บทที่ 412: การมาเยือนของผู้มีตำแหน่ง
ณ ที่ว่าการอำเภอในขณะนั้น ทันทีที่เอกสารฉบับหนึ่งถูกส่งมาถึงมือ เลขาธิการคอมมูนก็ลุกพรวดขึ้น ก่อนจะนำลูกน้องมุ่งหน้าไปยังกองพลการผลิตเฟิงโซวอย่างเร่งด่วน
เขากำลังกลัดกลุ้มใจที่ยังหาช่องทางเข้าไปทำความสนิทสนมกับคนกลุ่มนั้นไม่ได้อยู่พอดี และนี่ก็คือโอกาสทองที่ลอยมาอยู่ตรงหน้า!
เขาควบจักรยานคู่ใจทะยานออกไป โดยมีเจ้าหน้าที่ติดตามอยู่ด้านหลัง ทั้งหมดออกจากที่ทำการไปอย่างรีบร้อนราวดั่งพายุ
ตำแหน่งเลขาธิการคอมมูนนับว่าเป็นตำแหน่งใหญ่โตไม่ใช่เล่น เพราะมีอำนาจดูแลกองพลการผลิตในสังกัดกว่าสิบแห่งเลยทีเดียว
พอผู้ใหญ่บ้านทราบข่าวการมาถึงของเลขาธิการ ร่างกายก็สะท้านขึ้นมาทันที เขารีบวิ่งแจ้นมาต้อนรับชนิดที่ว่าเท้าแทบไม่ได้ติดพื้น
"ท่านเลขาธิการ!"
เลขาธิการคอมมูนไม่พูดพร่ำทำเพลง เอ่ยถามเข้าประเด็นทันที "พวกผู้บัญชาการหนิงยังอยู่กันใช่ไหม"
"อยู่ครับ อยู่ครับ! ตอนนี้อยู่ที่ตีนเขา กำลังสอบปากคำคนของบ้านเมิ่งอยู่ครับ" ผู้ใหญ่บ้านรายงานตามความจริงทุกประการ
"ไปดูกันหน่อย"
ผู้ใหญ่บ้านจึงรีบเดินนำทางไปข้างหน้าอย่างขมีขมัน
การมาถึงของผู้นำระดับคอมมูน ทำให้กองพลการผลิตเฟิงโซวที่วุ่นวายอยู่แล้วยิ่งคึกคักขึ้นไปอีก ชาวบ้านต่างจับกลุ่มซุบซิบคาดเดาถึงสาเหตุการมาเยือนของพวกเขา
"เฮ้ย วันนี้กองพลการผลิตของเรามันจะคึกคักอะไรขนาดนี้เนี่ย มีทั้งคนจากกองบัญชาการทหาร ทั้งจากที่ว่าการอำเภอ แล้วนี่ยังมีเลขาธิการคอมมูนมาอีกนะ นั่นน่ะตำแหน่งใหญ่สุดๆ ที่คอยดูแลพวกเราเลย ไม่รู้ว่ามาทำอะไรกัน..."
"พวกเขาขึ้นเขาไปกันหมดแล้ว!"
"แสดงว่ามาหาคนกลุ่มนั้นที่อยู่ตีนเขาน่ะสิ หรือว่าพวกนั้นไปก่อเรื่องทำลายความสงบสุขของส่วนรวมเข้าให้แล้ว!"
"ไปดูมะ?"
