บทที่ 417: เวรกรรมของตระกูลหยวน
ชีวิตหลังแต่งงานใหม่ของหยวนฉินไม่ต่างอะไรกับการเป็นคนรับใช้ในบ้านสามี เธอไม่ได้ออกไปทำงานที่ไหนอีกเลย วันทั้งวันหมดไปกับการทำอาหาร ซักผ้า จัดการความเรียบร้อยภายในบ้าน และคอยดูแลลูกเลี้ยงอีกสองคน
เพียงเวลาแค่สองเดือนข้อนิ้วของเธอกลับหยาบกร้าน ปลายนิ้วด้านชาจนเกิดเป็นไตแข็งหลายแห่ง
น่าเศร้าที่บ้านหลังนี้ไม่มีเมิ่งจิ่วซือคอยช่วยแบ่งเบาภาระงานบ้าน หรือซื้อครีมไข่มุกมาให้เธอทาบำรุงเหมือนเคย
หลายครั้งที่ล้มตัวลงนอนยามค่ำคืน หยวนฉินอดคิดถึงสามีคนเก่า คิดถึงลูกชายทั้งสอง และหวนคะนึงถึงวันคืนอันแสนสุขในอดีตไม่ได้ แต่พอรุ่งเช้ามาเยือน เธอก็ต้องลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากับวงจรชีวิตแบบเดิมๆ อีกครั้ง
นานวันเข้าหยวนฉินก็เริ่มด้านชา ดวงตาทั้งสองคู่ของเธอจึงดูหม่นหมองไร้ชีวิตชีวา ไม่ต่างอะไรจากตาปลาที่ตายแล้ว
"กับข้าวยังไม่เสร็จอีกเหรอ" ลูกเลี้ยงคนโตของสามีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ใบหน้าเชิดขึ้นอย่างไม่คิดจะปิดบังความรู้สึกดูแคลนที่มีต่อแม่เลี้ยงคนนี้ "ทำไมชักช้าอย่างนี้นะ วันๆ เอาแต่อยู่บ้านสบายๆ ทำอะไรบ้าง กับข้าวแค่นี้ก็ทำไม่เสร็จ เสื้อผ้าก็ซักไม่สะอาด ดีแต่ผลาญข้าวสุกไปวันๆ ใช่ไหม"
"ไม่รู้พ่อไปเสียเงินเสียทองแต่งคนไร้ค่าอย่างเธอมาได้ยังไง"
"สินเจ้าสาวสักชิ้นก็ไม่มีมาด้วย น่าอายชะมัด ทำให้ฉันต้องมาโดนคนอื่นล้อไปด้วยเลย ตัวไร้ประโยชน์จริงๆ"
"ของไร้ค่า ของไร้ค่า" ลูกเลี้ยงคนเล็กของหยวนฉินยังเล็กนัก เขาเลียนแบบพี่สาว ปรบมือไปพลางตะโกนว่า ‘ของไร้ค่า ของไร้ค่า’ อย่างสนุกสนาน
เสียงเอะอะโวยวายดังลอดไปถึงบ้านข้างๆ จนเพื่อนบ้านได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอา
พวกเขาไม่ได้ออกความเห็นใดๆ เพียงแต่หันไปดุลูกตัวเอง "กินข้าวไป เงียบๆ"
เด็กน้อยมองอย่างไม่เข้าใจ "...จะให้เงียบได้ยังไงล่ะแม่"
ว่าแล้วก็ยกตะเกียบขึ้นมาทำท่าอุดหู แต่เสียงทะเลาะวิวาทจากบ้านข้างๆ ก็ยังคงดังเข้ามาอยู่ดี
"..."
"นี่ยังจะกินอยู่ไหม" ผู้เป็นแม่ถามเสียงเข้ม
เด็กชายจึงไม่กล้าต่อปากต่อคำอีก ทำได้เพียงก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อไป
ตอนนั้นเองที่เสียงเคาะประตูดังขึ้น ก๊อก ก๊อก ก๊อก
ยังไม่ทันได้เอ่ยถามว่าเป็นใคร เสียงร้องโหยหวนของยายเฒ่าหยวนก็ดังมาก่อน "ฉินเอ๊ย ฉินของแม่..."
