บทที่ 405: “ได้เมียใหม่หรือยัง”
เหิงเป่าเหลือบสายตามองอย่างมีเลศนัย ก่อนจะยกมือขึ้นไพล่หลัง ทำท่าเลียนแบบคุณปู่ไม่มีผิดเพี้ยน แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุขุมเกินวัย “ไม่หรอกน่า พวกเราเป็นพี่น้องที่โตมาด้วยกันนี่นา ไม่ว่าฉันกับพี่ใหญ่จะทำอะไร ก็ไม่ลืมนายเด็ดขาด”
คำพูดไม่กี่คำก็ทำให้หลี่เป่ายิ้มออกมาได้อย่างง่ายดาย เด็กน้อยยิ้มกว้างอย่างใสซื่อแล้วเอื้อมมือไปจับมือของพี่น้องคู่แฝด
“สัญญาแล้วนะ ไม่ว่าทำอะไรต้องไปด้วยกัน”
อวี้เป่าตบไหล่หลี่เป่าเบาๆ เป็นการให้คำมั่น “สบายใจได้เลย ยังไงก็ไม่ทิ้งนายหรอก”
วงสนทนาของเด็กๆ ที่เริ่มจากเสียงกระซิบกระซาบ ค่อยๆ ดังขึ้นทีละน้อยจนกระทั่งผู้ใหญ่หลายคนได้ยินเข้าจนได้
“หวังเย่าจู่เป็นใครรึ” ผู้บัญชาการหนิงหันไปถามแม่
“ก็ไอ้บ้านที่มีลูกสาวเป็นโขยงกว่าจะมีลูกชายสักคนน่ะสิ” ยายเฒ่าหนิงตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก
เธอรู้ว่าหมิงเต๋อต้องเข้าใจ เพราะเรื่องแปลกประหลาดของตระกูลหวังเป็นที่รู้กันดี ว่ากันว่าทุกรุ่นจะมีทายาทชายเพียงคนเดียว ซึ่งกว่าจะได้มาก็ต้องมีลูกสาวนำมาก่อนไม่รู้กี่คนต่อกี่คน
“บ้านนั้นมารังแกลูกเหรอครับ” น้ำเสียงของผู้บัญชาการหนิงฉายแววขุ่นเคือง
“จะเรียกว่ารังแกซะทีเดียวก็คงไม่ใช่” ยายเฒ่าหนิงอธิบาย “เด็กมันก็ยังเล็กนัก ลูกชายคนเดียวของบ้านนั้นถูกตามใจจนเคยตัว เที่ยวแกล้งเด็กคนอื่นไปทั่วหมู่บ้านนั่นแหละ แต่เพราะเมาตั้นไม่มีพี่ชายคอยคุ้มหัว เลยโดนหนักกว่าใครเพื่อน แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่ใช่เด็กที่ใครจะมารังแกได้ง่ายๆ หรอกนะ...”
ผู้บัญชาการหนิงเม้มริมฝีปากแน่น รู้สึกเจ็บแปลบในใจ
ยายเฒ่าหนิงเห็นสีหน้าของลูกชายก็พอจะเดาความรู้สึกได้ จึงตบแขนเขาเบาๆ เป็นเชิงปลอบโยน “อะไรที่มันผ่านไปแล้วก็ช่างมันเถอะ ไม่มีใครย้อนอดีตได้หรอก จากนี้ไปวันข้างหน้ายังอีกยาวไกล ดูแลหลานฉันให้ดีๆ ก็แล้วกัน”
พูดถึงตรงนี้ จู่ๆ เธอก็นึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้
หญิงชราขยับตัวนั่งหลังตรงแน่ว จ้องเขม็งไปยังลูกชายที่นั่งสงบนิ่ง
“แกไม่ได้ไปมีเมียใหม่ที่ไหนใช่ไหม”
แววตาของเธอดูจริงจังเสียจนน่ากลัว ราวกับว่าหากหนิงหมิงเต๋อพยักหน้ายอมรับ ยายเฒ่าคงได้ลุกขึ้นมาตบกะโหลกเขาสักแปดเก้าที
“...ไม่ได้มีครับ” ผู้บัญชาการหนิงตอบเสียงเรียบ พลางถอนใจเบาๆ
เขาจะไปหาภรรยาใหม่มาจากที่ไหนได้
ในเมื่อความทรงจำขาดหายไปเป็นช่วงๆ เขาจะกล้าไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กับใครได้อย่างไร เกิดตัวเองมีลูกมีเมียรออยู่ที่บ้านแล้วจะทำยังไง
“ไม่มีก็ดีแล้ว” ยายเฒ่าหนิงผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก
เธอมองสำรวจลูกชาย “ยังดีที่แกแค่ความจำเสื่อม ไม่ได้เสียสติไปด้วย”
หากหมิงเต๋อไปสร้างครอบครัวใหม่ที่อื่น หัวใจของเมาตั้นคงต้องแตกสลาย และรอยร้าวระหว่างพ่อลูกคู่นี้คงไม่มีวันประสานกันได้อีกเลยตลอดชีวิต...