"ไม่เอาอ่ะ เดี๋ยวโดนผู้ใหญ่บ้านด่าเอา แกไปคนเดียวเหอะ ฉันจะกลับบ้านไปกินมันเทศ"
"กินเข้าไป ระวังกินจนตายนะเว้ย! ผู้นำมากันเยอะขนาดนี้ วันนี้ไม่ดูแล้วจะไปดูวันไหน"
ว่าแล้วทั้งสองก็เริ่มเถียงกันเสียงดัง
หลินเจาปั่นจักรยานกลับมาก็ได้ยินเรื่องราวเหล่านี้เข้าพอดี เมื่อรู้ว่าที่ตีนเขามีคนไปรวมตัวกันอยู่มากมาย แถมยังมีแต่เจ้าหน้าที่ระดับสูง เธอก็ไม่รีรอที่จะปั่นจักรยานตรงไปยังที่นั่นทันที พอใกล้ถึงที่หมายก็เหลือบไปเห็นปังปัง
"ปังปัง ฝากเอารถจักรยานกลับบ้านให้หน่อยนะ"
เธอตะโกนบอก ก่อนจะออกวิ่งไปยังจุดหมายปลายทาง
ปังปังรู้ดีว่าอาสะใภ้สามของเขารีบร้อนจะไปดูเหตุการณ์ จึงยื่นฟืนที่หาบมาให้เพื่อนสนิทช่วยถือ แล้วเข็นจักรยานกลับไปที่บ้านของอาสาม
ที่บ้านมีเจ้าต้าหวงเฝ้าอยู่ ประกอบกับในหมู่บ้านก็มีคนเดินไปมาขวักไขว่ จึงไม่มีใครกล้าปีนกำแพงเข้ามาขโมยของอยู่แล้ว ประตูรั้วจึงถูกลงกลอนไว้อย่างง่ายๆ เท่านั้น
เด็กหนุ่มที่ช่วยแบกฟืนเป็นคนเปิดประตูให้
ปังปังเข็นจักรยานเข้ามาในลานบ้าน เจ้าต้าหวงลุกขึ้นยืนเตรียมพร้อม แต่พอเห็นว่าเป็นคนคุ้นเคย มันก็ทิ้งตัวลงนั่งตามเดิม
ส่วนเจ้าหู่โพกลับร่าเริงอย่างเห็นได้ชัด มันวิ่งวนรอบตัวเขาสองสามรอบพลางส่งเสียงเห่าอย่างตื่นเต้น
ปังปังเล่นกับหู่โพอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปหยิบผ้าขี้ริ้วบนขอบหน้าต่างห้องครัวมาชุบน้ำ แล้วลงมือเช็ดจักรยานคันเก่ง
เด็กหนุ่มอีกคนหลังจากวางฟืนเรียบร้อยแล้ว ก็เดินเข้ามาย่อตัวลงนั่งมองจักรยานด้วยสายตาเป็นประกาย
"ฉันขอลองจับหน่อยได้ไหม" เขาเอ่ยถามปังปังอย่างคาดหวัง
"จับได้เลย" ปังปังตอบอย่างใจกว้าง "อาสามของฉันบอกว่ามันไม่พังง่ายๆ หรอก"
เด็กหนุ่มยื่นมือไปลูบตัวถังจักรยานเบาๆ ด้วยความสุขใจ "อาสะใภ้สามของนายใจดีจังเลยนะ"
คำชมนั้นทำให้ปังปังยืดอกอย่างภาคภูมิใจ เขาบรรจงเช็ดฝุ่นบนจักรยานออกอย่างพิถีพิถัน แม้กระทั่งล้อรถก็ถูกขัดจนขึ้นเงาวับ
สำหรับปังปังแล้ว การได้เช็ดทำความสะอาดจักรยานคือความสุขอย่างหนึ่ง ตั้งแต่สมัยที่หลินเจายังอาศัยอยู่ที่บ้านใหญ่ ทุกครั้งที่เธอเลิกงาน เขาก็จะเป็นคนแรกที่ยกอ่างน้ำไปรอรับเสมอ
เด็กหนุ่มมองภาพนั้นด้วยแววตาชื่นชมระคนอิจฉา
...
เมื่อหลินเจามาถึงตีนเขา เธอก็เห็นท้ายทอยดำๆ ของชาวบ้านที่ยืนออกันอยู่หน้าลานบ้านหลังเล็กที่ดูทรุดโทรม
และลูกชายฝาแฝดของเธอก็เป็นหนึ่งในนั้น
มิน่าล่ะ ประตูบ้านถึงได้ลงกลอนจากด้านนอก ที่แท้ก็มารวมตัวกันอยู่นี่เอง
ส่วนเชียนเป่ากับเหยาเป่าคงอยู่ที่บ้านใหญ่กับคุณย่า
"อวี้เป่า เหิงเป่า" เธอส่งเสียงเรียก
ใบหน้าเล็กๆ สองใบที่เหมือนกันราวกับพิมพ์เดียวหันขวับมาพร้อมกัน ก่อนจะฉายแววดีใจอย่างเห็นได้ชัด
"แม่ครับ!" เหิงเป่าร้องเรียกเสียงใส
หลินเจาขานรับพลางเดินผ่านประตูรั้วเตี้ยๆ เข้าไปในลานบ้าน
เด็กแฝดสบตากันเล็กน้อย ก่อนจะย่องตามแม่เข้าไปอย่างเงียบเชียบ พอเมาตั้นกับเด็กคนอื่นๆ เห็นว่าทั้งคู่เข้าไปข้างในแล้ว ก็พากันตามเข้าไปด้วย
การกระทำนั้นทำให้ลานบ้านที่ไม่ใหญ่อยู่แล้วยิ่งดูแคบลงไปถนัดตา
และภายในลานบ้านนั้น ก็ไม่มีใครเอ่ยคำพูดใดๆ ออกมาเลยแม้แต่คนเดียว
ผู้เฒ่าเมิ่งยืนนิ่ง ร่างกายสั่นสะท้าน ในมือของท่านกำกระดาษแผ่นหนึ่งไว้แน่น
"คุณปู่..." เมิ่งจิ่วซือรีบเข้าไปประคองร่างที่โงนเงนของผู้เป็นปู่ สายตาฉายแววเป็นห่วง "คุณปู่เป็นอะไรหรือเปล่าครับ"
ดวงตาของผู้เฒ่าเมิ่งจับจ้องอยู่ที่เอกสารในมือ กระดาษแผ่นบางๆ ที่มีตัวอักษรเพียงไม่กี่บรรทัด กลับมีพลังมหาศาลพอที่จะทำให้ร่างกายอันหนักอึ้งของท่านผ่อนคลายลงได้
ความรู้สึกเหมือนฝันไป... มันไม่น่าจะเป็นความจริงได้เลย
เสียงเรียกของหลานชายทำให้ท่านค่อยๆ ดึงสติกลับคืนมาสู่ความเป็นจริง
ท่านเงยหน้าขึ้นสบตาเมิ่งจิ่วซือ ดวงตาฝ้าฟางเต็มไปด้วยความหวังริบหรี่ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยเสียงที่แทบจะขาดห้วง "จิ่วซือ... เอกสารนี่มันหมายความว่ายังไงกันแน่"
ท่านไม่ได้แก่จนตาฝาดไปใช่ไหม!
