บทที่ 415: ถูกไล่ออกจากบ้าน
ขณะนั้นเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ดังขึ้นจากด้านหลังก็ทำให้หลายคนต้องเหลียวกลับไปมอง
…ปรากฏว่าเป็นกลุ่มคนจากสำนักงานของโรงงาน
“หัวหน้ากัว พวกคุณจะไปไหนกันหรือครับ”
ทว่าคนจากสำนักงานโรงงานกลับทำท่าทีหยิ่งยโสไม่สนใจใคร
“มาทำธุระของโรงงาน” หัวหน้ากัวตอบสั้นๆ เพียงแค่นั้น ก่อนจะพาคนของเขาเดินขึ้นตึกไป
พอคนกลุ่มนั้นเดินลับไป ชายคนหนึ่งที่ยืนหลบทางอยู่ก็เปรยขึ้น “พวกเขาจะไปบ้านหมอเมิ่งกันหรือเปล่า”
ดูเหมือนว่าความคิดนี้จะเข้าท่า ชายคนที่อยู่หน้าสุดจึงใช้แขนยาวๆ ของเขาคว้าจับราวบันได ก่อนจะก้าวขายาวๆ ขึ้นบันไดทีละสามขั้นตามไปอย่างรวดเร็ว ดวงตาของเขาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น
มีเรื่องสนุกให้ดูอีกแล้ว!
คนอื่นๆ ที่เห็นดังนั้นต่างก็รีบก้าวเท้าตามขึ้นไปติดๆ
“ปัง! ปัง! ปัง!”
ประตูบ้านตระกูลเมิ่งถูกทุบเสียงดังสนั่น
ยายเฒ่าหยวนที่กำลังง่วนอยู่กับการป้อนข้าวให้หลานชายหัวแก้วหัวแหวนถึงกับสะดุ้งเฮือก เดิมทีคิดว่าเป็นฝีมือของพวกเพื่อนบ้านที่ชอบสอดรู้สอดเห็นไม่เข้าเรื่องอีกตามเคย ดวงตาขุ่นมัวของหญิงชราจึงฉายแววรำคาญใจอย่างไม่ปิดบัง
“ใครกัน”
เธอวางชามข้าวในมือลงแล้วเดินไปเปิดประตู
ภาพที่เห็นคือกลุ่มชายฉกรรจ์หน้าตาไม่เป็นมิตรยืนอยู่หน้าบ้าน
“พวกแกเป็นใคร มาทำอะไรที่บ้านฉัน” ยายเฒ่าหยวนใช้ตัวขวางประตูไว้ด้วยท่าทีระแวดระวัง
คนพวกนี้ดูท่าแล้วไม่น่าไว้ใจ ในบ้านก็มีเพียงเธอที่เป็นหญิงแก่ตัวคนเดียว ขืนมีเรื่องขึ้นมาคงเสียเปรียบแน่
ชายหนุ่มที่ดูหัวไวคนหนึ่งในกลุ่มมองออกถึงความคิดของยายเฒ่าหยวน เขาจึงใช้แขนยันประตูเอาไว้แล้วออกแรงดันเบาๆ
“เรามาจากสำนักงานโรงงาน มีเรื่องต้องจัดการ”
ยายเฒ่าหยวนไม่เพียงแต่จะต้านแรงไว้ไม่ได้ แต่ยังเสียหลักจนเกือบหงายหลัง โชคยังดีที่คว้าบานประตูไว้ได้ทัน ก้นจึงไม่ทันได้กระแทกพื้น
เมื่อเห็นว่าท่าไม่ดี หญิงชราจึงแกล้งทิ้งตัวลงนั่งกองกับพื้นแล้วเริ่มโวยวายตีโพยตีพายทันที
“ช่วยด้วย! พวกสำนักงานโรงงานมารังแกคนแก่แล้ว! ลูกเอ๊ย... พ่อไม่อยู่บ้าน แม่ของลูกถูกคนอื่นเขารังแกจนจะตายอยู่แล้ว!”
