บทที่ 403: “ลุงเป็นคนหรือเปล่า”
ผู้บัญชาการหนิงเหลือบมองลูกชาย ก่อนจะหันไปตอบเด็กอีกคนเรียบๆ “ฉันเป็นพ่อของเมาตั้น”
“พ่อเลี้ยงเหรอครับ” เถี่ยหนิวสวนกลับไปทันควัน
คำถามนั้นทำให้รอบข้างเงียบไปชั่วขณะ
มีเพียงเจ้าตัวเล็กที่ยังไม่รู้ว่าพูดอะไรผิดไป ดวงตากลมโตยังคงจับจ้องนายทหารร่างสูงใหญ่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“...ไม่ใช่” ผู้บัญชาการหนิงนิ่งไปอึดใจก่อนจะตอบ แล้วกล่าวเสริมให้ชัดเจน “พ่อแท้ๆ”
ดวงตาของเถี่ยหนิวเบิกกว้าง ปากอ้าค้างด้วยความตกใจ “ลุงเป็นคนหรือเปล่าครับ”
ผู้บัญชาการหนิงหรี่ตามองเด็กน้อยตรงหน้า
ช่างเป็นเด็กแสบที่ไม่รู้จักเกรงกลัวใครเลยจริงๆ นี่คงเป็นลูกชายของผู้ใหญ่บ้านสินะ ถึงได้กล้าขนาดนี้
“...ใช่”
แม้จะเป็นน้ำเสียงราบเรียบเช่นเคย แต่กลับแฝงไปด้วยพลังบางอย่างที่ทำให้เถี่ยหนิวสัมผัสได้ถึงอันตราย
เจ้าหนูน้อยหัวเราะแหะๆ พลางยกมือขึ้นเกาท้ายทอยแก้เก้อ “อ้าว ลุงยังไม่ตายนี่เอง”
เขาหันไปพูดกับเพื่อนด้วยความดีใจ “เมาตั้น ในที่สุดนายก็มีพ่อแล้ว ต่อไปงานหนักที่บ้านก็มีคนช่วยทำแล้วสิ นายจะได้มีเวลามาเที่ยวเล่นกับพวกเราเยอะๆ เลย”
ผู้บัญชาการหนิงได้ฟังแล้วก็อดรู้สึกเจ็บแปลบในใจไม่ได้
คำว่า ‘เที่ยวเล่น’ ที่เด็กคนนั้นพูดออกมา มันช่างเสียดแทงหัวใจ เวลาที่เด็กคนอื่นๆ ได้วิ่งเล่นสนุกสนาน ลูกชายของเขากลับต้องหลังขดหลังแข็งทำงานหนัก...เขารู้สึกผิดต่อลูกชายเหลือเกิน
เมาตั้นเม้มริมฝีปากแน่น เขาไม่ได้มองหน้าพ่อ แต่เหลือบมองด้วยหางตาอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะตอบกลับไปเสียงแข็ง “ฉันทำจนชินแล้ว ไม่ได้ต้องการให้ใครมาช่วยสักหน่อย”
ผู้บัญชาการหนิงไม่ได้ถือโทษโกรธเคือง เขาไม่มีสิทธิ์จะโกรธด้วยซ้ำไป เขามองลูกชายด้วยแววตาอ่อนโยนแล้วเอ่ยขึ้นด้วยความนุ่มนวล “พ่อไม่ได้ทำงานบ้านมาหลายปีแล้ว คงจะทำอะไรไม่เป็นแล้วล่ะ ให้ลูกช่วยสอนพ่อหน่อยได้ไหม”
พลขับที่จอดรถเสร็จเรียบร้อยและเดินลงมาได้ยินเข้าพอดี ถึงกับต้องพยายามกลั้นยิ้มอย่างสุดความสามารถ
เขาเป็นคนธรรมดา ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาบรรยายความรู้สึกนี้ดี...แต่ผู้บัญชาการของเขาเปลี่ยนไปมากจริงๆ
เมาตั้นเชิดคางขึ้นอย่างไว้ท่า ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธคำขอของผู้เป็นพ่อ
ข่าวพ่อของเมาตั้นกลับมาพร้อมรถยนต์สี่ล้อแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านต่างพากันวิ่งออกมาดูด้วยความตื่นเต้น กลัวว่าจะพลาดเรื่องน่าสนใจที่สุดของกองพลการผลิตเฟิงโซว