ผู้เฒ่าเมิ่งรู้สึกร้อนผ่าวที่ขอบตา
เมิ่งจิ่วซือมองหน้าคุณปู่ พยักหน้าอย่างหนักแน่น ดวงตาของเขาเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำใส "คุณปู่ไม่ได้ดูผิดหรอกครับ บ้านของเรา... ปลอดภัยแล้วครับ!" น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและก้องกังวาน
เมิ่งจิ่วซือรู้ดีมาตลอดว่าสักวันหนึ่งจะต้องมาถึง
คุณปู่ของเขาคือผู้มีเมตตา ตลอดชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยทำเรื่องที่ผิดต่อมโนธรรมแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ท่านกลับอุทิศตนช่วยเหลือผู้เจ็บป่วย โอบอุ้มผู้ที่อ่อนแอกว่า ท่านเป็นคนดีถึงเพียงนี้
คนดีๆ เช่นนี้ ไม่ควรต้องมาลงเอยในสภาพแบบนี้เลยสักนิด
และในที่สุด... บุญกุศลที่บรรพบุรุษตระกูลเมิ่งสั่งสมมาหลายชั่วอายุคน ก็ได้ส่งผลแล้ว!
เมื่อหลินเจาได้ยินคำพูดของพี่ชาย ใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มยินดี เธอก้าวเข้าไปใกล้ๆ เพื่อมองกระดาษในมือของผู้เฒ่าเมิ่งให้ชัดขึ้น กระดาษแผ่นนั้นมีตราประทับสีแดงสด และชื่อหน่วยงานที่ออกเอกสารให้ก็ใหญ่โตจนน่าตกใจ
ของจริงนี่นา! รอยยิ้มของเธอสดใสราวดวงตะวัน
"ยินดีด้วยนะคะพี่สี่"
"และต้องขอแสดงความยินดีกับคุณปู่เมิ่งด้วยค่ะ"
เมิ่งจิ่วซือเหลือบมองผู้คนที่อัดแน่นอยู่ในลานบ้าน สีหน้าของเขาก็เคร่งเครียดขึ้นมาเล็กน้อย
เขากลัวว่าสถานการณ์จะพลิกผัน และจะลากน้องสาวของเขาให้ต้องมาตกระกำลำบากไปด้วย
ชายหนุ่มจึงส่ายหน้าเบาๆ เป็นเชิงปรามหลินเจา
ทว่าหลินเจากลับเพียงยิ้มรับ ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับหนิงหมิงเต๋อโดยตรง "สหายหนิงคะ ในเมื่อมีเอกสารออกมาแบบนี้แล้ว พี่สี่ของฉันก็ออกจากที่นี่ได้แล้วใช่ไหมคะ"
เธอตวัดสายตามองไปรอบๆ บริเวณที่พักอาศัยอย่างจนใจ "ที่นี่มันแออัดเกินไปค่ะ คุณปู่เมิ่งก็อายุมากแล้ว ส่วนหลานชายทั้งสองของฉันก็ยังเล็ก การต้องมาเบียดกันอยู่ในห้องเดียว แค่จะหมุนตัวยังลำบากเลย"
หนิงหมิงเต๋อเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ "พี่สี่?"
