บทที่ 407: สิ้นเปลืองเกินไปแล้ว!
หลินเจาเหลือบมองผักสดเต็มตะกร้าที่จ้าวลิ่วเหนียงหอบมา “เอามาให้ฉันเหรอคะพี่สะใภ้รอง”
“ใช่จ้ะ” จ้าวลิ่วเหนียงเอ่ยอย่างเก้อเขิน “ที่บ้านไม่มีของดีอะไรหรอก มีแต่ผักนี่แหละที่เยอะหน่อย ฟักทองลูกนี้ใหญ่ที่สุดในสวนเลยนะ เชียนเป่ากับเหยาเป่าชอบกินโจ๊กฟักทองไม่ใช่เหรอ ลูกนี้หวานเจี๊ยบเลย เอาไปต้มให้เด็กๆ กินนะ”
อันที่จริงเธอก็รู้ดีว่าผักไม่กี่อย่างนี้เทียบไม่ได้เลยกับน้ำมันที่อยากจะมาขอแลก แต่จะให้ทำอย่างไรได้ ที่บ้านไม่มีของมีค่าอะไรเลยจริงๆ
สำหรับชาวบ้านอย่างพวกเขา เงินทองเป็นของหายาก ตั๋วปันส่วนก็ไม่มี เงินสดก็ไม่พอใช้ ชีวิตในแต่ละปีจึงมีแต่ความฝืดเคือง
“ผักที่พี่ปลูกนี่ดูสดน่ากินจังเลยค่ะ” หลินเจาเอ่ยชมเพื่อทำลายความกระอักกระอ่วน
ที่สวนหลังบ้านของเธอเองก็มีแปลงผักเล็กๆ แต่ก็ปลูกไว้ไม่กี่ชนิด หากวันไหนอยากกินอะไรที่แตกต่าง ก็จะนำของไปแลกกับเพื่อนบ้าน
พอเห็นว่าน้องสะใภ้ไม่ถือสา จ้าวลิ่วเหนียงก็รู้สึกสบายใจขึ้น “พี่ก็มีดีแค่เรื่องทำสวนนี่แหละ”
ไม่นานทั้งสองก็เดินมาถึงลานบ้านหลังใหม่ของตระกูลกู้
อวี้เป่ากับน้องๆ เพิ่งจัดการเนื้อหัวหมูในชามจนเกลี้ยง เด็กชายอวี้เป่าเป็นเด็กขยันขันแข็ง เขาล้างชามและตะเกียบของตัวเองจนสะอาดเอี่ยมแล้วนำไปเก็บเข้าที่เรียบร้อย ตอนนี้กำลังนั่งล้อมวงอ่านหนังสือนิทานภาพกับเหิงเป่าและน้องๆ อยู่
พอเห็นแขกมาเยือน เด็กๆ ก็พากันส่งเสียงทักทายเจื้อยแจ้ว
“ขยันอ่านหนังสือกันจังเลยนะ” จ้าวลิ่วเหนียงเอ่ยอย่างชื่นชม “สมแล้วที่เป็นลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น รักเรียนกันทั้งบ้านจริงๆ”
อวี้เป่าเพียงแค่ยิ้มรับอย่างสุภาพ
แต่เหิงเป่ากลับรีบชิงพูดอวด “พวกเราเป็นลูกของพ่อกับแม่นี่ครับ ก็ต้องรักการเรียนรู้เหมือนพ่อกับแม่อยู่แล้ว” พูดจบก็ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือต่อทันที
หลินเจาเดินเข้าครัวไปหยิบเหยือกน้ำมันออกมา แล้วรินแบ่งให้จ้าวลิ่วเหนียงไป 4 เหลี่ยง
จ้าวลิ่วเหนียงนึกว่าจะได้สัก 2 เหลี่ยงก็ดีถมไปแล้ว ไม่คิดว่าน้องสะใภ้จะใจกว้างถึงเพียงนี้ ได้ยินว่าพวกคนงานในเมืองยังได้ตั๋วน้ำมันเดือนละ 4 เหลี่ยงเอง! ปริมาณเท่านี้ถ้าใช้อย่างประหยัดหน่อยคงอยู่ได้เป็นเดือน
“น้องสะใภ้ มีอะไรให้พี่ช่วยไหม” จ้าวลิ่วเหนียงรับเหยือกน้ำมันมาด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข ดวงตาเปล่งประกายสดใส “พี่ช่วยซักผ้าให้เอาไหม ผ้าปูที่นอนก็ได้นะ ไม่ต้องเกรงใจเลย พี่สะใภ้ใหญ่เขาไม่ว่าง แต่พี่ว่างนะ พวกเราคนบ้านนอกมีเรี่ยวแรงเหลือเฟือ อย่าได้เกรงใจ ใช้งานพี่ได้เต็มที่เลย!”
