บทที่ 409: ต่างคนต่างคิด
อาเล็กกู้ซึ่งทำตัวเงียบเชียบมาตลอดถึงกับหน้าเหวอ เขาเลิกทำตัวเป็นอากาศธาตุแล้วเอ่ยถามออกมาเสียงดัง “นี่มันหมายความว่ายังไงกัน”
กู้ซิ่งเอ๋อร์กลับมีท่าทีได้ใจขึ้นมาทันที เธอไม่รีบร้อนที่จะตอบคำถามนั้น
“เกิดอะไรขึ้นยะ ยัยเด็กคนนี้! รีบพูดมาเดี๋ยวนี้เลยนะ” แม่เฒ่ากู้ฟาดฝ่ามือลงบนแขนของหลานสาวเต็มแรงจนเกิดเสียงดังเพียะ
กู้ซิ่งเอ๋อร์เจ็บจนต้องเบ้หน้า
แขนของเธอยังคงมีแผลอยู่ โชคยังดีที่มันเป็นเพียงแผลถลอกตื้นๆ
หญิงสาวปรับสีหน้าให้เรียบเฉย ทว่าแววตาของเธอกลับเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด “หนูมีคนรักเป็นคนในเมืองแล้วค่ะ”
คำตอบนั้นทำให้แม่เฒ่ากู้ถึงกับนิ่งไป
นี่มันเรื่องอะไรกันอีก
ในหัวของหญิงชราสับสนอลหม่านไปหมด จนต้องรัวคำถามใส่หลานสาวเป็นชุด “แล้วเขาอายุเท่าไหร่ เคยมีเมียมีลูกติดมาก่อนรึเปล่า ร่างกายแข็งแรงดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บอะไรใช่ไหม แล้วมีงานมีการทำเป็นหลักเป็นแหล่งรึเปล่า ครอบครัวเขามีกันกี่คนหา”
สีหน้าของกู้ซิ่งเอ๋อร์บูดบึ้งลงทันที
นี่มันหมายความว่ายังไง ทำไมต้องถามราวกับดูถูกกันขนาดนี้
ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังอดทนตอบไปอย่างใจเย็น “เขาอายุมากกว่าหนู 2 ปีค่ะ เป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน มีงานทำเรียบร้อย ส่วนเรื่องครอบครัวหนูไม่ได้ถามรายละเอียด เราตกลงกันแล้วว่ารอให้ผ่านวันเกิดหนูไปก่อน แล้วเราจะแต่งงานกันทันที”
แม่เฒ่ากู้ถึงกับประหลาดใจ เงื่อนไขของฝ่ายชายดีเกินกว่าที่คาดไว้มาก
“แล้วครอบครัวเขาเป็นคนยังไงล่ะ”
กู้ซิ่งเอ๋อร์ตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ “มันจะเกี่ยวอะไรกับหนูเล่าคะ ขอแค่หนูกุมหัวใจผู้ชายของหนูไว้ได้ ทำให้เขายอมเอาเงินเดือนมาให้หนูทั้งหมดก็พอแล้ว ส่วนครอบครัวเขาจะเป็นยังไง หนูก็ไม่สนใจหรอก”
แม่เฒ่ากู้รู้ดีว่าหลานสาวคนนี้ฉลาดแกมโกง ไม่เคยยอมเสียเปรียบใครมาตั้งแต่ไหนแต่ไร จึงไม่ได้ซักไซ้ต่อ
ทว่าในใจกลับลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ตลอดเวลาที่ผ่านมา การต้องมาอยู่ตรงกลางระหว่างลูกสะใภ้กับหลานสาวตัวดีมันช่างน่าอึดอัดเสียจริง
ฝ่ายหนึ่งก็เป็นลูกสะใภ้ที่จะต้องดูแลเธอในยามแก่เฒ่า อีกฝ่ายก็เป็นหลานสาวสุดที่รักที่เลี้ยงดูมาอย่างตามใจ จะให้เข้าข้างฝ่ายไหนก็ลำบากใจไปหมด
เธออายุปูนนี้แล้ว สิ่งเดียวที่ปรารถนาก็คือการได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุข ไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องวุ่นวายพวกนี้อีกต่อไปแล้วจริงๆ
