บทที่ 422: คำอำลาและสัญญา
หลังจากเมิ่งจิ่วซือมาอาศัยอยู่ที่บ้านหลินได้เกือบครึ่งเดือน ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ต้องกล่าวคำอำลา
เช้าวันนั้น สองพี่น้องฝาแฝดที่รู้ข่าวว่าเพื่อนรักกำลังจะจากไปก็ใจหาย ทั้งคู่กอดเมาตั้นไว้แน่นจนตัวกลม ยู่ปากจนจะแขวนขวดน้ำเกลือได้อยู่แล้ว
“เมาตั้น ต้องเขียนจดหมายมาหาพวกเราบ่อยๆ นะ” อวี้เป่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงอาลัยอาวรณ์
ส่วนเหิงเป่านั้นอยากจะหนีตามเพื่อนไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด เด็กชายถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เมาตั้น นายมีเงินกับตั๋วพอส่งจดหมายหรือเปล่า ถ้าไม่มีบอกนะ ฉันมีให้ยืม”
เมาตั้นเหลือบมองไปทางกลุ่มผู้ใหญ่ที่กำลังร่ำลากันอยู่ ก่อนจะหันมากระซิบกับเพื่อน “ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวพ่อฉันจัดการให้เอง”
ผู้บัญชาการหนิงกำลังยืนฟังมารดาของตนพูดคุยกับชาวบ้านก็จริง แต่สมาธิเกินครึ่งกลับจดจ่ออยู่กับลูกชาย พอได้ยินคำว่า “พ่อฉัน” จากปากของเมาตั้น แววตาที่เคยลุ่มลึกก็พลันเปล่งประกายวาบขึ้น เขามองลูกชายตัวน้อยด้วยความรู้สึกตื้นตันใจอย่างไม่คาดคิด
เมาตั้นรู้สึกได้ถึงสายตาคู่นั้นจึงหลบวูบ แล้วหันไปตอบคำถามของฝาแฝดเพื่อกลบเกลื่อนความเขิน “ฉันสัญญาว่าจะเขียนจดหมายไปหา พอถึงค่ายทหารปุ๊บจะรีบเขียนเล่าทุกอย่างให้ฟังเลย ทั้งเรื่องที่เจอระหว่างทาง บ้านใหม่ โรงเรียนใหม่ ฉันจะเล่าหมดเปลือกเลย แต่พวกนายก็ต้องเขียนตอบกลับมาด้วยนะ”
เด็กชายพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุด มือเล็กๆ กุมมือของอวี้เป่าและเหิงเป่าไว้แน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์
“ห้ามลืมฉันนะ” เมาตั้นย้ำด้วยแววตาคาดหวัง
“ไม่มีวันลืมหรอก” อวี้เป่าว่าพลางยื่นหนังสือนิทานเล่มโปรดให้เป็นของที่ระลึก
เหิงเป่าเองก็มอบหนังสติ๊กสุดหวงให้เพื่อน “เดี๋ยวอีกไม่นานแม่ก็จะพาพวกเราย้ายไปอยู่ค่ายทหารเหมือนกัน ถึงตอนนั้นเราก็ได้เล่นด้วยกันอีก เมาตั้น รอก่อนนะ”
คำพูดนั้นทำให้เมาตั้นใจชื้นขึ้น เขารีบพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น
“ฉันจะรอ”
แค่เพียงได้รู้ว่าจะได้พบกันอีก ความรู้สึกเศร้าสร้อยที่ก่อตัวในใจก็คลายลงจนเกือบหมดสิ้น เด็กชายยื่นแขนทั้งสองข้างไปโอบรอบคอของเพื่อนรักทั้งสอง
“สัญญานะว่าจะเขียนตอบกลับมา” เขาย้ำอีกครั้งเป็นมั่นเหมาะ แม้หลังจากนี้จะมีเพื่อนใหม่ แต่ในใจของเขา อวี้เป่ากับเหิงเป่าคือเพื่อนที่พิเศษที่สุดเสมอ
“อื้ม!”