ผู้บัญชาการหนิงเลือกที่จะเงียบ
เมาตั้นแม้จะคุยอยู่กับพี่น้องฝาแฝด แต่ก็แอบเงี่ยหูฟังบทสนทนาของผู้ใหญ่ตลอด เมื่อได้ยินเช่นนั้น มุมปากเล็กๆ ก็ยกยิ้มขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
แม่เลี้ยงใจร้ายจะตายไป เขาไม่อยากได้แม่เลี้ยงหรอก
อวี้เป่าที่ไม่ได้กลับบ้านเมื่อคืน เริ่มกระสับกระส่ายเพราะความคิดถึงน้องๆ เขาจึงหันไปชวนเพื่อนๆ “ฉันจะกลับบ้านแล้ว พวกนายจะไปเล่นกันต่อไหม”
สำหรับเหิงเป่ากับหลี่เป่าแล้ว คำตอบนั้นชัดเจนอยู่ในตัว พวกเขาย่อมตามพี่ใหญ่อยู่แล้ว
มีเพียงเมาตั้นที่ยังลังเล
“ไปเถอะลูก” ยายเฒ่าหนิงมองออกว่าหลานชายอยากไปเล่น จึงโบกมือไล่เบาๆ “ที่บ้านคนเยอะแยะ ย่ามีคนดูแลอยู่แล้ว ไปเล่นให้สนุกเถอะ”
เมาตั้นชำเลืองมองพ่อแวบหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเดินตามอวี้เป่าและเพื่อนๆ ออกจากบ้านไป
เมื่อเด็กๆ ลับสายตาไปแล้ว ยายเฒ่าหนิงก็ชี้ไปยังห้องว่างห้องหนึ่ง พลางสั่งลูกชาย “ห้องโน้นยังว่างอยู่ เพิ่งทำความสะอาดไปไม่กี่วันก่อน เหลือแต่เครื่องนอนที่ยังไม่ได้เอาไปตากแดด วันนี้แดดดี แกเอาไปตากซะ จะได้ให้สหายซุนกับเสี่ยวจวงเขาพัก”
เนื่องจากภารกิจของผู้บัญชาการหนิงยังไม่ลุล่วง และสุขภาพของยายเฒ่าหนิงก็ยังไม่แข็งแรงดีนัก พวกเขาจึงต้องพักอยู่ที่นี่ไปก่อน จนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย
“ครับแม่” หนิงหมิงเต๋อตอบรับแล้วเดินตรงไปยังห้องดังกล่าว
แต่มีหรือที่ทหารคนสนิทจะยอมให้เจ้านายลงมือทำงานบ้านเอง เขารีบก้าวตามไปติดๆ “ท่านผู้บัญชาการครับ เดี๋ยวผมจัดการเอง...”