หลินเจาฉีกยิ้มกว้าง “มีผ้าปูที่นอนที่เพิ่งเปลี่ยนพอดีเลยค่ะ...”
“เดี๋ยวพี่จัดการเอง!” จ้าวลิ่วเหนียงรับคำอย่างกระตือรือร้น
อวี้เป่ารีบวิ่งเข้าไปในบ้านแล้วลากตะกร้าไม้ไผ่ใบใหญ่ออกมา ข้างในอัดแน่นไปด้วยผ้าปูที่นอนและปลอกผ้านวม เด็กชายเงยหน้าขึ้นบอก “ป้าสะใภ้รองครับ ทุกอย่างอยู่ในนี้หมดแล้ว”
ครอบครัวของหลินเจามีสมาชิกหลายคน เวลาเปลี่ยนผ้าปูทีจึงต้องเปลี่ยนพร้อมกันถึง 3 ชุด นี่ยังรวมของห้องรับแขกที่เธอเพิ่งเปลี่ยนไปด้วย ตะกร้าจึงเต็มแน่นขนาดนี้
“ได้เลยจ้ะ” จ้าวลิ่วเหนียงไม่ได้มองว่ามันเป็นงานหนัก ตรงกันข้าม เธอกลับทึ่งกับลวดลายอันสวยงามของผ้าปูที่นอนเหล่านี้ ทั้งหมดดูใหม่เอี่ยม แทบไม่มีรอยปะชุนเลยสักนิด ผิดกับของที่บ้านเธอลิบลับที่เก่าจนเวลาซักต้องเบามือที่สุด มิฉะนั้นอาจขาดวิ่นคามือได้
“ผ้าปูที่นอนพวกนี้สวยจังเลยนะ” เธอพึมพำด้วยความชื่นชมระคนอิจฉา แต่ก็หาได้มีความริษยาไม่
ก็ของที่ได้มาจากการจับรางวัลนี่นา จะไม่ดีได้อย่างไร แถมลวดลายก็ยังสวยงามเรียบง่าย ไม่ฉูดฉาดจนเกินไปด้วย
“มันเป็นผ้าเกรดรองน่ะค่ะพี่” หลินเจายิ้มตอบ
“ถึงเป็นของมีตำหนิก็ยังดีกว่าไม่มีเลยนะ คนทั่วไปอยากจะได้ยังหาซื้อไม่ได้เลย” จ้าวลิ่วเหนียงว่า เพราะตั๋วผ้าสมัยนี้หายากยิ่งกว่าตั๋วน้ำตาลเสียอีก
ทันใดนั้น อวี้เป่าก็นำสบู่หอมก้อนหนึ่งมาใส่ลงในตะกร้า “ป้าสะใภ้รองครับ ต้องใช้สบู่หอมซักนะครับ แม่ผมชอบให้ผ้าปูที่นอนหอมๆ”
คำพูดของหลานชายทำเอาจ้าวลิ่วเหนียงถึงกับเบิกตากว้าง หัวใจบีบรัดด้วยความเสียดาย
นี่มันเด็กผลาญสมบัติชัดๆ! แค่ซักผ้าปูที่นอนไยต้องใช้ของสิ้นเปลืองอย่างสบู่หอมด้วย!