เมื่อร่ำลากับเมาตั้นเสร็จแล้ว สองฝาแฝดก็เดินไปหาพี่น้องจิงโม่และกว่างไป๋ ทั้งคู่เอาลูกอมที่อุตส่าห์สะสมกับไข่ไก่ที่แบ่งเก็บไว้ออกมามอบให้
“โม่โม่ ไป๋ไป๋ ของพวกนี้เก็บไว้กินระหว่างทางนะ ถ้าหิวขึ้นมาก็หยิบมากินได้เลย” อวี้เป่ากำชับอย่างเป็นห่วงเป็นใย
เหิงเป่าพูดสมทบ “ฉันกับพี่ก็จะเขียนจดหมายไปหานะ อย่าลืมเขียนตอบกลับมาล่ะ”
“ได้เลย” สองพี่น้องบ้านเมิ่งรับคำ
จิงโม่ดูจะตื่นเต้นกับการเดินทางครั้งใหม่ พอรู้ว่าจะได้เจอกับฝาแฝดอีกในไม่ช้า ความเศร้าก็จางหายไป บนใบหน้าจึงมีรอยยิ้มประดับอยู่ “พ่อบอกว่าจะเขียนจดหมายมาหาคุณอาทุกเดือนอยู่แล้ว เดี๋ยวฉันกับเสี่ยวไป๋จะเขียนไปพร้อมกันเลย”
ฝาแฝดพยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนจะหันไปมองกว่างไป๋เป็นตาเดียว ราวกับจะถามว่า ‘แล้วนายล่ะ’
เด็กชายกว่างไป๋ผู้ขี้อายได้แต่งอนิ้วไปมาอย่างประหม่า แล้วตอบเสียงเบาหวิว “ฉัน…ฉันก็จะเขียน”
อวี้เป่ารีบดักคอ “ถ้าเขียนตัวไหนไม่เป็นก็ใช้พินอินแทนนะ ห้ามกากบาทส่งมาเด็ดขาด เดี๋ยวฉันเดาไม่ถูก”
กว่างไป๋หน้าแดงก่ำ รีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน “ไม่กากบาทแล้ว ผมเคยกากบาทไปแค่ครั้งเดียวเองนะ!”
อวี้เป่าทำทีเป็นผู้ใหญ่ใจดี เอื้อมมือไปลูบหัวอีกฝ่ายเบาๆ แล้วเอ่ยชม “ดีมากเสี่ยวไป๋ เด็กดีต้องแบบนี้”
คำชมนั้นยิ่งทำให้แก้มของเด็กน้อยแดงปลั่งขึ้นไปอีก
ขณะนั้นเอง รถจี๊ปคันหนึ่งซึ่งถูกส่งมาเพื่อรับรองผู้บัญชาการหนิงโดยเฉพาะก็แล่นเข้ามาจอดอยู่ไม่ไกล
ทหารคนสนิทลงจากรถแล้วตะโกนบอก “ท่านผู้บัญชาการ ได้เวลาออกเดินทางแล้วครับ!”
หนิงหมิงเต๋อหันไปมองมารดาของตน
“มองหน้าฉันทำไมล่ะ ถึงเวลาก็ไปได้แล้ว” ยายเฒ่าหนิงเอ็ดเบาๆ ความจริงแล้วเธอไม่ได้รู้สึกเสียใจอะไรนัก เพราะตั้งใจไว้แล้วว่าพอเมาตั้นโตเป็นหนุ่มเมื่อไหร่ เธอก็จะย้ายกลับมาอยู่ที่นี่ถาวร
หนิงหมิงเต๋อกวาดสายตามองทุกคนอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าร่ำลากันเรียบร้อยดีแล้วจึงสั่งการ “ออกรถ”
ด้วยจำนวนคนที่ค่อนข้างเยอะ ทุกคนจึงต้องนั่งเบียดเสียดกันบนรถ เด็กๆ ถูกจับให้นั่งบนตักของผู้ใหญ่เพื่อประหยัดเนื้อที่
บนรถ ผู้บัญชาการหนิงผู้ซึ่งเด็ดขาดและกล้าหาญในสนามรบมาตลอดชีวิต กลับรู้สึกเก้ๆ กังๆ เมื่อได้โอบอุ้มร่างเล็กๆ นุ่มนิ่มของลูกชายไว้ในอ้อมแขนเป็นครั้งแรก เขาไม่รู้เลยว่าจะต้องวางมือไว้ตรงไหน
ยายเฒ่าหนิงเหลือบมองอาการของลูกชายแล้วส่ายหน้า “ดูทำเข้าสิ”
