ้น “เมาตั้นเขาชอบลูกนะ แต่แค่ยังเขินอยู่ รอให้ได้ใช้เวลาด้วยกันสักพักเดี๋ยวก็สนิทกันไปเอง เมาตั้นน่ะเป็นเด็กที่จิตใจอ่อนโยนที่สุดแล้ว” เธอเสริมต่อ “เขาชื่นชมลูกมากนะ”
แววตาของผู้บัญชาการหนิงทอประกายแห่งความหวังขึ้นมาทันที
ยิ่งเมื่อได้ฟังจากปากหมอเทวดาซุนว่าอาการของมารดาไม่ได้ร้ายแรงอะไร เพียงพักฟื้นให้ดีก็กลับมาแข็งแรงดังเดิมได้ เขาก็พลอยโล่งใจไปด้วย
ทว่ายายเฒ่าหนิงกลับไม่ยอมนอนค้างที่โรงพยาบาล เธอรบเร้าจะกลับบ้านให้ได้ เพราะลูกชายไม่ได้กลับมานานหลายปี เธออยากจะรีบพาเขากลับไปจุดธูปเคารพหลุมศพของสามี
ผู้บัญชาการหนิงจึงต้องปรึกษาหมอเทวดาซุนอีกครั้ง เมื่อได้รับการยืนยันว่ามารดาสามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ เขาจึงพยักหน้าตกลง
“แต่วันนี้ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้เช้าผมจะพาแม่กลับบ้านนะครับ”
ยายเฒ่าหนิงยอมพยักหน้าอย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้เธอจะง่วงเต็มทีแล้ว แต่ก็ยังฝืนทนอยู่คุยกับลูกชายต่ออย่างไม่ยอมหลับยอมนอน นึกเรื่องอะไรขึ้นมาได้ก็หยิบมาพูดคุยด้วยความคิดถึง
คืนนั้น ครอบครัวกู้ถูกจัดให้พักที่บ้านพักรับรองของกองทัพ ทุกคนต่างดีใจจนเนื้อเต้น
กู้อวี้เฉิงถึงกับอุทานออกมาอย่างตื่นตาตื่นใจ “โห นี่น่ะเหรอที่พักของพวกระดับหัวหน้า โคตรหรูเลย! วันนี้มาไม่เสียเที่ยวจริง ๆ!”
พูดไม่ทันขาดคำ ฝ่ามือของแม่ก็ฟาดลงบนท้ายทอยเข้าเต็มรัก
แม่กู้มองลูกชายตาเขียว “อะไรกัน ถ้าไม่ได้มาพักที่นี่ก็แปลว่าเสียเที่ยวรึไง คนบ้านใกล้เรือนเคียงกันช่วยเหลือกันมันผิดตรงไหน ทำไมต้องคิดเล็กคิดน้อยด้วย แม่เคยสอนให้แกเป็นคนแบบนี้เหรอ”
กู้อวี้เฉิงร้องโอดโอย “โอ๊ย! แม่ ผมก็แค่พูดไปงั้นแหละ”
พ่อกู้ได้แต่หัวเราะ แล้วพากันเข้าห้องพักไป
เมื่อเข้ามาในห้อง สองสามีภรรยาก็เดินสำรวจไปรอบ ๆ อย่างตื่นตาตื่นใจ หลังจากมีเจ้าหน้าที่มาแนะนำการใช้งานสิ่งต่างๆ ให้ฟังแล้ว ความประหม่าในตอนแรกก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง
“ดีจริงๆ เลยนะคุณ” แม่กู้นั่งทิ้งตัวลงบนเตียงที่นุ่มจนแทบจะดูดร่างของนางลงไป แถมยังเด้งดึ๋งได้อีกต่างหาก “หมิงเต๋อประสบความสำเร็จขนาดนี้ พี่หนิงกับเมาตั้นก็สบายแล้วล่ะ”
เธอกระซิบถามสามี “คุณว่า...พวกเขาจะถูกรับตัวไปอยู่ด้วยกันไหม”
“แน่นอนอยู่แล้ว” พ่อกู้ตอบอย่างมั่นใจ