หากกู้ซิ่งเอ๋อร์แต่งงานออกเรือนไปได้เสียที บ้านหลังนี้ก็คงจะกลับมาสงบสุขอีกครั้ง
เพียงแค่คิดเท่านี้ แม่เฒ่ากู้ก็รู้สึกว่าชีวิตมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันตา
“ซิ่งเอ๋อร์เอ๊ย ผู้ชายคนนี้แกเป็นคนเลือกเองนะ คราวนี้ต้องรู้จักคบหากับเขาดีๆ อย่าเอาแต่ใจตัวเองเหมือนเมื่อก่อน โอกาสที่จะเจอผู้ชายซื่อๆ แบบนี้มันไม่ได้มีมาบ่อยๆ นะ” เธอกำชับหลานสาวด้วยความเป็นห่วง
กู้ซิ่งเอ๋อร์เชิดคางขึ้นอย่างทระนง “หนูรู้แล้วน่า ย่าไม่ต้องห่วงหรอก หนูไม่ใช่คนโง่นะคะ”
เป้าหมายในชีวิตของเธอชัดเจนมาโดยตลอด นั่นคือการได้แต่งงานย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง
จางเสวียจวินทั้งรักทั้งหลงเธอ แถมยังเชื่อฟังทุกอย่าง นับว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเท่าที่เธอจะไขว่คว้ามาได้แล้ว
ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากได้คนที่ดีกว่านี้ แต่เพราะมันหาไม่ได้ต่างหาก คนในเมืองน่ะหยิ่งยโสจะตายไป กู้ซิ่งเอ๋อร์รู้สถานะตัวเองดีว่าด้วยเงื่อนไขอย่างเธอคงไม่มีวันได้แต่งเข้าครอบครัวดีๆ เพราะคนเหล่านั้นไม่แม้แต่จะชายตามองเธอด้วยซ้ำ
แน่นอนว่ากู้ซิ่งเอ๋อร์ไม่เคยคิดว่านั่นเป็นความผิดของตัวเอง แต่กลับมองว่าคนในเมืองนั่นแหละที่ตาต่ำ การที่ไม่เห็นคุณค่าในตัวเธอก็นับเป็นความโชคร้ายของพวกเขาเอง
เมื่อรู้ว่าหลานสาวกำลังจะมีที่ไปที่ดีแล้ว แม่เฒ่ากู้ก็รู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ
เธอหันไปพูดกับลูกสะใภ้ด้วยทีท่าเหนือกว่า “สะใภ้รอง เธอก็เป็นถึงอาสะใภ้ของซิ่งเอ๋อร์ เป็นผู้ใหญ่แล้วก็อย่าไปถือสาหาความเด็กมันเลย ซิ่งเอ๋อร์จะอยู่ที่นี่อีกไม่กี่วันเท่านั้นแหละ ทนๆ เอาหน่อยก็แล้วกัน”
“เรื่องของซิ่งเอ๋อร์กับบ้านใหญ่มันก็เป็นอย่างที่เห็น ถ้าเธอไล่แกไปอีกคน แกจะไปอยู่ที่ไหนได้ เธอเป็นอาสะใภ้ของแกนะ ถ้าเธอไม่ดูแลแล้วใครจะมาดูแล”
อาสะใภ้เล็กกู้หมดความอดทนสวนกลับทันควัน “นั่นมันก็สมควรแล้วนี่คะ เธอเป็นคนไปลงเรื่องในหนังสือพิมพ์เอง ไม่มีใครไปบังคับซะหน่อย”
พอคิดว่าพี่สะใภ้ใหญ่ได้ให้กำเนิดตัวหายนะเช่นนี้ออกมา เธอก็อดสงสารไม่ได้
เดี๋ยวก่อนนะ จะไปสงสารคนอื่นทำไม
คนที่น่าสงสารที่สุดคือตัวเธอเองต่างหาก
การตัดขาดความสัมพันธ์อาจเป็นเหมือนการปลดปล่อยสำหรับพี่สะใภ้ใหญ่ แต่สำหรับบ้านของเธอแล้ว เรื่องราวเลวร้ายยังคงไม่จบสิ้น
กู้ซิ่งเอ๋อร์ที่รู้สึกเหมือนถูกปรักปรำก็แผดเสียงเถียงกลับจนหน้าดำหน้าแดง “ถ้าไม่ใช่เพราะหนูถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรมมาก่อน หนูจะทำเรื่องแบบนั้นลงไปเหรอ ทั้งหมดนั่นเป็นความผิดของพวกเขาทั้งนั้น หนูไม่ผิด!”