เสียงแหลมสูงของเธอดังก้องไปทั่วทั้งชั้นบนและชั้นล่าง บรรดาเพื่อนบ้านที่กำลังกินข้าวจึงพากันยกชามข้าวออกมามุงดูเหตุการณ์
“ยายเฒ่าหยวนเป็นอะไรอีกแล้วล่ะนั่น”
คนที่พอจะรู้เรื่องจึงอธิบาย “คนจากสำนักงานโรงงานมาน่ะ ไปดูกันดีกว่าว่ามีเรื่องอะไร”
เพื่อนบ้านของครอบครัวเมิ่งจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแค่ชะเง้อคอมองไปยังต้นตอของความวุ่นวายด้วยความสนใจ
สำหรับคนของสำนักงานโรงงานแล้ว พวกเขาเจอคนมาสารพัดรูปแบบ โดยเฉพาะช่วงจัดสรรบ้านพักในแต่ละปีที่ต้องเจอเรื่องวุ่นวายไม่เว้นวัน คนที่รับมือยากกว่านี้ก็เคยผ่านมาแล้ว เรื่องของยายเฒ่าหยวนจึงเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย
“ลุกขึ้นมาคุยกันดีๆ ครับ โวยวายไปก็ไม่มีประโยชน์” เจ้าหน้าที่หนุ่มที่ดันประตูกล่าวด้วยรอยยิ้ม
เขายกกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาให้ดู ตราประทับสีแดงสดตรงมุมขวาล่างนั้นเด่นชัดจนแสบตา
“บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่โรงงานจัดสรรให้หมอเมิ่ง” เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “หลังจากที่หมอเมิ่ง...จากไปแล้ว บ้านก็ควรจะเป็นของภรรยาและลูกๆ ของเขา แต่เราได้รับแจ้งมาว่า…ตอนนี้คนที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ ไม่มีใครเลยที่ใช้นามสกุลเมิ่ง แถมญาติเพียงคนเดียวที่เกี่ยวข้องกับหมอเมิ่งก็แต่งงานใหม่ไปแล้ว ดังนั้นทางโรงงานจึงตัดสินใจ...จะขอเรียกคืนบ้านหลังนี้ เพื่อจัดสรรให้กับสหายท่านอื่นที่ต้องการ พวกคุณ…”
พอได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของยายเฒ่าหยวนก็ตึงขึ้นมาทันที เธอกำหมัดแน่นแล้วกระโจนพรวดจากพื้น พุ่งเข้าไปหมายจะจิกข่วนใบหน้าของเจ้าหน้าที่คนนั้น
แต่ชายหนุ่มไวกว่า เขาเอี้ยวตัวหลบกรงเล็บแหลมคมของหญิงชราได้อย่างฉิวเฉียด
ให้ตายสิ เล็งมาที่ตาเขาเลยนี่ ร้ายกาจจริงๆ
เมื่อทำร้ายอีกฝ่ายไม่สำเร็จ ยายเฒ่าหยวนก็ทั้งผิดหวังทั้งเจ็บใจ เบนสายตาไปเห็นคนที่มีท่าทางเหมือนเป็นหัวหน้า จึงปรี่เข้าไปจะคว้าแขนเพื่อร้องแรกแหกกระเชอ แต่หัวหน้ากัวก็รีบถอยหนีไปหลายก้าว
“คุณยายครับ มีอะไรค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันดีกว่า อย่าตื่นเต้นไปเลยครับ การเรียกคืนบ้านเป็นการตัดสินใจของโรงงาน โวยวายไปก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าไม่อยากให้ผมเรียกฝ่ายรักษาความปลอดภัยมา พวกคุณก็รีบย้ายออกไปเงียบๆ เรื่องบานปลายไปก็ไม่มีผลดีกับใคร”
เขาพยายามพูดจาอย่างประนีประนอมในตอนแรก
แต่เมื่อเห็นว่ายายเฒ่าหยวนยังไม่สะทกสะท้าน น้ำเสียงของเขาจึงเปลี่ยนไป “เรื่องงานของลูกสะใภ้คุณที่ได้มาอย่างไม่ถูกต้อง จะทำให้เป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ก็ได้ แล้วลูกชายคุณก็ยังไม่ได้รับการบรรจุเป็นพนักงานประจำใช่ไหมล่ะครับ ชั่งน้ำหนักดูเอาเองแล้วกันว่าอะไรสำคัญกว่า…”
จังหวะนั้นเอง ก็มีเสียงหอบหายใจดังมาจากทางบันได
“เราจะย้าย!” น้องชายหยวนที่เพิ่งวิ่งขึ้นมาตะโกนสวนขึ้นทันที เพราะกลัวว่าแม่ของตนจะพูดจาไม่เข้าหูใครเข้าอีก
ยายเฒ่าหยวนชอบชีวิตในตึกนี้เหลือเกิน ไม่ใช่แค่เพราะมันสะดวกสบายกว่าที่เคยอยู่มา แต่ยังเป็นเรื่องของหน้าตาในสังคมด้วย บรรดาเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ต่างก็พากันอิจฉาที่เธอได้มาอยู่ตึก ถ้าบ้านหลังนี้ถูกยึดกลับไป แล้วเธอจะไปอยู่ที่ไหน จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกัน
เธอปรี่เข้าไปคว้าแขนลูกชายไว้แน่น
“...ไม่ได้เด็ดขาด!” ยายเฒ่าหยวนแผดเสียงแหลม “นี่มันบ้านของพี่เขยแกนะ! ถึงพี่เขยแกจะไม่อยู่แล้ว แต่ฉันเป็นแม่ยายของเขา ฉันจะอยู่แล้วมันจะทำไม!”