เมื่อเห็นรถจี๊ปคันโก้จอดเด่นอยู่หน้าบ้านตระกูลหนิง ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปรุมล้อมอย่างตื่นตาตื่นใจ
บางคนถึงกับยื่นมือไปลูบไล้ตัวรถแวววาว ดวงตาเป็นประกายด้วยความเหลือเชื่อ
“โอ้โห... ไม่คิดเลยว่าในชีวิตนี้จะได้สัมผัสของแบบนี้ด้วยตัวเอง คุ้มจริงๆ ที่ได้เกิดมา” พ่อหยวนเป่าพูดด้วยใบหน้าแดงก่ำ
“ดูดีมีระดับจริงๆ” ชาวบ้านอีกคนกล่าวเสริม “ขับเจ้านี่มาได้ยังไงนะ เก่งชะมัด”
ทันใดนั้น ชายคนหนึ่งก็ร้องเสียงหลงเมื่อเห็นเด็กซนกำลังปีนป่ายขึ้นไปบนฝากระโปรงรถ เขาจึงรีบคว้าตัวลงมา “ทำอะไรของแกน่ะ ถ้ามันพังขึ้นมา ขายแกทิ้งก็ยังใช้หนี้ไม่พอเลยนะ เจ้าเด็กเหลือขอเอ๊ย”
เหิงเป่าที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เอ่ยขึ้น “ไม่พังหรอกครับลุง รถคันนี้ทำจากเหล็กทั้งคัน แข็งแรงจะตายไป ถ้าลุงลองชกดูสักหมัด รับรองว่ามือลุงนั่นแหละที่จะเจ็บ”
ชายคนนั้นนึกในใจ ‘แล้วฉันจะไปชกเหล็กทำไมกัน’
เด็กที่ถูกดุเมื่อครู่ยิ้มร่าอย่างผู้ชนะ “เหิงเป่าบอกแล้วว่าไม่พัง แบร่ๆ” ว่าแล้วก็เอามือลูบรถคันนั้นซ้ำอีกทีอย่างเย้ยหยัน
ไม่นานนัก ผู้อาวุโสที่สุดในหมู่บ้านก็เดินเข้ามาสมทบ
ชายชรามองหนิงหมิงเต๋อที่บัดนี้ดูสูงใหญ่และสง่างาม ก่อนจะคลี่ยิ้มกว้างจนเห็นริ้วรอยบนใบหน้า
“หมิงเต๋อนี่เอง เจ้าหนูหมิงเต๋อกลับมาแล้วจริงๆ ด้วย”
“ฉันว่าแล้วว่าโหงวเฮ้งแกไม่ใช่คนอายุสั้น กลับมาก็ดีแล้ว เสียดายก็แต่พ่อกับเมียแกที่ไม่มีโอกาสได้เห็นวันนี้...”
“หลายปีมานี้แม่กับเมาตั้นลำบากมามาก กลับมาแล้วก็ดูแลพวกเขาให้ดีล่ะ”
ยายเฒ่าหนิงเกรงว่าลูกชายจะยังจำอะไรไม่ได้ทั้งหมด จึงเปิดหน้าต่างรถแล้วกระซิบเตือน “นี่ลุงโหย่วฝูไงลูก”
ผู้บัญชาการหนิงถอนหายใจเบาๆ
เขายังจำได้ดี
“สวัสดีครับ ลุงโหย่วฝู” เขาเอ่ยทักทาย
“เออ เออ” ชายชราพยักหน้ารับอย่างยินดี
การกลับมาของหนิงหมิงเต๋อในครั้งนี้ช่างแตกต่างจากตอนที่จากไป เขานั่งรถจี๊ปคันงามกลับมาพร้อมกับทหารคนสนิท ใครๆ ก็มองออกว่าเขาไม่ใช่เด็กหนุ่มคนเดิมอีกต่อไปแล้ว
ชาวบ้านในกองพลการผลิตเฟิงโซวส่วนใหญ่เป็นคนซื่อๆ ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย แม้จะมีคนนิสัยไม่ดีอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วก็เป็นชุมชนที่อบอุ่น พวกเขาไม่เคยรังแกครอบครัวหนิงที่เป็นคนต่างถิ่น ด้วยเหตุนี้เอง ชาวบ้านจึงกล้าที่จะเข้ามาทักทายพูดคุยด้วยความยินดีอย่างที่เห็น
เหล่าเจ้าหน้าที่พรรคประจำกองพลการผลิตต่างรีบรุดมาดู เมื่อเห็นรถจี๊ปคันใหญ่จอดเด่นอยู่ก็ถึงกับตะลึง ก่อนที่ใบหน้าจะเปี่ยมไปด้วยความยินดีและความภาคภูมิใจ
คนใหญ่คนโตที่เติบโตมาจากหมู่บ้านของพวกเขากลับมาแล้ว!