แต่ผู้บัญชาการหนิงหาได้สนใจคำเหน็บแนมนั้นไม่ เขาก็แค่ไม่เคยอุ้มเด็กมาก่อน อาการแข็งทื่อแบบนี้จึงเป็นเรื่องธรรมดาออกจะตายไป
“อึดอัดหรือเปล่าลูก” ผู้บัญชาการหนิงเอ่ยถามลูกชายด้วยน้ำเสียงและแววตาที่อ่อนโยนอย่างยิ่ง
เมาตั้นยังคงทำหน้าตึง นั่งตัวแข็งทื่อ “ไม่อึดอัดครับ”
แต่ความจริงคือเขากำลังอึดอัดอย่างที่สุด พ่อของเขานั่งหลังตรงแน่ว ร่างกายกำยำเต็มไปด้วยมัดกล้ามที่แข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าก้อนหินหน้าหมู่บ้าน การนั่งบนตักของเขาจึงทำให้เจ็บก้นไม่น้อยเลย
ถึงจะอึดอัด แต่เมาตั้นก็เลือกที่จะไม่พูด
“ถ้าอึดอัดก็ขยับตัวได้นะ ไม่ต้องฝืน” ผู้บัญชาการหนิงบอกลูกชายอย่างใจเย็นเสมอ
เมาตั้นจึงทำเพียงใช้มือยึดพนักพิงเบาะด้านหน้าไว้ให้มั่น แล้วพยักหน้าแทนคำตอบ
ยายเฒ่าหนิงเห็นภาพนั้นแล้วก็รู้สึกอึดอัดใจแทน สุดท้ายก็ทนดูต่อไปไม่ไหว จึงตบหลังหลานชายเบาๆ
“จะนั่งเกร็งหลังตรงขนาดนั้นไปทำไมกัน หลานนั่งอยู่บนตักพ่อนะ เขาไม่ใช่เสือสักหน่อย ผ่อนคลายสิลูก ขืนเป็นแบบนี้ไปตลอดทาง พอถึงสถานีรถไฟ มือเท้าได้แข็งจนชาไปหมดพอดี เอนหลังพิงพ่อเขาไปเลย ไม่มีอะไรต้องเกรงใจหรอก”
นี่เป็นครั้งแรกที่ท่านเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการสานสัมพันธ์ของสองพ่อลูก หนิงหมิงเต๋อจึงอดไม่ได้ที่จะส่งสายตาขอบคุณไปให้มารดา
เมาตั้นยังไม่ชินจึงแสดงสีหน้าลำบากใจออกมา แต่เพราะไม่อยากขัดใจย่า เขาจึงหลับตาปี๋แล้วเอนแผ่นหลังบางๆ ไปพิงกับแผงอกที่แข็งแกร่งและอบอุ่นของบิดา
...นี่คืออ้อมกอดของพ่อนี่เอง
ความคิดนั้นทำให้เด็กชายชะงักงันไปชั่วขณะ ความรู้สึกบางอย่างแผ่ซ่านไปทั่ว อ้อมกอดของพ่อช่างแตกต่างจากของแม่เหลือเกิน อ้อมกอดของแม่นั้นทั้งหอมทั้งนุ่มนิ่ม แต่ของพ่อนั้น...แข็งแกร่ง และให้ความรู้สึก...ปลอดภัยอย่างน่าประหลาด
เมาตั้นเงยหน้าขึ้นมองพ่อ แล้วก็ได้สบเข้ากับดวงตาลุ่มลึกที่กำลังทอประกายแห่งรอยยิ้มมาให้
เด็กชายหลับตาลงตามสัญชาตญาณ ซบใบหน้าลงกับไหล่กว้างของพ่อทันที ใบหูเล็กๆ แดงก่ำ แม้ก่อนหน้านี้จะพยายามหลีกเลี่ยงการใกล้ชิด แต่เมื่อได้สัมผัสจริงๆ หัวใจดวงน้อยกลับพองฟูขึ้นมาด้วยความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ทางด้านจิงโม่และเสี่ยวไป๋ นี่เป็นการนั่งรถยนต์ครั้งแรกในชีวิต ทั้งสองจึงมองสำรวจภายในรถอย่างตื่นตาตื่นใจ ก่อนจะหันไปมองทิวทัศน์นอกหน้าต่าง พอเห็นหลินเจา สองพี่น้องก็รีบโบกมือให้
“คุณอาครับ!”