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งขยับแว่นตาแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ แต่แฝงไปด้วยความเย้ยหยัน “ถ้าผมจำไม่ผิด ลูกสาวคุณก็แต่งงานใหม่ไปแล้ว ส่วนลูกชายทั้งสองของหมอเมิ่งก็หายตัวไปเมื่อสองเดือนก่อน...แล้วบ้านหลังนี้มันเกี่ยวอะไรกับคุณด้วยเหรอครับ”
ยายเฒ่าหยวนเถียงไม่ออก ได้แต่ตวัดสายตาอาฆาตไปยังเจ้าหน้าที่คนนั้น ก่อนจะเปลี่ยนมาอ้างเหตุผลข้างๆ คูๆ “หลานชายที่น่าสงสารของฉัน! ฉันต้องดูแลบ้านให้พวกเขา พวกแกอยากจะยึดบ้านหลังนี้ไปเรอะ งั้นก็ข้ามศพฉันไปก่อนเลย!”
พูดจบเธอก็พุ่งตัวไปที่ประตูแล้วทิ้งตัวลงนอนแผ่หลา สายตาที่มองไปยังกลุ่มของหัวหน้ากัวฉายแววได้ใจ
อยากจะไล่พวกฉันไปเหรอ ฝันไปเถอะ!
กว่าจะได้เข้ามาอยู่ที่นี่ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยนะ
หัวหน้ากัวเริ่มหมดความอดทน “เสี่ยวหลิว ไปตามคนจากฝ่ายรักษาความปลอดภัยมา”
ดูท่าว่าถ้าไม่ใช้ไม้แข็งกับคนพาลอย่างนี้คงจะไม่ได้เรื่อง
“ครับ” เสี่ยวหลิวรับคำแล้วรีบวิ่งลงตึกไปทันที
ยายเฒ่าหยวนเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี แต่ก็ยังคงเกาะขอบประตูไว้ไม่ยอมลุก เธอไม่เชื่อหรอกว่าคนของฝ่ายรักษาความปลอดภัยจะกล้าทำอะไรเธอ
พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นลูกสะใภ้ที่เพิ่งเลิกงานเดินมาพอดี จึงรีบตะโกนเรียกให้มาช่วยกันขวางประตูไว้
สะใภ้บ้านหยวนคือคนที่ได้งานของพี่สาวสามีไปทำ ซึ่งตำแหน่งนี้แต่เดิมเมิ่งจิ่วซือเป็นคนออกเงินซื้อให้ภรรยาของเขา เพื่อที่จะได้ทำงานอยู่ในโรงงานเดียวกัน
เรื่องที่เมิ่งจิ่วซือได้รับการคืนชื่อเสียงให้ เธอก็พอได้ยินมาบ้างแล้ว และนั่นก็ทำให้เธอร้อนใจจนนั่งไม่ติด
หญิงสาวรีบวิ่งกลับบ้านเพื่อจะปรึกษาหาทางออกกับแม่สามี แต่ใครจะคิดว่าพอมาถึงกลับเจอคนมากมายมายืนอออยู่หน้าประตูบ้านตัวเอง
ยังไม่ทันจะตั้งตัว แม่สามีก็ตะโกนเรียกให้เธอไปช่วยขวางประตูเสียแล้ว
สะใภ้บ้านหยวนเดินเข้าไปอย่างงุนงง “แม่คะ เกิดอะไรขึ้น”
ยายเฒ่าหยวนตบขาตัวเองฉาดใหญ่ ก่อนจะสบถด่าออกมา “ไอ้พวกชั่วช้าสารเลวนี่มันจะมายึดบ้านเราไปน่ะสิ!”