หยวนฉินเดินไปเปิดประตู "แม่?"
สายตาของเธอเหลือบไปเห็นน้องชายกับน้องสะใภ้ที่ยืนอยู่ด้านหลังผู้เป็นแม่ แววตาจึงฉายความสงสัยออกมาอย่างชัดเจน
"พวกคุณมาทำอะไรกันที่นี่" หยวนฉินถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ชีวิตคู่ครั้งที่สองของเธอไม่ได้ราบรื่นนัก ในใจลึกๆ ก็แอบโทษแม่ตัวเองอยู่เหมือนกัน แต่ก็รู้ดีว่าเป็นเธอที่ตัดสินใจเลือกทางนี้เอง ถ้าจะโทษใครก็คงต้องโทษที่ตัวเองใจไม่แข็งพอ
เพราะที่แม่แนะนำให้เธอแต่งงานใหม่ก็เพราะหวังดีกับเธอทั้งนั้น
ยายเฒ่าหยวนคว้ามือลูกสาวไปกุมไว้แล้วปล่อยโฮ "ฉินเอ๊ย บ้านเราไม่เหลืออะไรแล้ว แม่กับน้องไม่มีที่จะซุกหัวนอนแล้วนะลูก ลูกต้องช่วยแม่กับน้องนะ"
หยวนฉินยืนนิ่งตัวแข็งทื่อ ดวงตาที่อ่อนล้าเบิกกว้างด้วยความตกใจ "นี่มันเรื่องอะไรกันคะ"
"คนของโรงงานบุกมาที่บ้าน เขาบอกว่าบ้านหลังนั้นไม่ใช่ของเราแล้ว ก็เลยไล่พวกเราออกมาหมดเลย" ยายเฒ่าหยวนคร่ำครวญน่าเวทนา
พอได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด สีหน้าของหยวนฉินก็ย่ำแย่ลงทันที "จะไม่ใช่บ้านของเราได้ยังไง บ้านนั้นเป็นเรือนหอของฉันกับจิ่วซือนะแม่! เราแต่งงานกันที่นั่น จิงโม่กับกว่างไป๋ก็เกิดแล้วก็โตที่นั่น นั่นมันบ้านของเรานะ แล้วคนของโรงงานมีสิทธิ์อะไรมายึดบ้านเราไปแบบนี้ ฉันไม่ยอม!"
พูดจบเธอกระชากผ้ากันเปื้อนเก่าๆ ขาดๆ ออกจากเอว แล้วเตรียมจะพุ่งออกไปนอกประตูเพื่อไปเอาเรื่องกับคนของโรงงานให้รู้เรื่อง
น้องสะใภ้บ้านหยวนเห็นท่าไม่ดี กลัวว่าพี่สามีจะไปก่อเรื่องจนกระทบกับงานของตัวเอง จึงรีบคว้าแขนเธอไว้แน่น
"พี่คะ อย่าเพิ่งโวยวายไปเลย... คือ... คนก่อนของพี่... เขากำลังจะกลับมาแล้ว!"
