บทที่ 424: วันแรกของการไปโรงเรียน
หลินเจากวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครได้ยินบทสนทนาเมื่อครู่ เธอถึงค่อยโล่งอก
ส่วนเถี่ยตั้น พอคิดถึงคำพูดที่พ่อแม่ย้ำนักย้ำหนา หน้าก็ซีดเผือดไปทันที
“ผม...ผมลืมไปแล้วครับ” เถี่ยตั้นตอบเสียงอ่อย ใบหน้าเจื่อนลงด้วยความรู้สึกผิดและนึกกลัวขึ้นมา
หลินเจาล้วงหยิบช็อกโกแลตชิ้นหนึ่งส่งให้เด็กชาย พร้อมกับพูดปลอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ทำผิดพลาดกันได้จ้ะ ไม่เป็นไรหรอกนะ แค่คราวหน้าเราไม่ทำอีกก็พอแล้ว”
เธอยัดช็อกโกแลตใส่มือเล็กๆ “เอ้า! เก็บไว้กินตอนหิวนะ ตื่นกันตั้งแต่เช้ามืด จะไปโรงเรียนท้องว่างๆ ได้ยังไงกัน”
ตัวเธอเองก็เคยผ่านวัยเรียนมาก่อน รู้ดีว่าการเรียนหนังสือน่ะใช้พลังงานเยอะแค่ไหน ถ้าท้องหิวก็ไม่มีสมาธิอ่านหนังสือหรอก ในหัวมันจะคอยแต่คิดว่ามีอะไรให้กินบ้าง
“มื้อเช้าสำคัญมากนะ อย่างน้อยก็ต้องกินมันเทศสักครึ่งหัวก็ยังดี”
“ขอบคุณครับอาสะใภ้สาม” เถี่ยตั้นรับช็อกโกแลตไปเก็บไว้อย่างทะนุถนอม ก่อนจะบ่นอุบอิบว่า “ก็กินมันเทศเยอะมันจะตดนี่ครับ”
ไหลเม่ยที่ขึ้นชื่อเรื่องความขี้แกล้งอยู่แล้วรีบผสมโรงทันที “ใช่! เทอมที่แล้วเถี่ยตั้นตดในห้องเรียนเสียงดังลั่นเลย โดนครูกับเพื่อนๆ ล้อกันทั้งวัน”
หลินเจาหลุดขำพรืดออกมา
ยังไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยปากปลอบใจเด็กชายที่กำลังเสียหน้า เถี่ยตั้นก็เถียงหน้าแดงก่ำ “ก็ไม่ใช่ผมคนเดียวสักหน่อยที่ตดในห้องเรียนน่ะ คนอื่นเขาก็ตดกันตั้งเยอะแยะ เฉินเอ้อร์หนิวยังเคยอึราดกางเกงเลย!”
หลินเจานึกขำในใจ ไม่รู้ว่าเฉินเอ้อร์หนิวไปทำอะไรให้ ถึงได้โดนลากมาเป็นเพื่อนตายด้วย
เธอชูกล้องถ่ายรูปในมือขึ้นมาให้เด็กๆ ดู
“วันนี้เป็นวันแรกที่อวี้เป่ากับเหิงเป่าจะเข้าโรงเรียน อาสะใภ้จะถ่ายรูปให้พวกเราเก็บไว้เป็นที่ระลึกกันนะ”
พอได้ยินว่าจะได้ถ่ายรูป เด็กๆ ทั้งปังปังและคนอื่นๆ ก็ตาโตด้วยความดีใจ รีบจัดแจงเสื้อผ้าหน้าผมของตัวเองกันยกใหญ่
กู้หลานหันไปถามน้องชาย “เถี่ยตั้น มาดูผมให้พี่หน่อยสิ มันยุ่งไหม พี่ต้องมัดใหม่หรือเปล่า”
เถี่ยตั้นปรายตามองอย่างขอไปที “สวยแล้วน่า ไม่ยุ่งเลย เรียบร้อยจะตาย ถ่ายรูปออกมาสวยปิ๊งแน่นอน”
“พูดจาเหลวไหล” กู้หลานค้อนให้วงหนึ่ง
เถี่ยตั้นทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
ที่พ่อเขาพูดไว้ไม่มีผิดเลยจริงๆ ผู้หญิงนี่เอาใจยากชะมัด พูดอะไรก็ผิดไปหมด!