ทางด้านชาวบ้านกองพลการผลิตเฟิงโซวที่มามุงดูเหตุการณ์ แม้จะสลายตัวกลับบ้านกันไปแล้ว แต่หัวใจของพวกเขายังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องของบ้านหนิงไม่ไปไหน
หลายคนพากันไปรุมล้อมพ่อกู้แม่กู้เพื่อซักไซ้ไล่เลียงอย่างเอาเป็นเอาตาย
บ้างก็ถามถึงเบื้องหลังการกลับมาพบกันของสองแม่ลูก บ้างก็สงสัยว่าทำไมหนิงหมิงเต๋อถึงหายหน้าไปหลายปี เขาได้ดิบได้ดีเป็นถึงนายทหารใหญ่จริงหรือ แล้วไปมีครอบครัวใหม่ที่อื่นหรือเปล่า สุดท้ายแล้วจะพายายเฒ่าหนิงกับหลานชายย้ายออกไปจากหมู่บ้านนี้เลยหรือไม่
สารพัดคำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวถูกยิงออกมาไม่ยั้งจากทุกทิศทุกทาง เล่นเอาสองสามีภรรยาบ้านกู้ถึงกับปวดขมับ
ครั้นจะตอบส่งๆ ไปก็ไม่ได้
เพราะชาวบ้านพวกนี้ไม่ต่างจากเครื่องกระจายเสียงชั้นดี แถมยังมีความสามารถในการต่อยอดจินตนาการได้อย่างน่าทึ่ง เพียงแค่ได้ยินข้อมูลมาแบบงูๆ ปลาๆ ก็สามารถนำไปขยายความต่อจนกลายเป็นเรื่องเป็นราวที่ฟังดูน่าเชื่อถือได้อย่างไม่น่าเชื่อ
สองสามีภรรยาบ้านกู้จึงต้องรับบทเป็นผู้ให้ข้อมูลจำเป็นอย่างอดทน
“...พวกเขาเจอกันที่ไหนน่ะรึ ก็ที่โรงพยาบาลน่ะสิ จะมีที่ไหนอีกล่ะ”
“แล้วหมิงเต๋อได้เป็นใหญ่เป็นโตจริงไหม โอ๊ย ไม่ต้องถามเลย แน่นอนอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่คนใหญ่คนโต จะมีรถจี๊ปขับได้ยังไง”
“นั่งรถจี๊ปสบายไหมเหรอ จะเหลือเหรอ สบายกว่าขี่จักรยานตั้งเยอะ แถมยังเร็วจี๋เลยนะ จากโรงพยาบาลในอำเภอมาถึงหมู่บ้านเรา ใช้เวลาแค่แป๊บเดียวเอง!”
“แล้วเมาตั้นกับย่าเขาจะย้ายไปอยู่ด้วยกันไหม แน่นอนสิ ต่อไปนี้ทั้งย่าทั้งหลานจะได้สุขสบายกันเสียที มีแต่เรื่องดีๆ เข้ามาไม่ขาดสายแน่”
“ส่วนที่ถามว่าทำไมหมิงเต๋อถึงไม่กลับมาตั้งหลายปีน่ะเหรอ... มันเป็นเรื่องของโชคชะตาน่ะ เขาประสบอุบัติเหตุที่ศีรษะ ความจำเสื่อมจนจำไม่ได้แม้แต่ชื่อตัวเอง แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าที่บ้านมีใครรออยู่บ้าง จนกระทั่งได้เจอยายเฒ่าหนิงที่โรงพยาบาลนั่นแหละ ความทรงจำถึงได้กลับมา”
...
แม่กู้รับหน้าที่เป็นกระบอกเสียงหลัก โดยมีพ่อกู้คอยพยักหน้าสนับสนุนและช่วยเสริมรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งก็มากพอที่จะสนองความอยากรู้อยากเห็นของชาวบ้านได้อย่างถ้วนหน้า
เมื่อได้รับข้อมูลจนหนำใจแล้ว ทุกคนก็แยกย้ายกลับไปทำงานของตนด้วยท่าทีคึกคักเป็นพิเศษ
ข่าวสารในกองพลการผลิตนั้นเดินทางเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง เพียงไม่นาน กองพลการผลิตใกล้เคียงทั้งหมดก็รับรู้โดยทั่วกันว่า—
ที่กองพลการผลิตเฟิงโซว บ้านหนิงซึ่งเป็นครอบครัวทหารผู้ได้รับการยกย่องนั้น ลูกชายของพวกเขากลับมาแล้ว! เขายังไม่ตาย แถมยังกลายเป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูงที่มียศใหญ่กว่านายอำเภอเสียอีก!
ข่าวนี้ดังกระฉ่อนไปไกลถึงที่ทำการคอมมูน
ผลก็คือ ในการประชุมใหญ่ซึ่งมีตัวแทนจากสิบกว่ากองพลการผลิตเข้าร่วม ผู้ใหญ่บ้านของกองพลการผลิตเฟิงโซวกลับกลายเป็นดาวเด่นของงาน เขาถูกผู้คนห้อมล้อม ประเคนคำถามใส่หน้าไม่หยุดหย่อน
เรียกได้ว่าเฉิดฉายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ขนาดผู้ใหญ่บ้านที่ปกติวางตัวเรียบง่ายมาตลอด ยังอดที่จะยืดอกอย่างภาคภูมิใจไม่ได้
...
หลินเจาเพิ่งจะล่วงรู้ข่าวใหญ่เรื่องนี้ก็ตอนที่เลิกงานกลับมาถึงบ้าน
พ่อผู้ให้กำเนิดของเมาตั้นยังมีชีวิตอยู่ และกลับมาแล้วอย่างนั้นหรือ!
