บทที่ 404: พ่อกลับมาแล้ว
“อะแฮ่ม…” แม่กู้กระแอมกลบเกลื่อน
เธอทำเป็นหูทวนลมกับคำเหน็บแนมของเพื่อนรักรุ่นราวคราวเดียวกัน ก่อนจะแสร้งถลึงตาใส่ “แหม พูดไปนั่น ฉันก็นั่งทดสอบให้ก่อนน่ะสิ ถ้าวันไหนเจ้าเฉิงหวยบ้านฉันได้รถมากับเขาบ้าง มีหรือที่ฉันจะไม่เรียกเธอเป็นคนแรก”
ฟังแบบนี้แล้วค่อยอารมณ์ดีขึ้นหน่อย
ยายเฒ่าหลี่เห็นว่าคำพูดนี้พอจะฟังขึ้น จึงจ้องหน้าย้ำ “ตกลงตามนี้นะ ถ้าวันไหนลูกชายเธอได้รถประจำตำแหน่งมาเมื่อไหร่ล่ะก็ เธอต้องให้ฉันนั่งประเดิมเป็นคนแรกเลย”
“แน่นอนอยู่แล้ว” แม่กู้รับคำหนักแน่น “เราสองคนสนิทกันขนาดนี้”
ยายเฒ่าหลี่หัวเราะร่า “ดี แค่เธอจำไว้ว่าฉันน่ะเพื่อนรักอันดับหนึ่งของเธอก็พอ”
“จำได้แม่นเลยล่ะ!”
ผู้ใหญ่บ้านจัดการไล่จีนมุงให้สลายตัวไป เพียงครู่เดียวบริเวณรอบรถจี๊ปก็กลับมาโล่งกว้างดังเดิม
พอผู้ใหญ่บ้านกับคนอื่นๆ กลับไปหมดแล้ว ผู้บัญชาการหนิงก็หันมาประคองอุ้มร่างแม่ของตนเดินเข้าประตูบ้านไป
ลานบ้านหลังนี้ยังคงเค้าเดิมเหมือนวันที่เขาจากมาไม่ผิดเพี้ยน จะต่างไปก็เพียงร่องรอยความเก่าที่ฉายชัดขึ้น กับบรรยากาศอ้างว้างเงียบเหงาที่เข้ามาแทนที่ความคึกคักในวันวาน
ภาพความเปลี่ยนแปลงที่โรยราลงทำให้หัวใจของผู้บัญชาการหนิงที่ไม่ได้กลับบ้านมานานปีบีบคั้นด้วยความรู้สึกหลากหลายที่ยากจะเอ่ยเป็นคำพูด
“แม่ยังไม่อยากเข้าบ้าน” ยายเฒ่าหนิงใช้มือตบต้นแขนลูกชายเบาๆ พลางพยักพเยิดไปทางเก้าอี้เอนหลังตัวเก่า “พาแม่ไปนั่งตรงนั้นเถอะ”
ผู้บัญชาการหนิงไม่อาจขัดใจมารดาได้
เขาวางร่างท่านลงบนเก้าอี้อย่างแผ่วเบา
เมาตั้นรีบวิ่งต็อกๆ ไปหยิบผ้าห่มผืนบางมาคลุมที่ขาให้คุณย่า พลางทำแก้มป่อง พูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ย่าครับ นอนตรงนี้เดี๋ยวลมโกรกเอานะ”
“จ้ะๆ ย่าจะฟังหลานชายย่า” ยายเฒ่าหนิงแย้มยิ้มกว้างอย่างมีความสุข
ท่านเป็นคนดูแลตัวเองอย่างดี แปรงฟันสม่ำเสมอ ไม่เหมือนคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านบางคนที่ฟันหลุดร่วงไปหมดแล้ว ฟันของท่านจึงยังขาวสะอาดเรียงตัวสวย
จากนั้นเมาตั้นก็วิ่งไปรินน้ำมาให้แขก
หมอเทวดาซุนมองตามแล้วเอ่ยขึ้นด้วยความชื่นชม “เป็นเด็กที่รู้จักคิดอ่านจริงๆ”
น้ำเสียงของผู้บัญชาการหนิงแหบเครือ “ผมอยากให้แกทำตัวเป็นเด็กสมวัยมากกว่านี้ด้วยซ้ำ”
หากไม่ได้ตกอยู่ในสภาวะที่ต้องเป็นที่พึ่งให้คนอื่น จะมีเด็กวัยนี้คนไหนบ้างที่ไม่ซุกซน ไม่เอาแต่วิ่งเล่นสนุกไปวันๆ