“โอ๊ย จะเปลืองสบู่ไปถึงไหนกันลูก ใช้ผลจ้าวเจี่ยวซักมันก็สะอาดเหมือนกันนั่นแหละ” เธอลูบก้อนสบู่ที่พร่องไปแล้วเกือบครึ่งด้วยความเจ็บปวดใจ
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่ ที่บ้านเราไม่ขาดสบู่หอม” หลินเจาบอก
คำพูดนั้นทำให้จ้าวลิ่วเหนียงพูดอะไรไม่ออก
…ก็จริงของเธอ น้องสะใภ้ทำงานเป็นพนักงานขายในสหกรณ์การค้าและการตลาด ต่อให้ใครขาดแคลนของใช้ แต่ครอบครัวเธอไม่มีวันขาดอยู่แล้ว
เมื่อคิดได้ดังนั้น จ้าวลิ่วเหนียงจึงเลิกพูดจาให้มากความ มือหนึ่งประคองเหยือกน้ำมันไว้อย่างดี ส่วนอีกมือก็หิ้วตะกร้าผ้าเดินออกจากบ้านไป เธอตั้งใจว่าจะเอาเหยือกน้ำมันล้ำค่านี้กลับไปเก็บที่บ้านให้เรียบร้อยก่อน แล้วจากนั้นค่อยไปที่ริมแม่น้ำเพื่อซักผ้ากองโต
จ้าวลิ่วเหนียงรู้ดีว่าผ้าปูที่นอนสีสันสดใสของบ้านสามนั้นเป็นที่จับตามอง เธอจึงเลี่ยงที่จะไปนั่งซักรวมกับกลุ่มชาวบ้าน แต่เลือกมุมสงบข้างโขดหินใหญ่ก้อนหนึ่ง แล้วลงมือซักผ้าอย่างขะมักเขม้น
โอ๊ย...เนื้อผ้าดีๆ แบบนี้ แค่ได้สัมผัสก็มีความสุขแล้ว
แม้จะทำงานจนเหงื่อไหลไคลย้อย แต่ใบหน้าของเธอกลับประดับด้วยรอยยิ้มอย่างเบิกบานใจ
เมื่อซักผ้าเสร็จและกำลังจะเดินกลับ ทันทีที่มาถึงหน้าประตูบ้านตระกูลกู้ เธอก็ได้กลิ่นหอมกรุ่นที่โชยออกมาอย่างรุนแรงจนแทบทำให้คนเคลิ้มได้
พอผลักประตูเข้าไปในลานบ้าน ก็เห็นภาพเจ้าตัวเล็กหลายคนกำลังเกาะขอบหน้าต่างห้องครัว ชะเง้อคอมองเข้าไปข้างในอย่างใจจดใจจ่อ ข้างๆ กันนั้นมีสุนัขตัวใหญ่และตัวเล็กอย่างละตัว ส่วนเจ้าลิงจินซือโหวที่ชื่อเสี่ยวจินก็นั่งขัดสมาธิอยู่บนหัวของอวี้เป่า มันขยับตัวยุกยิกแล้วใช้มือตบหัวหลานชายเบาๆ ท่าทางดูตื่นเต้นไม่แพ้กัน
“...ทำอะไรกันอยู่น่ะ” จ้าวลิ่วเหนียงอุ้มอ่างไม้เข้ามาถาม
“แม่กำลังทอดปลาดาบเงินอยู่ครับ!” เหิงเป่ารีบหันมาตอบ
“ปลาดาบเงิน?” จ้าวลิ่วเหนียงขมวดคิ้ว เธอไม่เคยได้ยินชื่อปลาชนิดนี้มาก่อน และแน่นอนว่าไม่เคยกินด้วย คาดว่าคงเป็นอาหารของคนในเมืองอีกตามเคย
เธอไม่ได้ซักไซ้ต่อ แต่เดินตรงไปยังสวนหลังบ้าน เช็ดราวตากผ้าจนสะอาดแล้วจึงบรรจงตากผ้าปูที่นอนและปลอกผ้านวมจนเรียบร้อย ก่อนจะเดินกลับออกมาที่ลานหน้าบ้านอีกครั้ง
“น้องสะใภ้สาม!” เธอตะโกนบอก “พี่ตากผ้าให้หมดแล้วนะ ตอนเย็นอย่าลืมเก็บล่ะ พี่กลับก่อนล่ะ”
สิ้นเสียงของเธอ หลินเจาก็เดินออกมาจากห้องครัวพอดี ในมือถือชามกระเบื้องใบหนึ่ง
“ขอบคุณมากนะคะพี่สะใภ้รอง นี่ปลาทอดสองสามชิ้น พี่ยกกลับไปกินนะ” หลินเจายื่นชามใส่มือพี่สะใภ้รองแล้วรีบหันกลับเข้าครัวไป
กลิ่นหอมของอาหารทอดนั้นรุนแรงยั่วน้ำลายเพียงใดคงไม่ต้องบรรยายให้มากความ สำหรับจ้าวลิ่วเหนียงผู้โหยหาน้ำมันมานาน กลิ่นที่ปะทะเข้าจมูกเต็มๆ นี้ทำให้เธอแทบจะล้มทั้งยืน
เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ ราวกับจะกักเก็บทุกอณูของความหอมไว้ในปอด เธอกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ พยายามละสายตาจากปลาทอดสีเหลืองทองในชามไปมองน้องสะใภ้ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นยินดี
“ขอบใจมากนะน้องสะใภ้! เดี๋ยวพี่จะให้ปังปังกับไหลเม่ยมาช่วยเก็บฟืนให้นะ จะกองไว้ให้สูงๆ เลย รับรองว่าเธอมีใช้ไปตลอดหน้าหนาวแน่”
หลินเจาไม่ปฏิเสธ “ดีเลยค่ะ ที่บ้านขาดฟืนอยู่พอดี แต่ไม่ต้องให้เด็กๆ มาทำให้เปล่าๆ นะคะ เดี๋ยวฉันหาของไปแลก”
“ไม่ต้องเลย!” จ้าวลิ่วเหนียงรีบโบกมือ “น้ำมันที่เธอให้ เด็กๆ ก็ได้กินด้วยกัน ไหนจะปลาทอดนี่อีก... โอ๊ย คนเราจะมีวาสนาดีอะไรขนาดนี้ ได้กินปลาแบบที่คนในเมืองเขากินกัน แค่นี้ก็ดีเกินพอแล้ว!”