“ว่าแต่หมิงเต๋อเขาอยู่หน่วยไหนกันนะ...” แม่กู้พึมพำกับตัวเอง
“อย่าไปถามเชียวนะ เรื่องแบบนี้เป็นความลับสุดยอด”
“ไม่ต้องบอกฉันก็รู้หรอกน่า!” แม่กู้สวนกลับทันควัน “ฉันน่ะเป็นคนมีจิตสำนึกสูงนะ”
พ่อกู้ถอนหายใจ “ดูสิ ผมก็แค่เตือนเฉย ๆ เอง ทำไมต้องขึ้นเสียงด้วยล่ะ จิตสำนึกของเมียผมใคร ๆ ก็รู้ว่ายอดเยี่ยมที่สุดอยู่แล้ว”
คำชมนั้นทำให้แม่กู้เผลอยิ้มออกมา “เชอะ! ฉันจะไปอาบน้ำแล้ว”
เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขดังลอดออกมาจากลำคอ “ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าจะได้มานอนที่หรู ๆ แบบนี้ ได้ยินว่ามีห้องน้ำในตัวด้วย สะดวกกว่าโรงอาบน้ำรวมตั้งเยอะ ฉันจะไปลองดู เดี๋ยวคุณก็มาลองนะ”
พูดจบเธอก็หายเข้าไปในห้องน้ำ ทิ้งให้พ่อกู้คิดในใจว่าแน่นอนอยู่แล้ว อุตส่าห์มาถึงที่นี่ทั้งที...
รุ่งเช้าของอีกวัน รถจี๊ปคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาในเขตกองพลการผลิตเฟิงโซว สร้างความแตกตื่นไปทั่วทั้งหมู่บ้าน
ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างก็พากันออกมายืนมองจากที่ไกล ๆ
เมื่อประตูรถเปิดออก อวี้เป่าและเหิงเป่าก็ก้าวลงมาเป็นคนแรก
เถี่ยฉุยเห็นเพื่อนรักทั้งสองก็รีบวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหาทันที “อวี้เป่า! เหิงเป่า! พวกนายกลับมาแล้ว!!”
หยวนเป่าที่วิ่งตามมาติด ๆ ถามอย่างตื่นเต้น “พวกนายนั่งรถคันใหญ่มาเหรอ เป็นยังไงบ้าง นั่งสบายไหม”
พลางชะโงกหน้ามองเข้าไปในรถ แล้วก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นเมาตั้น “เมาตั้น! นายก็มาด้วยเหรอ ย่าของนายหายดีแล้วใช่ไหม”
เด็กชายรีบล้วงไข่ไก่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อที่ตนอุตส่าห์เก็บไว้อย่างดี แล้วยัดใส่มือเมาตั้น “เมาตั้น แม่ฉันบอกว่ากินไข่แล้วจะบำรุงร่างกาย นายเอาไปให้ย่ากินนะ ท่านจะได้หายป่วยไว ๆ”
ผู้บัญชาการหนิงก้าวลงจากรถเป็นคนสุดท้าย เขามองเด็ก ๆ ที่มารวมตัวกันแล้วเอ่ยถาม “พวกเธอเป็นลูกเต้าเหล่าใครกันบ้างล่ะ”
เด็กๆ ต่างแย่งกันแนะนำตัวเสียงเจี๊ยวจ๊าว
สุดท้ายเป็นเถี่ยหนิวที่เงยหน้าขึ้นถามอย่างสงสัย “แล้วลุงล่ะครับ ลุงเป็นใครเหรอ”
หมอเทวดาซุนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ได้แต่ยิ้มและส่ายศีรษะ ก่อนจะเปรยขึ้นมาเป็นบทกวีโบราณ “ดรุณน้อยยลพักตร์มิประจักษ์ มวลมิตรทายทัก...แขกมาแต่หนใด”
[จบบท]