“คุณปู่ซุนดื่มน้ำครับ คุณอาทหารดื่มน้ำครับ…” เมาตั้นชงน้ำซานจามาให้ทุกคน น้ำสีแดงสดในถ้วยดูแล้วช่างชื่นใจ
พอถึงตาพ่อบังเกิดเกล้า เด็กชายกลับมีท่าทีเก้ๆ กังๆ ยื่นถ้วยให้แล้วพูดสั้นๆ ว่า “พ่อก็ดื่มสิ”
สายสัมพันธ์พ่อลูกเพิ่งจะเริ่มต้น ทั้งสองจึงยังดูห่างเหินกันอยู่บ้าง
ต่างฝ่ายต่างไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นบทสนทนาอย่างไร
ยายเฒ่าหนิงได้แต่มองภาพนั้นแล้วอมยิ้ม
“นี่ให้พ่อเหรอ” แววตาของผู้บัญชาการหนิงทอประกายวาบด้วยความตื้นตันใจ เขายื่นสองมือไปรับถ้วยมาดื่มรวดเดียวหลายอึก “น้ำซานจานี่ อร่อยดีนะ ไปเอามาจากไหนกัน”
ยังไม่ทันที่ใครจะได้ตอบ เด็กแฝดบ้านกู้ที่วิ่งเล่นซนอยู่ในลานบ้านอย่างคุ้นเคยก็โพล่งขึ้นมา ขณะที่มือยังคงเหนี่ยวกิ่งต้นพลับเล่นอยู่
“ใช่ครับ น้ำซานจา” เหิงเป่าตอบเสียงดังฟังชัด ก่อนจะประกาศก้องอย่างภาคภูมิใจ “ฝีมือแม่ผมเอง อร่อยใช่ไหมล่ะครับ แม่ผมทำอาหารอร่อยที่สุดในโลกเลย!”
“อืม อร่อยมาก” ผู้บัญชาการหนิงพยักหน้ายอมรับ
เขาเอ็นดูเจ้าหนูฝาแฝดคู่นี้ไม่น้อยเลย
ตอนที่นั่งมาในรถด้วยกัน บรรยากาศมันช่างกระอักกระอ่วนเหลือเกิน
ถ้าไม่ได้สองเป่านี้มาช่วยไว้ เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะกล้าเปิดปากคุยกับลูกชายได้เมื่อไหร่
มิน่าล่ะ แม่กับเมาตั้นถึงได้พาทั้งคู่กลับมาด้วย ช่างเป็นตัวสร้างสีสันชั้นยอดจริงๆ
พอได้ยินคำชมจากปากพ่อของเมาตั้น สองหนูน้อยก็พากันยืดอกเล็กๆ อย่างภูมิใจ
เหิงเป่าเป็นเด็กเจ้าแผนการ เขาขยับเข้าไปใกล้เมาตั้น แล้วส่งเสียงกระซิบกระซาบ
“เมาตั้น เราไปหาหวังเย่าจู่กันไหม”
เมาตั้นหันมามองอย่างไม่เข้าใจ “ไปหาเขาทำไม”
“ก็คราวก่อนมันล้อนายนี่นา” เหิงเป่าจ้องหน้าเพื่อน “มันเคยแกล้งนายแล้วยังหัวเราะเยาะที่นายไม่มีพ่อไม่มีแม่อีก ตอนนี้พ่อนายกลับมาแล้ว เราต้องไปเยาะเย้ยมันคืนสิ”
เมาตั้นนิ่งฟัง
“อย่าเลยดีกว่า”
เขาอายุมากกว่าฝาแฝดทั้งสอง ทั้งยังโตเกินวัย การเอาคืนของเขาจึงไม่ใช่แค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างที่เหิงเป่าว่า
ครั้งนั้นที่หวังเย่าจู่ผลักเขาตกน้ำจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด คุณย่าของเขากลุ้มใจจนนอนไม่หลับไปทั้งคืน
เมาตั้นแค้นใจมาก พอร่างกายแข็งแรงดี เขาก็ไปยืมหนังสติ๊กของเหิงเป่ามาซุ่มซ้อมอยู่หลายวัน