มือที่กำลังดิ้นรนของหยวนฉินพลันหยุดชะงัก เธอเบิกตากว้างมองหน้าน้องสะใภ้ด้วยความตกตะลึง "เธอหมายถึงจิ่วซือเหรอ จิ่วซือจะกลับมาแล้วงั้นเหรอ"
น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ ปรากฏร่องรอยของความดีใจเจือปนกับความรู้สึกผิดที่ทำลูกชายทั้งสองคนหายไป หัวใจของเธอเต้นรัว แม้แต่หยวนฉินยังสับสนว่าความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามานั้นคือความคาดหวังหรือความหวาดหวั่นกันแน่
"ก็ลือกันให้แซ่ดไปทั้งโรงงานแล้วน่ะสิ" น้องสะใภ้บ้านหยวนบ่นอุบอิบ "ถ้าไม่ใช่เพราะเขากลับมา พวกเราจะโดนไล่ออกจากบ้านหรือไง"
หยวนฉินพยายามปัดความรู้สึกสับสนวุ่นวายในอกทิ้งไป ก่อนจะถามออกไปด้วยความโมโห "พวกเขามีสิทธิ์อะไรมายึดบ้านหลังนั้นคืน จิ่วซือกลับมาแล้วเขาจะไปอยู่ที่ไหน"
"โอ๊ย... เขาก็มีบ้านตระกูลเมิ่งให้กลับไปอยู่น่ะสิ" น้องสะใภ้บ้านหยวนพูดด้วยน้ำเสียงเจือความอิจฉา
ใครๆ ก็รู้ว่าตระกูลเมิ่งมีเรือนสี่ประสานหลังใหญ่เป็นมรดกตกทอดมาแต่โบราณ แม้ก่อนหน้านี้จะถูกยึดไปให้คนอื่นอยู่ แต่ตอนนี้เมื่อตระกูลเมิ่งได้รับเกียรติยศชื่อเสียงกลับคืนมาแล้ว บ้านหลังนั้นก็ต้องถูกส่งคืนในไม่ช้า เมิ่งจิ่วซือไม่เคยตัดขาดความสัมพันธ์กับผู้เฒ่าเมิ่ง ทั้งยังร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตลอด อย่างไรเสียในบ้านหลังนั้นก็ต้องมีห้องสำหรับเขาสักห้องอยู่แล้ว คนอย่างเขาจะมีอะไรให้ต้องกังวล คนที่ลำบากคือพวกเธอต่างหาก
คำพูดนั้นทำให้หยวนฉินได้สติ
จริงด้วย... จิ่วซือยังมีบ้านตระกูลเมิ่งให้พึ่งพิงได้
แต่ชีวิตของเธอน่ะสิที่พังไม่เป็นท่า
"ฉันแต่งงานใหม่แล้ว คงไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิมกับจิ่วซือได้อีก บ้านหลังนั้นก็ไม่เกี่ยวกับฉันอีกต่อไป" เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่ความคิดของหยวนฉินแจ่มชัด เธอเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก ขณะที่ความขมขื่นแล่นปราดขึ้นมาจุกที่อก
วินาทีนั้น... หยวนฉินก็สำนึกเสียใจขึ้นมาจับใจ เธอไม่น่าแต่งงานใหม่เลยจริงๆ
เธอยืนนิ่งอยู่กลางแสงแดด แต่ในใจกลับมืดมิด บ้านหลังเล็กที่อึดอัดด้านหลังกลับดูคล้ายกรงเล็บของอสูรร้าย ที่พร้อมจะตะปบและฉุดกระชากเธอให้จมดิ่งสู่ห้วงเหวลึกได้ทุกเมื่อ
ความเหนื่อยล้าถาโคมเข้าใส่จนหมดเรี่ยวแรงจะเชื้อเชิญครอบครัวของตัวเอง
"บ้านฉันมันเล็ก คงอยู่กันไม่พอหรอก"
เธอหมายจะหันหลังกลับเข้าบ้าน แต่กลับถูกยายเฒ่าหยวนกระชากผมเปียจากด้านหลัง
หญิงชราลงมืออย่างไม่ยั้งแรงจนหยวนฉินหน้าหงาย ร่างกายโซซัดโซเซแทบจะล้มลงไปกองกับพื้น
ยายเฒ่าหยวนเกรี้ยวกราดจนลืมร้องไห้ไปเสียสนิท มือข้างหนึ่งจิกผมลูกสาวไว้แน่น ส่วนอีกข้างก็ระดมทุบลงบนแผ่นหลังของเธอไม่ยั้ง