อาสะใภ้เล็กกู้ขี้เกียจจะต่อล้อต่อเถียงด้วยอีกต่อไป
ในขณะที่หญิงสาวคนอื่นๆ ซึ่งมุงดูเหตุการณ์อยู่ต่างก็มีสีหน้าซับซ้อนยากจะอธิบาย
ในสายตาของพวกเธอ กู้ซิ่งเอ๋อร์คือหญิงสาวที่ใช้ชีวิตสุขสบายที่สุดในหมู่บ้านแห่งนี้ เธอมีโอกาสได้เรียนหนังสือ มีห้องนอนเป็นของตัวเอง เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็แทบจะไม่มีรอยปะชุน ไม่ต้องเหนื่อยยากทำงานในไร่นา หรือแม้กระทั่งงานบ้านก็ไม่เคยได้แตะต้อง ไม่มีใครกล้าทุบตีหรือด่าทอ ที่สำคัญ ครอบครัวของเธอไม่เคยคิดจะใช้เธอเป็นเครื่องมือต่อรองเรียกสินสอดจากใคร
ชีวิตเยี่ยงคุณหนูในคฤหาสน์เจ้าที่ดินคงเป็นเช่นนี้กระมัง
แล้วชีวิตของพวกเธอล่ะ
มีแต่ถูกทุบตี ด่าทอสารพัด ทุกวันต้องตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเพื่อมาทำงานบ้าน ทั้งให้อาหารไก่ กวาดบ้าน ซักผ้า พอเสร็จจากงานในบ้านก็ต้องออกไปตรากตรำทำงานในนาต่อ แถมยังต้องคอยดูแลน้องๆ ที่บ้านอีก ใครในบ้านอารมณ์ไม่ดีก็มาระบายอารมณ์ใส่พวกเธอได้เสมอ ราวกับว่าพวกเธอเกิดมาเพื่อทำงาน ทำงาน แล้วก็ทำงานเพียงอย่างเดียว หลายคนจนกระทั่งกำลังจะออกเรือนก็ยังไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่ารสชาติของไข่ไก่นั้นเป็นอย่างไร
กู้ซิ่งเอ๋อร์ช่างเป็นคนที่เกิดมาบนกองเงินกองทองแต่กลับไม่เคยเห็นคุณค่าของมันเลยจริงๆ
หากชีวิตดีๆ แบบนั้นเป็นของพวกเธอบ้าง...
เพียงแค่คิด หัวใจของเหล่าหญิงสาวในหมู่บ้านก็พองโตด้วยความฝันอันสวยงาม
น่าเสียดายที่พวกเธอไม่มีวาสนาพอ
ลึกๆ แล้วแม่เฒ่ากู้ก็รู้ดีว่าหลานสาวทำเกินไป ตอนที่รู้เรื่องใหม่ๆ ก็เคยต่อว่าไปแล้วครั้งหนึ่ง เธอรู้ว่ากู้ซิ่งเอ๋อร์ตัดสินใจลงเรื่องในหนังสือพิมพ์ไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ และในใจก็คงสำนึกผิดแล้ว แค่รอเวลาหาโอกาสเหมาะๆ เพื่อเข้าไปประสานรอยร้าว เพราะอย่างไรเสีย จะปล่อยให้หลานสาวไม่มีครอบครัวฝั่งแม่ให้พึ่งพิงได้อย่างไร
“ซิ่งเอ๋อร์!” แม่เฒ่ากู้แสร้งทำเสียงดุ “ถึงยังไงพ่อกับแม่ก็เป็นคนเลี้ยงแกมาจนเติบใหญ่ ถึงเรื่องแบ่งบ้านพวกเขาจะทำไม่ถูก แต่แกจะเก็บมาเป็นความแค้นไม่ได้ คำพูดแบบนี้ต่อไปห้ามพูดออกมาอีกเด็ดขาด!”