ตอนนี้แก๊งเด็กน้อยของเถี่ยหนิวกำลังมีความสุขกับการกินลูกอมที่พ่อของเมาตั้นแจกให้ รอยยิ้มบนใบหน้าแต่ละคนสดใสยิ่งกว่าแสงอรุณยามเช้า
เมื่อเถี่ยหนิวเห็นปู่ของตัวเองเดินมาแต่ไกล ก็รีบตะโกนเรียกเสียงดัง “ปู่ครับ!”
แล้วรายงานต่อทันที “พ่อของเมาตั้นกลับมาแล้วครับ ลุงหนิงใจดีที่สุดเลย ให้ลูกอมพวกเรามาเต็มกระเป๋า”
ผู้ใหญ่บ้านกวาดตามองหลานชายและเพื่อนๆ เห็นกระเป๋าเสื้อของเด็กทุกคนตุงจนแทบปริ ก็คงจะได้มาเยอะสมคำคุยจริงๆ
“สหายหนิง ต้องรบกวนคุณแล้ว” ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยขึ้นอย่างนอบน้อม
ยายเฒ่าหนิงที่ยังนั่งอยู่ในรถเอ่ยขัดขึ้น “จะเรียกสหายหนิงให้มันมากความไปทำไม เรียกชื่อไปเลยสิ ไม่ต้องเกรงใจกันหรอกน่า เขาเป็นเด็กที่โตมาในหมู่บ้านเรานี่เอง ทุกคนก็เห็นกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย อย่าทำตัวห่างเหินไปเลย”
เธอกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ต่อให้เขาจะใหญ่โตมาจากไหน แต่พอกลับมาถึงหมู่บ้าน เขาก็คือหนิงหมิงเต๋อของพวกเรา”
เมื่อเช้ายายเฒ่าเพิ่งได้รับการฝังเข็มจากหมอเทวดาซุน ตอนนี้จึงรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าเป็นพิเศษ
ผู้บัญชาการหนิงพยักหน้ารับคำมารดา “ครับ”
เมื่อคืนเขาได้คุยกับแม่นานหลายชั่วโมง ทำให้รู้ว่าที่ผ่านมาทางกองพลการผลิตคอยช่วยเหลือดูแลครอบครัวเขามาตลอด
หากไม่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากที่นี่ ครอบครัวที่มีเพียงคนแก่กับเด็กเล็กจะผ่านพ้นช่วงเวลาที่อดอยากแร้นแค้นมาได้อย่างไร มันก็เป็นเพราะน้ำใจของชาวบ้านทุกคนที่ยอมเจียดอาหารของตัวเองมาแบ่งปันให้ไม่ใช่หรือ
ผู้ใหญ่บ้านยิ้มกว้าง “ได้เลย งั้นพวกเราจะไม่เกรงใจแล้วนะหมิงเต๋อ”
แล้วจึงเอ่ยถามต่อ “ว่าแต่หมิงเต๋อ กลับมาคราวนี้แล้วจะไปอีกหรือเปล่า”
ผู้บัญชาการหนิงพยักหน้า
คำตอบนั้นทำให้ผู้ใหญ่บ้านใจชื้นขึ้นมา การที่ยังต้องกลับไปอีกหมายความว่าเขายังรับราชการทหารอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก อยู่ในกองทัพมาได้นานหลายปีขนาดนี้ ตำแหน่งต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
ผู้ใหญ่บ้านปลาบปลื้มใจยิ่งนัก
“ดี ดีจริงๆ” เขายิ้มจนแก้มปริ ใบหน้าที่กรำแดดมานานดูสว่างไสวขึ้นมา
ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้ใหญ่บ้านจะดีใจถึงเพียงนี้ ในยุคที่กฎหมายยังไม่เข้มแข็ง ความขัดแย้งระหว่างกองพลการผลิตด้วยกันเองมักเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง เมื่อก่อนเคยมีสองหมู่บ้านเปิดศึกแย่งน้ำกันจนมีคนตาย 1 คน บาดเจ็บอีก 2 คน กลายเป็นบาดหมางกันมาจนถึงทุกวันนี้