หลินเจาก็โบกมือตอบพร้อมรอยยิ้ม “นั่งกันดีๆ นะ เดินทางปลอดภัยจ้ะ”
สองฝาแฝดรีบวิ่งเข้าไปใกล้ๆ แล้วตะโกนพร้อมกัน “เมาตั้น โม่โม่ ไป๋ไป๋ เดินทางปลอดภัยนะ!”
ชาวบ้านคนอื่นๆ ก็พากันตะโกนอวยพรตามมา
“ขอให้ถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพนะ!”
“ว่างๆ ก็กลับมาเที่ยวที่นี่อีกนะ!”
เมื่อทุกคนขึ้นรถเรียบร้อย ประตูก็ถูกปิดลง รถค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปช้าๆ ทิ้งกลุ่มฝุ่นดินให้ฟุ้งตลบอบอวลอยู่เบื้องหลัง ไม่นานนัก รถจี๊ปคันนั้นก็เร่งความเร็วและหายลับไปจากสายตาของทุกคน
“แม่ครับ ทำไมเราไม่ไปส่งพวกเขาถึงสถานีรถไฟเลยล่ะ” เหิงเป่าก้มหน้างุด เด็กชายที่เคยสดใสร่าเริง ตอนนี้กลับห่อเหี่ยวเหมือนมะเขือที่ขาดน้ำ
“เขาเรียกว่า...ต่อให้ไปส่งไกลแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องมีเวลาที่ต้องแยกจากกันอยู่ดีจ้ะลูก” หลินเจาตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พลางนึกถึงตอนที่ไปส่งพ่อของเด็กๆ ที่สถานีรถไฟ พอรถไฟเคลื่อนขบวน เจ้าสองตัวแสบก็ร้องไห้ขี้มูกโป่งจนเธอหัวหมุนไปหมด เธอไม่อยากเจอเหตุการณ์แบบนั้นซ้ำสองหรอก!
อวี้เป่าเงยหน้าถาม “เป็นเพราะแบบนี้ คุณตากับคุณยายเลยไม่มาด้วยใช่ไหมครับ”
“ก็ไม่เชิงหรอกจ้ะ” หลินเจาอธิบาย “คุณตากับคุณยายเป็นผู้ใหญ่แล้ว จะเดินทางไปไหนมาไหนก็สะดวกกว่าเรา ถ้าท่านคิดถึงน้าสี่ของลูกขึ้นมา ก็แค่เดินทางไปเยี่ยมที่ค่ายทหารได้เลย”
“แล้วทำไมเราไปหาพ่อที่ค่ายทหารบ้างไม่ได้ล่ะครับ” เหิงเป่าสวนกลับทันควัน
หลินเจาเลิกคิ้วถามกลับ “แล้วลูกคิดว่าทำไมล่ะจ๊ะ”
เธออยากไปใจจะขาดอยู่แล้ว!
อวี้เป่ารีบดึงแขนเสื้อน้องชาย “ก็เพราะเรายังเด็กอยู่นี่ไง แม่ต้องคอยดูแลเรา จะเดินทางไกลๆ ได้ยังไงกัน”
หลินเจาแอบยิ้มในใจ ‘ลูกคนนี้ช่างรู้ใจแม่เสียจริง!’
เหิงเป่าได้แต่ยกมือขึ้นลูบจมูกตัวเอง ไม่กล้าเซ้าซี้แม่อีก
พอกลับถึงหมู่บ้านและเห็นว่าแม่ดูอารมณ์ดีขึ้นแล้ว เด็กชายจึงเปรยขึ้นว่า “โตเป็นผู้ใหญ่ก็ดีแบบนี้นี่เองนะครับ”
หลินเจาเพียงแต่เงียบไป... เธอกลับไม่คิดเช่นนั้นเลย เพราะชีวิตในแต่ละช่วงวัยล้วนมีปัญหาและความกังวลในแบบของมันเองทั้งนั้น
[จบบท]