ก่อนจะหาจังหวะเหมาะๆ สั่งสอนเจ้าเด็กนิสัยเสียคนนั้นให้หลาบจำไปอีกนาน
ช่วงไม่กี่วันมานี้ ชาวบ้านยังแอบนินทากันอยู่เลยว่าไม่เห็นหน้าหวังเย่าจู่ หลานชายหัวแก้วหัวแหวนของบ้านนั้นเลย บางคนถึงกับลือว่าสงสัยจะสำนึกผิด กลัวบ้านหนิงจะมาเอาเรื่อง เลยต้องเก็บตัวเงียบไม่กล้าออกมาเพ่นพ่าน…
เหิงเป่าเข้าใจว่าเมาตั้นยังฝังใจกลัวหวังเย่าจู่อยู่ เลยทำหน้าขึงขังปลอบใจ “ไม่ต้องกลัวหรอกน่า! พ่อนายกลับมาแล้วนะ ท่านตัวสูงตั้งขนาดนั้น สูงพอๆ กับพ่อฉันเลย แถมหมัดยังเบ้อเริ่มเทิ่ม ต้องอัดหวังเย่าจู่ซะน่วมแน่ๆ”
อวี้เป่าพยักหน้าเสริมพี่ชาย “อื้อ! พ่อเคยบอกว่า ตอนที่เรายังเล็ก การขอยืมพลังจากผู้ใหญ่มาช่วยจัดการเรื่องของตัวเอง ถือเป็นวิธีที่ฉลาดมากเลยนะ”
เมาตั้นเห็นว่าฝาแฝดพยายามเกลี้ยกล่อมเขาเต็มที่ หลังจากนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก็อดที่จะเอ่ยความจริงออกไปไม่ได้ “…ที่หวังเย่าจู่หายหน้าไปหลายวันน่ะ…เป็นฝีมือฉันเอง”
อวี้เป่าถึงกับกะพริบตาปริบๆ อะไรนะ?
ส่วนเหิงเป่าเบิกตากว้างจนแทบถลน!
คำสารภาพของเมาตั้นเหมือนเป็นการเปิดโลกใบใหม่ให้สองพี่น้อง ทั้งคู่พร้อมใจกันคว้าแขนเสื้อของเพื่อนรักเอาไว้แน่น
“เมาตั้น นายทำได้ยังไงน่ะ?!”
สองพี่น้องประสานเสียงถามด้วยความทึ่ง
เมาตั้นเองก็คาดไม่ถึงว่าเพื่อนทั้งสองจะมีท่าทีแบบนี้ ริมฝีปากที่เม้มสนิทพลันคลายออก เผยให้เห็นรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก
“พวกนายจำได้ไหมที่ฉันเคยยืมหนังสติ๊กน่ะ” เขาถามกลับ
เด็กแฝดพยักหน้าหงึกๆ
“จำได้สิ จำได้แม่นเลย นายยิงนกกระจอกได้ตั้งหลายตัว แถมยังเอามาย่างให้พวกเรากินด้วย” อวี้เป่าตอบ
เหิงเป่ารีบพูดบ้าง “ใช่ๆ เมาตั้น นกย่างฝีมือนายนี่อร่อยเหาะไปเลย วันหลังเราไปยิงกันอีกนะ” ประโยคท้ายๆ ของเขาฟังดูออดอ้อนเป็นพิเศษ
เมาตั้นพยักหน้ารับคำ “ได้สิ”
เหิงเป่าดีใจจนยิ้มแก้มปริ
บทสนทนากำลังจะออกทะเลไปอีกรอบ โชคดีที่อวี้เป่าดึงกลับมาได้ทันท่วงที “เมาตั้น เล่าต่อเร็วเข้าสิ”
เมาตั้นใช้ปลายเท้าวาดวงกลมลงบนพื้นดิน สีหน้าของเขาสงบนิ่งผิดกับเรื่องที่เล่า “ฉันใช้หนังสติ๊กยิงที่ขาของเขา ขาเขาเจ็บ จนออกจากบ้านไม่ได้ไปหลายวัน”
สิ่งที่เขาไม่ได้บอกคือ…เขาไม่ได้ยิงไปแค่นัดเดียว
อวี้เป่าไม่คิดว่าเพื่อนทำเกินกว่าเหตุเลยสักนิด ก็เจ้าหวังเย่าจู่นั่นแหละที่เริ่มก่อน เมาตั้นเกือบจะจมน้ำตายเพราะมัน