แต่กองพลการผลิตของพวกเขามีทั้งครอบครัวผู้ทรงเกียรติที่รัฐบาลยกย่อง และยังมีทหารประจำการอีกถึง 2 นาย แค่นี้ก็เพียงพอที่จะทำให้คนนอกเกรงใจ ไม่กล้ามีเรื่องด้วย
หมู่บ้านของพวกเขาจึงไม่เคยมีปัญหาเรื่องการแย่งชิงทรัพยากร
ทันใดนั้นผู้ใหญ่บ้านก็นึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ เขาตบหน้าผากตัวเองเบาๆ แล้วหันไปถาม “จริงสิหมิงเต๋อ แล้วแม่ของเธออาการเป็นยังไงบ้าง”
เขาชะเง้อมองเข้าไปในรถจี๊ป
ยายเฒ่าหนิงดูสดใสมีน้ำมีนวล ดวงตาเป็นประกาย ผิดกับคนที่เพิ่งหมดสติไปเมื่อวานลิบลับ
“ฉันสบายดี” ยายเฒ่าหนิงตอบพร้อมรอยยิ้ม “ไม่เป็นอะไรแล้ว แข็งแรงดี”
โดยนิสัยแล้วท่านเป็นคนไม่คิดมากอยู่แล้ว ยิ่งลูกชายกลับมาอย่างปลอดภัย ก็ไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องกังวลอีกต่อไป
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว” ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะหันไปเห็นชาวบ้านยังคงมุงดูรถกันอย่างกับเป็นของแปลก แถมยังจ้องผู้บัญชาการหนิงราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า เขาก็ขมวดคิ้วแล้วตวาดลั่น “มัวมาอออะไรกันตรงนี้ งานการไม่ทำกันแล้วหรือไง คะแนนงานไม่อยากได้กันแล้วใช่ไหม”
เมื่อเจอไม้นี้ที่คุ้นเคยของผู้นำหมู่บ้านเข้าไป ฝูงชนก็รีบสลายตัวทันที เรื่องสนุกก็อยากดู แต่คะแนนงานสำคัญกว่า
ส่วนกลุ่มคนที่สนิทสนมกับครอบครัวกู้เป็นพิเศษ ก็พากันเดินล้อมหน้าล้อมหลังพ่อกู้กับแม่กู้ พร้อมกับซักถามประสบการณ์การนั่งรถยนต์ไม่หยุดปาก
ยายเฒ่าหลี่เหลือบมองแม่กู้ด้วยแววตาหมั่นไส้ “แหม ไม่คิดเลยนะว่าฉันจะแพ้เธอไปอีกเรื่อง แม้แต่รถสี่ล้อเธอก็ยังได้นั่งก่อนฉัน”
“พูดจาอะไรอย่างนั้น เรียกรถสี่ล้อได้ยังไง เขาเรียกว่ารถจี๊ปต่างหาก ไม่สมฐานะเลย” แม่กู้ตำหนิเพื่อนรักเบาๆ พลางนึกขำที่ตัวเองติดคำว่า ‘สมฐานะ’ มาจากสะใภ้สาม
ยายเฒ่าหลี่ส่งเสียงขึ้นจมูก “เหอะ”
“อ้าว ทำไมทำเสียงเหมือนเหยาเป่าหลานฉันเลยล่ะ” แม่กู้หัวเราะร่วน ก่อนจะแกล้งปลอบเพื่อน “เราสองคนสนิทกันขนาดนี้ จะของฉันของเธอก็เหมือนกันนั่นแหละน่า”
“เหมือนกันที่ไหนล่ะ” ยายเฒ่าหลี่สวนกลับ “ยายเฒ่าเจ้าเล่ห์อย่างเธอนี่ร้ายกาจนักนะ ทำมาเป็นพูดเอาใจฉันเหมือนที่ปลอบหลานสาวตัวเอง ไม่ละอายแก่ใจบ้างหรือไง”
[จบบท]