ในนิยายต้นฉบับไม่มีเรื่องนี้อยู่เลย
ดูท่า...นี่จะเป็นเนื้อเรื่องพิเศษที่ไม่ได้ถูกกล่าวถึงในนิยายสินะ
ถึงกระนั้น เธอก็รู้สึกยินดีกับเมาตั้นจากใจจริง “ดีจริงๆ เลยนะ”
เมาตั้นเงยหน้าขึ้นสบตากับรอยยิ้มอบอุ่นของคุณอาหลิน ใบหูเล็กๆ ของเขาก็พลันแดงระเรื่อ ก่อนจะเผยรอยยิ้มขวยเขินออกมา
ใช่แล้ว...มันดีจริงๆ
เขายังเล็กเกินไปที่จะดูแลย่าได้ดีเท่าที่ควร การมี ‘เจ้าคนตัวโต’ คนนั้นอยู่ด้วย อย่างน้อยย่าของเขาก็จะได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสุขสบายเสียที!
หนิงหมิงเต๋อ ผู้ได้รับฉายา ‘เจ้าคนตัวโต’ ไปโดยปริยาย: “...”
สำหรับคนที่หัวใจเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกผิดต่อลูกชาย อย่าว่าแต่ฉายาเล่นๆ เลย ต่อให้ลูกชายจะเรียกชื่อเขาห้วนๆ เขาก็พร้อมจะขานรับอย่างเต็มใจ
ก่อนกลับบ้าน หลินเจาได้แวะที่ภัตตาคารของรัฐ และเมื่อเห็นว่ามีเนื้อหัวหมูวางขาย เธอจึงตัดสินใจซื้อกลับมาด้วยถึง 2 ชั่ง
ส่วนเมื่อเช้านี้ ทันทีที่เธอไปถึงสหกรณ์ฯ หลี่เฟินเพื่อนร่วมงานก็รีบนำปลาดาบเงิน 2 ตัวมาให้ บอกว่าสามีเธอตื่นแต่เช้าไปต่อคิวซื้อมาจากร้านขายอาหาร แต่ซื้อมามากเกินไป เลยแบ่งมาให้
หลินเจารับน้ำใจนั้นไว้ พร้อมกับคิดในใจว่าพรุ่งนี้จะนำแอปเปิลสัก 1 ชั่งไปให้เป็นการตอบแทน
ปลาดาบเงินเป็นของดีมีราคา แอปเปิลเองก็เป็นผลไม้ที่หาซื้อได้ยากไม่แพ้กัน
“...สามหน่อ ฝากดูแลเมาตั้นด้วยนะ ถ้าหิวก็หาอะไรกินกันก่อนได้เลย เดี๋ยวแม่ไปรับน้องๆ แป๊บเดียว”
หลี่เป่าหัวใจพองโตด้วยความยินดีที่ถูกนับรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพี่น้องฝาแฝด เขาขานรับเสียงดังฟังชัด “ได้เลยครับ!”
อวี้เป่ากับเหิงเป่าที่ถูกชิงตอบตัดหน้าไป รู้สึกหมั่นไส้เล็กๆ จึงได้แต่เหลือบมองหลี่เป่าตาเขียวปั้ด ก่อนจะพยักหน้ารับคำ
เหิงเป่าเหลือบไปเห็นกล่องข้าวในมือแม่พอดี จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “แม่ครับ ในนั้นมีของกินใช่ไหมครับ ผมได้กลิ่นหอมๆ ลอยออกมาด้วย”
หลินเจาที่กำลังจะหมุนตัวเดินออกไปถึงกับชะงัก เธอหันกลับมาดีดจมูกเจ้าลูกชายตัวดีเบาๆ “จมูกดีอย่างกับหู่โพเลยนะเรา แค่ปิดฝาไว้ก็ยังได้กลิ่น”
เหิงเป่ารีบคว้าชายเสื้อของแม่ไว้แล้วเขย่าไปมา พร้อมกับส่งเสียงออดอ้อน “แม่ค้าบ~~”
“...เนื้อหัวหมูน่ะ” หลินเจาตอบพลางหัวเราะในความช่างอ้อนของลูกชาย
ดวงตาของเหิงเป่าเป็นประกาย เขาเลียริมฝีปากแผล็บๆ “ยังไม่เคยกินมาก่อนเลยครับ”
เด็กคนอื่นๆ ที่ได้ยินต่างก็มีสีหน้าอยากรู้อยากลองไม่ต่างกัน
[จบบท]