“อะไรนะคะ” บ้านหลังนี้สะดวกสบายกับเธอทุกอย่าง ทั้งใกล้ที่ทำงาน โรงเรียน และโรงพยาบาล หญิงสาวไม่อยากย้ายออกไปจากที่นี่เลยสักนิด “ทำไมล่ะคะ นี่มันบ้านของเรานะ พวกคุณมีสิทธิ์อะไรมายึดไป”
หัวหน้ากัวถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความโมโห
“นี่ยังฝันกลางวันไม่ตื่นอีกหรือไง!”
“ถ้ายังไม่ตื่นก็ไปหาลมเย็นๆ เป่าหัวซะ อย่ามาโวยวายไร้สาระอยู่ตรงนี้!”
บ้านของตระกูลเมิ่งหลังนี้ทั้งทำเลดีและกว้างขวาง เป็นที่หมายปองของใครต่อใคร และไม่เคยตกเป็นของตระกูลหยวนเลยแม้แต่วันเดียว ที่ผ่านมาที่ยังไม่มีใครมาทวงคืนก็เพราะมีคนต้องการบ้านหลังนี้มากเกินไปจนจัดสรรให้ใครไม่ได้ เลยจำใจต้องปล่อยให้พวกตระกูลหยวนยึดครองไปก่อนชั่วคราว
นี่อะไรกัน อยู่ไปอยู่มาดันคิดว่าเป็นของตัวเองไปเสียนี่ หน้าด้านหน้าทนกันจริงๆ!
“คุณเพิ่งกลับมาจากโรงงาน ยังไม่ได้ยินข่าวอีกเหรอ หมอเมิ่งกำลังจะกลับมาแล้ว! บ้านหลังนี้เป็นของตระกูลเมิ่ง ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับตระกูลหยวนของพวกคุณแม้แต่น้อย”
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงกลอุบายของคนจากสำนักงานโรงงานที่เจ้าเล่ห์แสนกล ความจริงแล้วทางโรงงานมีแผนสำหรับบ้านหลังนี้แล้ว ถึงเมิ่งจิ่วซือจะกลับมาก็คงไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาหยุดใช้เรื่องนี้มาขู่ขวัญตระกูลหยวน
ยายเฒ่าหยวนเพิ่งจะเคยได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ร่างกายของเธอแข็งทื่อราวกับถูกสาป ไม่ต่างอะไรกับแมวป่าที่แตกตื่น
“ว่า...ว่าไงนะ” เธอถามเสียงสั่น
หัวหน้ากัวแสยะยิ้มอย่างร้ายกาจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ทำเพียงแค่มองดูท่าทีร้อนรนของอีกฝ่ายอย่างสะใจ
เมิ่งจิ่วซือเป็นคนอ่อนโยนสุภาพ พบเจอใครก็มักจะยิ้มให้ก่อนเสมอ ฝีมือการรักษาเป็นเลิศ อีกทั้งยังมีจิตใจเมตตา ช่วยเหลือผู้คนมานับครั้งไม่ถ้วน ที่ผ่านมาเป็นเพราะสถานการณ์บ้านเมืองไม่สู้ดี คนทั่วไปจึงไม่กล้ายื่นมือเข้ามายุ่งเรื่องของตระกูลเมิ่ง แต่ในเมื่อตอนนี้ตระกูลเมิ่งได้รับการคืนชื่อเสียงแล้ว การจะจัดการกับคนเลวทรามอย่างตระกูลหยวนจะเป็นเรื่องยากอะไรกัน
ยายเฒ่าหยวนคว้าแขนลูกสะใภ้ไว้แน่นจนเล็บที่ไม่เคยตัดแต่งจิกลึกลงไปในเนื้อ เธอกัดฟันถามเสียงสั่น “มันหมายความว่ายังไง...ที่ว่าเมิ่งจิ่วซือจะกลับมาน่ะ!”
น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความหวาดผวา
เพราะทำเรื่องไม่ดีไว้ในใจ มีหรือที่จะไม่หวาดกลัว
[จบบท]