"ฉันเป็นแม่แท้ๆ ของแกนะ! ฉันเป็นคนเบ่งแกออกมา เลี้ยงดูแกจนโต ให้ชีวิตแก ตอนนี้ฉันไม่มีที่ซุกหัวนอน แกต้องรับผิดชอบฉัน!" หญิงชราตวาดลั่นอย่างไม่ละอาย
หยวนฉินพยายามดิ้นรนขัดขืน แต่เรี่ยวแรงที่เคยมีกลับหดหายไปเพราะไม่ได้กินอิ่มนอนหลับมานาน แค่จะดึงผมเปียของตัวเองคืนมายังทำไม่ได้
"แม่! แม่อยากจะฆ่าหนูให้ตายเลยใช่ไหม!" เธอระเบิดเสียงร้องไห้ออกมาอย่างสิ้นหวัง
"แล้วจะให้หนูดูแลแม่ได้ยังไง" น้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจไหลอาบแก้ม ร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน "เงินเก็บของหนูแม่ก็เอาไปหมดแล้ว งานการก็ไม่มี จะให้หนูเอาปัญญาที่ไหนไปดูแลแม่ แม่ก็คลอดหนูมาแท้ๆ อย่าทำกับหนูแบบนี้เลย"
"ฉันทำอะไรแก นังลูกเนรคุณ!" ยายเฒ่าหยวนผลักร่างลูกสาวจนกระเด็น ก่อนจะกอดห่อผ้าเบียดเสียดตัวเองเข้าไปในบ้าน เมื่อเห็นลูกเลี้ยงของเขยคนใหม่ก็ชายตามองอย่างไม่พอใจ จากนั้นก็เดินสำรวจไปรอบๆ เมื่อเห็นว่าบ้านเล็กและคับแคบก็แสดงสีหน้ารังเกียจออกมาอย่างชัดเจน
"บ้านอะไรเล็กเป็นรูหนู..."
น้องชายและน้องสะใภ้บ้านหยวนรู้งานดีเสมอ พวกเขาปล่อยให้แม่เป็นตัวร้าย ส่วนตัวเองคอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อยู่ข้างหลัง ถ้าได้ก็ดีไป แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เสียหายอะไร
เมื่อเห็นแม่บุกเข้าไปในบ้านแล้ว ทั้งคู่จึงหันมายิ้มแหยๆ ให้หยวนฉิน แล้วทำทีเป็นจะเข้าไปห้าม ก่อนจะอาศัยจังหวะนั้นแทรกตัวเข้าไปในบ้านด้วยกัน
ตาสองคู่กวาดมองไปทั่วห้องอย่างรวดเร็ว บนใบหน้าปรากฏแววดูแคลนไม่ต่างจากผู้เป็นแม่
บ้านหลังนี้... เทียบกับบ้านตระกูลเมิ่งไม่ได้แม้แต่ครึ่งเดียว แล้วจะให้ยัดกันเข้าไปอยู่ได้อย่างไร
พอเห็นลูกเลี้ยงทั้งสองของหยวนฉินยืนอยู่ก็ยิ่งแสดงท่าทีรังเกียจ เหมือนเห็นของน่าขยะแขยง
ลูกเลี้ยงของหยวนฉินถูกมองด้วยสายตาหยามเหยียดจนรู้สึกเสียหน้า เธอจึงตะโกนลั่น "ยัยแม่เลี้ยง! นี่มันคนจรจัดที่ไหนกัน ทำไมเธอเอาใครไม่รู้เข้าบ้านมาเต็มไปหมด รีบไล่พวกมันออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ!"
หยวนฉินหันไปมองแม่ "แม่คะ บ้านมันอยู่กันไม่พอจริงๆ พวกแม่กลับไปก่อนเถอะ อีกเดี๋ยวสามีหนูก็จะกลับมาแล้ว"
สามีคนใหม่ของเธอเป็นคนอารมณ์ร้าย เวลาโมโหขึ้นมาน่ากลัวมาก จนเธอไม่กล้าทำให้เขาไม่พอใจ
"กลับมาแล้วจะทำไม ฉันเป็นแม่ยายเขานะ เขาจะกล้าไล่ฉันรึไง"
คำพูดนั้นจุดชนวนความโกรธของลูกเลี้ยงสาวเข้าอย่างจัง "ยายแก่สกปรก! แกไม่ใช่แม่ยายของพ่อฉัน ยายของฉันคนเดียวต่างหากที่เป็นแม่ยาย! พวกแกไสหัวออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้!"
น้องชายหยวนซึ่งยืนอยู่ใกล้ที่สุดฉุนกึก เขาเงื้อมือขึ้นสูง ก่อนจะฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าของเด็กสาวอย่างแรง
[จบบท]