กู้ซิ่งเอ๋อร์รีบเก็บสีหน้าบึ้งตึงแล้วตอบกลับอย่างว่าง่าย “ทราบแล้วค่ะคุณย่า”
แม่เฒ่ากู้พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
ใครกันที่ว่าซิ่งเอ๋อร์ของเธอนิสัยไม่ดี ดูสิ เชื่อฟังจะตายไป
หญิงชราหันไปทางอาสะใภ้เล็กกู้พลางกล่าวว่า “ถ้าซิ่งเอ๋อร์ได้แต่งเข้าเมืองไป ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะได้เป็นคนงานในโรงงาน พอมีหลานสาวเป็นคนงาน เธอก็พลอยได้หน้าไปด้วยไม่ใช่รึไง”
อาสะใภ้เล็กกู้ไม่ได้อยากได้หน้าอะไรทั้งนั้น สิ่งเดียวที่เธอต้องการคือให้กู้ซิ่งเอ๋อร์ออกไปจากชีวิตเธอเสียที
ทว่าก่อนที่จะได้เอ่ยอะไรออกไป แขนของเธอก็ถูกสามีกระตุกไว้เบาๆ
อาเล็กกู้เหลือบมองภรรยาแวบหนึ่ง ดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์ก่อนจะชิงพูดขึ้น “นั่นมันแน่นอนอยู่แล้วครับแม่ พวกเราทุกคนต่างก็หวังให้ซิ่งเอ๋อร์ได้ดีอยู่แล้ว”
อาสะใภ้เล็กกู้เบ้ปากอย่างไม่สบอารมณ์ แต่ก็ไม่อยากหักหน้าสามีต่อหน้าคนอื่น จึงยอมอ่อนข้อให้ “จะให้อยู่ต่อก็ได้ แต่จะมานั่งกินนอนกินไม่ทำอะไรเลยเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้เด็ดขาด บ้านนี้ไม่เลี้ยงคนขี้เกียจ”
ก่อนหน้านี้แม่สามีเคยรับปากว่าจะให้กู้ซิ่งเอ๋อร์ช่วยทำงาน แต่พอย้ายกลับมาอยู่จริงๆ ก็ไม่เคยได้แตะต้องอะไรเลย ภาระทั้งหมดจึงตกอยู่ที่บรรดาลูกสะใภ้ของเธอ บรรยากาศในบ้านช่วงนี้จึงตึงเครียดและน่าอึดอัดอย่างยิ่ง
แม่เฒ่ากู้มีสีหน้าไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ก็ตระหนักดีว่าไม่ใช่แค่หลานสะใภ้ที่ไม่พอใจ แม้แต่หลานชายของเธอเองก็ไม่พอใจเช่นกันที่เธอเอาแต่ลำเอียงเข้าข้างกู้ซิ่งเอ๋อร์
ครั้งนี้เธอจึงไม่ได้ออกโรงปกป้องหลานสาวอย่างออกนอกหน้าเหมือนเคย
“ก็ได้ งั้นก็ช่วยจัดงานง่ายๆ ให้แกทำไปก่อน แกไม่เคยทำงานมาก่อน ก็ให้เวลาปรับตัวหน่อยแล้วกัน”
อาสะใภ้เล็กกู้รู้สึกเอือมระอาเกินกว่าจะสรรหาคำพูดใดๆ มากล่าวได้อีก
เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเดินกลับเข้าห้องไปเสียให้พ้นๆ สายตา
หลังจากนั้น เธอก็ไปกำชับบรรดาลูกสะใภ้ว่าไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับกู้ซิ่งเอ๋อร์ แต่ดูเหมือนว่าคำพูดของเธอจะไม่มีความหมาย เพราะลูกสะใภ้แต่ละคนไม่เพียงแต่ไม่ทำตาม แต่ยังแย่งกันเข้าไปช่วยกู้ซิ่งเอ๋อร์ทำงานเสียอีก
พวกเธอต่างก็มีลูกเต้า และหวังว่าหากกู้ซิ่งเอ๋อร์ได้แต่งเข้าเมืองไปเป็นหลักเป็นฐานแล้ว อาจจะพอช่วยเหลือชักนำลูกๆ ของพวกตนได้บ้างในอนาคต การยอมทำงานเล็กๆ น้อยๆ เพื่อแลกกับโอกาสนั้นจึงไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร
เมื่ออาสะใภ้เล็กกู้รู้ว่าบรรดาลูกสะใภ้ของตนพากันไปประจบประแจงกู้ซิ่งเอ๋อร์ เธอก็โกรธจนอกแทบระเบิดไปสองวันเต็ม
หวังพึ่งคนอย่างกู้ซิ่งเอ๋อร์น่ะเหรอ ฝันกลางวันไปเถอะ
ยอมเชื่อว่าพายจะลอยลงมาจากฟ้ายังจะมีความเป็นไปได้เสียกว่า
ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้มองว่าการกระทำของลูกสะใภ้เป็นเรื่องน่าอับอายอะไร เพราะเข้าใจดีว่าคนชนบทมีทางเลือกในชีวิตไม่มากนัก การยอมลดตัวลงเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของลูกๆ ก็เป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้
แต่นั่นก็เป็นเรื่องของอนาคต
ณ เวลานี้
หลังจากที่คนบ้านกู้เจรจากันจบลง ชาวบ้านที่มุงดูก็เพิ่งจะตั้งสติได้
“ซิ่งเอ๋อร์ นี่เธอจะได้แต่งงานไปอยู่เมืองจริงๆ หรือ งั้นต่อไปเธอก็จะได้เป็นคนเมือง ได้กินปันส่วนสำหรับคนเมืองแล้วใช่ไหม” หญิงสาวคนหนึ่งที่พอจะสนิทสนมกับกู้ซิ่งเอ๋อร์อยู่บ้าง เอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น
กู้ซิ่งเอ๋อร์เชิดหน้าตอบอย่างภาคภูมิใจ “ก็แน่นอนน่ะสิ”
จ้าวลิ่วเหนียงซึ่งยืนมองอยู่เงียบๆ รู้สึกว่าสวรรค์ช่างลำเอียงเสียเหลือเกิน
เธอไม่อยากทนเห็นภาพชาวบ้านรุมล้อมแสดงความยินดีกับน้องสามีที่เธอเกลียดชัง จึงเดินเลี่ยงออกมาอย่างหัวเสีย ตรงไปยังบ้านของหลินเจาเพื่อระบายเรื่องราวที่เพิ่งได้พบเจอมา
เมื่อเล่าจบ แววตาที่เคยสดใสของเธอก็พลันหม่นแสงลง
“น้องสะใภ้สาม เธอบอกฉันหน่อยได้ไหมว่าทำไมกู้ซิ่งเอ๋อร์ถึงได้โชคดีขนาดนี้ ทั้งๆ ที่นิสัยเป็นแบบนั้น แต่กลับจะได้แต่งเข้าเมือง แถมยังจะได้กินปันส่วนสำหรับคนเมืองอีก...”
หลินเจาเผยรอยยิ้มที่ดูแปลกไปเล็กน้อย
จ้าวลิ่วเหนียงสังเกตเห็นความผิดปกตินั้นทันที เธอหยุดพึมพำด้วยความอิจฉาแล้วขยับเข้าไปใกล้หลินเจามากขึ้น
“น้องสะใภ้สาม ทำไมเธอถึงทำหน้าแปลกๆ แบบนั้นล่ะ หรือว่าเรื่องนี้มันมีอะไรในกอไผ่”
หลินเจาอดทึ่งในความช่างสังเกตของพี่สะใภ้รองไม่ได้
เธอจึงเอ่ยขึ้นเรียบๆ “การแต่งงานเข้าไปอยู่ในเมืองเฉยๆ โดยไม่มีงานทำน่ะ ไม่ได้สิทธิ์รับปันส่วนสำหรับคนเมืองหรอกค่ะ”
จ้าวลิ่วเหนียงเบิกตากว้าง “หมายความว่ายังไง หมายความว่าถ้ากู้ซิ่งเอ๋อร์อยากจะได้ปันส่วน ก็ต้องมีงานทำเป็นของตัวเองก่อนอย่างนั้นเหรอ”
“ใช่แล้วค่ะ” หลินเจาพยักหน้ารับ “ไม่อย่างนั้นทำไมใครๆ ถึงพูดกันล่ะคะ ว่าการย้ายทะเบียนบ้านจากชนบทเข้าเป็นคนเมืองมันยากแสนยาก”
เรื่องแบบนี้ไม่มีทางง่ายดายขนาดนั้นหรอก
หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนการที่กู้ซิ่งเอ๋อร์วาดฝันไว้ ป่านนี้ในเมืองคงแออัดยัดเยียดไปด้วยผู้คนจนไม่มีที่ยืนแล้ว
[จบบท]