ถ้าวันนั้นเมาตั้นเป็นอะไรไปจริงๆ พ่อของเขากลับมาก็คงไม่มีโอกาสได้เจอหน้าลูกชายอีกแล้ว…
ยิ่งคิด อวี้เป่าก็ยิ่งชิงชังเด็กเกเรคนนั้นจับใจ
ส่วนเหิงเป่ามองเพื่อนด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความชื่นชม “เมาตั้น นายเจ๋งสุดๆ ไปเลย”
แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าพ่อกับแม่ไม่เคยอนุญาตให้พวกเขาแตะต้องหนังสติ๊กเลย สองบ่าเล็กๆ ก็ลู่ตกลงอย่างน่าสงสาร
เมาตั้นอยู่กับฝาแฝดมาตลอด แค่มองตาก็รู้ใจ
เมื่อเห็นเหิงเป่าทำหน้าเศร้า เขาก็เอ่ยปากปลอบ “ไม่ต้องเสียใจไป รอนายอายุครบ 7 ขวบเมื่อไหร่ เดี๋ยวฉันสอนให้เอง”
คำพูดนั้นทำให้ดวงตาของเด็กน้อยทั้งสองลุกวาวขึ้นมาอีกครั้ง
“สัญญานะ” เหิงเป่ายกนิ้วก้อยขึ้นสูง เตรียมพร้อมทำข้อตกลง
เมาตั้นยิ้มพลางยื่นนิ้วไปเกี่ยวก้อยด้วย
ทว่าอวี้เป่ากลับลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่อยากให้มันเป็นความจริง “ย่าฉันบอกว่า นายกับย่าต้องย้ายไปอยู่กับพ่อแล้วเหรอ แล้วพวกเรา…จะยังได้เล่นด้วยกันอีกไหม”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเมาตั้นจางหายไป ในใจรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมา
เขาไม่อยากจากเพื่อนรักฝาแฝดคู่นี้ไปเลย นี่คือเพื่อนแท้คู่แรกในชีวิตของเขา
“ฉัน…ไม่รู้”
อวี้เป่าเองก็ใจหายไม่แพ้กัน แต่เขาก็เข้าใจดีว่าเด็กทุกคนล้วนอยากอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว
แม่ของเมาตั้นจากไปเป็นดวงดาวบนฟ้าแล้ว ตอนนี้เขาเหลือแค่พ่อเพียงคนเดียว พ่อที่จะคอยปกป้องเขา ถ้ามีพ่ออยู่ เด็กพาลอย่างหวังเย่าจู่ก็จะไม่มีวันกล้ามาแหยมกับเพื่อนของเขาอีก!
“นายไปอยู่กับพ่อเถอะนะ พวกเราจะเขียนจดหมายไปหา” อวี้เป่าจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเมาตั้น “พอฉันกับเหิงเป่าโตขึ้น เราจะไปเยี่ยมนาย หรือไม่นายก็มาเที่ยวหาเราบ้างก็ได้”
เหิงเป่าที่กลับมาร่าเริงสดใสเหมือนเคยพูดเสริม “ให้พวกเราไปหานายนั่นแหละดีแล้ว! ถึงตอนนั้นฉันจะมีรถคันใหญ่เบ้อเริ่มเลย ไปหานายแป๊บเดียวก็ถึง เราไปกันสองคน เจอคนร้ายก็ไม่กลัว แต่นายตัวคนเดียว ถ้าเจอคนร้ายจะทำยังไงล่ะ…”
ยังไม่ทันขาดคำ ก็มีเสียงเล็กๆ ดังแทรกขึ้นจากด้านหลัง
หลี่เป่าเบะปาก ทำแก้มป่องอย่างน้อยอกน้อยใจ “…แล้วพวกพี่ไม่เล่นกับฉันเหรอ”
[จบบท]