"ใช่แล้วค่ะ สหายเมิ่งจิ่วซือคือพี่ชายคนที่สี่ของฉันเอง เป็นพี่น้องแท้ๆ และเป็นฝาแฝดกับพี่ชายคนที่สามของฉัน อ้อ จะว่าไป พี่สามของฉันก็เป็นทหารประจำการอยู่เหมือนกันค่ะ" หลินเจาเลือกที่จะเปิดเผยความจริงทั้งหมด
เธอรอคอยวันนี้มานานแสนนาน
และไม่กลัวว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะถึงที่สุดแล้ว เมิ่งจิ่วซือเป็นเพียงบุตรบุญธรรมของตระกูลเมิ่ง โดยสายเลือดแล้วเขาคือคนของตระกูลหลิน ภูมิหลังของครอบครัวหลินนั้นขาวสะอาดยิ่งกว่าอะไรดี
หนิงหมิงเต๋อถึงบางอ้อในใจ
มิน่าล่ะ... มิน่าเขาถึงรู้สึกว่าสภาพจิตใจของคนบ้านเมิ่งยังคงเข้มแข็งอยู่ได้ ที่แท้ก็มีคนคอยช่วยเหลือดูแลอยู่ลับๆ นี่เอง
"ออกจากที่นี่ได้ครับ" หนิงหมิงเต๋อตอบคำถามของเธอ
แล้วจึงหันไปทางเมิ่งจิ่วซือ "แล้วคุณมีแผนสำหรับอนาคตว่าอย่างไรบ้าง"
เขายังไม่ลืมเป้าหมายหลักในการมาครั้งนี้ นั่นคือการทาบทามสองปู่หลานไปร่วมงานที่โรงพยาบาลของกองบัญชาการทหาร
เมิ่งจิ่วซือกลับรู้สึกเคว้งคว้าง หลังจากผ่านเหตุการณ์เลวร้ายมาทั้งหมด เขาก็ไม่ได้อยากจะกลับไปที่เมืองหลวงอีกต่อไป แต่...
ชายหนุ่มเหลือบมองผู้เป็นปู่ด้วยความลังเล
ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ
หลินเจาจึงเป็นฝ่ายเอ่ยถามแทน "แล้วเรื่องงานของพี่สี่ฉันล่ะคะ ยังอยู่ที่เดิมหรือเปล่า"
"น่าจะไม่อยู่แล้วครับ คงต้องจัดหาตำแหน่งใหม่ให้" หนิงหมิงเต๋อตอบตามตรง
ตำแหน่งงานดีๆ ก็เปรียบเสมือนเก้าอี้ดนตรี ไม่มีทางถูกปล่อยให้ว่างนานอยู่แล้ว
หลินเจาจึงรีบเสนอขายพี่ชายตัวเองทันที "พี่สี่ของฉันมีฝีมือการรักษายอดเยี่ยม ทั้งยังทำงานด้วยความตั้งใจและรับผิดชอบสูง ไม่ว่าจะไปอยู่โรงพยาบาลไหน ก็นับเป็นโชคดีของผู้ป่วยที่นั่นเลยค่ะ"
เมิ่งจิ่วซือถูกชมซึ่งๆ หน้าจนเผลอยกยิ้มที่มุมปาก
ก่อนจะได้ยินน้องสาวพูดต่ออย่างไม่เกรงใจใคร "ทางองค์กรคงต้องช่วยพิจารณาเรื่องตำแหน่งงานของพี่สี่ฉันเป็นพิเศษหน่อยนะคะ จะปล่อยให้คนมีความสามารถถูกทิ้งขว้าง แล้วไปให้ความสำคัญกับพวกที่เอาแต่ประจบสอพลอได้ยังไงกัน"
หนิงหมิงเต๋อถึงกับนิ่งไป
เขาจำได้ว่ามารดาเคยบอกไว้ ผู้หญิงคนนี้เป็นคนปากตรงกับใจและไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบง่ายๆ ดูท่าว่าจะเป็นความจริงทุกประการ
เขามองเมิ่งจิ่วซืออีกครั้ง "สนใจจะไปทำงานที่โรงพยาบาลของกองบัญชาการทหารไหมครับ"
และเพราะรู้ว่าเมิ่งจิ่วซือเป็นห่วงผู้เป็นปู่ เขาจึงเสริมต่อ "และถ้าหากผู้เฒ่าเมิ่งยินดี ทางกองบัญชาการทหารของเราก็ยินดีต้อนรับเช่นกันครับ"
"พวกคุณลองพิจารณาดูก่อนก็ได้ อีกสักสองสามวันค่อยให้คำตอบผม ผมเองก็พักอยู่ที่หมู่บ้านนี้เหมือนกัน พวกเด็กแฝดรู้ว่าผมอยู่ที่ไหน ถ้ามีปัญหาอะไรก็มาหาผมได้ทุกเมื่อ"
เมื่อพูดธุระสำคัญจบ เขาก็ไม่คิดจะอยู่ต่อ จึงบอกให้ทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นแยกย้ายกันกลับไป
[จบบท]