พูดจบ เธอก็บอกว่าจะให้ปังปังนำชามมาคืนทีหลัง แล้วก็หมุนตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
ทว่า ทันทีที่เธอถือชามปลาทอดก้าวพ้นประตูบ้านตระกูลกู้ไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ถูกบรรดาผู้ใหญ่และเด็กๆ ในหมู่บ้านกรูเข้ามาล้อม
“แม่อวี๋อวี๋! ในมือนั่นอะไรน่ะ หอมมาแต่ไกลเชียว!”
“นั่นสิ แม่อวี้เป่าทำกับข้าวอะไรอีกแล้ว กลิ่นโชยไปทั่วเลย ดูเหมือนปลานะ ใช่ไหม” ป้าคนหนึ่งพูดพลางชะโงกหน้าเข้ามาดูในชามใกล้ๆ “โอ้โห น้ำมันเยิ้มเชียว ทอดมาเหรอเนี่ย! เฮ้อ น้องสะใภ้สามของเธอใช้เงินไม่เป็นหรือไง!”
หญิงอีกคนทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ “ใช่ๆ น้ำมันเยอะขนาดนั้น บ้านฉันใช้ได้ตั้งครึ่งเดือนเลยนะ!”
แต่ละคนมองมาที่เธอด้วยสายตาที่บ่งบอกว่าหลินเจาช่างเป็นคนสิ้นเปลือง
ใจจริงจ้าวลิ่วเหนียงก็คิดว่ามันสิ้นเปลืองอยู่เหมือนกัน แต่เธอก็ทนไม่ได้ที่จะให้ใครมาว่าน้องสะใภ้ของตัวเอง เธอจึงเบี่ยงตัวบังชามปลาไว้ แล้วสวนกลับไปทันควัน
“น้องสะใภ้สามของฉันเขามีงานทำ สามีก็มีเบี้ยเลี้ยงทหาร ไหนจะพี่ชายที่บ้านแม่อีก ทุกคนมีงานดีๆ ทำกันหมด คอยส่งของมาให้เธอไม่เคยขาด มีอะไรบ้างที่เธอจะกินไม่ได้ อย่าว่าแต่ปลาทอดเลย ต่อให้เป็นอาหารเหลาเธอก็ซื้อกินได้ ก็ช่วยไม่ได้นี่นะ คนมันดวงดี”
“อีกอย่าง ก่อนน้องสามจะกลับเข้ากรม เขากำชับนักหนาว่าให้แม่ลูกอยากกินอะไรก็กินไปเลย ไม่ต้องอดออม ถ้าอยากได้อะไรที่หาไม่ได้ ก็ให้ส่งโทรเลขไปบอก เดี๋ยวเขาจัดการให้เอง... พี่ชายคนที่สามของเธอก็พูดแบบนี้เหมือนกัน พวกเธอลองคิดดูสิ ว่าเธอจำเป็นต้องมาอยู่อย่างกระเบียดกระเสียร ไม่กล้ากินไม่กล้าใช้ด้วยเหรอ”
พอได้ฟังเหตุผล ชาวบ้านก็พากันเงียบไป...จริงอย่างที่ว่า
บรรยากาศเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลายปนเปกันไปหมด
“น้องสะใภ้สามของเธอวาสนาดีจริงๆ ในบรรดาสาวๆ ทั้งกองพลการผลิตนี่ ไม่มีใครดวงดีเท่าเธออีกแล้ว” ป้าคนแรกที่ทักยอมรับออกมา
เธอนึกในใจว่าถ้าเป็นตัวเอง มีชีวิตสุขสบายไม่ขาดเหลืออะไร ก็คงไม่มานั่งคิดเล็กคิดน้อยเรื่องของกินของใช้เหมือนกัน
เมื่อเห็นว่าทุกคนยอมรับในเหตุผลของตนแล้ว จ้าวลิ่วเหนียงก็รู้สึกพึงพอใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เธอเชิดหน้าแอ่นอกขึ้นอย่างภาคภูมิใจ แล้วก้าวเดินจากไปอย่างสง่าผ่าเผย
[จบบท]