เด็กๆ พากันไปยืนออกันอยู่หน้าประตูโรงเรียน โดยมีป้ายชื่อโรงเรียนอยู่ทางขวามือ
หลินเจาเริ่มจัดท่าทางให้หลานๆ “มองมาทางนี้จ้ะ ทำหน้าตามสบายเลยนะ จะยิ้มหรือไม่ยิ้มก็ได้ แต่อย่าฝืนยิ้มล่ะ กู้หลานจ๊ะ งอขาลงนิดนึง...แบบนี้แหละ”
พอเห็นเถี่ยตั้นชูช็อกโกแลตขึ้นมาประกอบฉากพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างอย่างเป็นธรรมชาติ เธอก็หัวเราะออกมา “ท่าของเถี่ยตั้นดูเป็นธรรมชาติมากเลย ยิ้มก็สวยด้วย เยี่ยมไปเลยจ้ะ ส่วนคนอื่นๆ ก็ทำตัวตามสบายหน่อยสิ ไม่ใช่เพิ่งเคยถ่ายรูปกันครั้งแรกสักหน่อย จะเกร็งไปทำไมกัน”
ไหลเม่ยเท้าสะเอวหัวเราะร่าจนเห็นฟันขาวเรียงเป็นแผง “แต่มันไม่เหมือนกันนี่ครับอาสะใภ้สาม นี่เราถ่ายรูปกันที่หน้าโรงเรียนเลยนะ”
สายตาของคนที่เดินผ่านไปมาทำให้การทำตัวไม่ให้เกร็งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
หลินเจาไม่ได้หยุดมือ เธอกดชัตเตอร์เก็บภาพเด็กๆ ไปเรื่อยๆ พลางเอ่ยเย้า “อาไม่เห็นว่าเราจะตื่นเต้นตรงไหนเลยนะ”
“อาเล็กบอกว่าผมเป็นพวกเส้นประสาทหนา ไม่ค่อยเก็บอะไรมาใส่ใจ” ไหลเม่ยเข้าใจว่านั่นคือคำชม เลยตอบกลับอย่างภาคภูมิใจ “ผมเกร็งนิดเดียวเองจริงๆ นะครับ”
ทันใดนั้น สองฝาแฝดคู่น้องก็วิ่งปรี่เข้ามาแทรกกลางวงของพวกพี่ๆ แล้วเอียงคอมองกล้องในมือของหลินเจาด้วยรอยยิ้ม ท่าทางและสีหน้าดูเป็นธรรมชาติอย่างน่าประหลาด
“อ้าว สองคนนี้มาทำอะไรกันล่ะลูก ยังไม่ได้ไปโรงเรียนกับพวกพี่เขาสักหน่อย” หลินเจาถึงกับพูดไม่ออก
“ผมจะไปโรงเรียนฮะ” เชียนเป่าประกาศด้วยใบหน้าขาวเนียนที่ดูจริงจังเกินวัย พร้อมกับยื่นนิ้วอ้วนป้อมชี้เข้าไปในโรงเรียน “ผมจะเข้าไปเรียนข้างใน”
หลินเจาอดหัวเราะไม่ได้
เด็กคนนี้นี่...รู้ความหมายของคำว่า ‘ไปโรงเรียน’ แล้วหรือไง ถึงได้ร้องอยากจะไปกับเขด้วย
“หนูยังตัวเล็กเกินไปจ้ะ เขายังไม่รับเข้าเรียนหรอกนะ รอให้โตเท่าพวกพี่ๆ เขาก่อน ถึงจะมาเรียนได้นะลูก” เธอค่อยๆ อธิบายให้ลูกชายตัวน้อยฟัง
คำพูดนั้นทำให้เชียนเป่าก้มหน้าลงทันที แก้มกลมๆ สั่นน้อยๆ ริมฝีปากอิ่มรูปกลีบดอกท้อเม้มแน่นเป็นเส้นตรง ขวัญบนหัวที่เคยตั้งชี้ก็ดูเหมือนจะลู่ลงตามความผิดหวัง
โอ๊ย...น่าเอ็นดูอะไรขนาดนี้
หลินเจาอยากจะร้องตะโกนในใจให้ก้องโลก อยากจะทำตามใจลูกชายสุดที่รักในวินาทีนั้นเลย
แต่ก็ทำไม่ได้อยู่ดี...เพราะลูกยังเล็กเกินไปจริงๆ
อวี้เป่าทนเห็นน้องชายสุดที่รักผิดหวังไม่ไหว เขาก้มตัวลงไปกอดหัวของเชียนเป่าไว้ แล้วกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างที่ข้างหู
พอพี่ชายพูดจบ ดวงตาของเชียนเป่าก็กลับมาเป็นประกายสดใสอีกครั้ง
“จริงเหรอฮะ”
อวี้เป่าเอานิ้วชี้ขึ้นมาจรดริมฝีปากตัวเอง “ชู่ว์...เรื่องนี้ต้องเก็บเป็นความลับก่อนนะ พี่จะลองหาทางดู แต่ถ้ามันไม่ได้จริงๆ...พี่จะเป็นคุณครูตัวน้อยให้เชียนเป่าเอง ที่โรงเรียนสอนอะไรมา พี่จะกลับมาสอนเราต่อนะ ดีไหม”
“ดีฮะ!”
หลินเจายืนอยู่ไกลเกินไป ประกอบกับตอนนี้มีเด็กนักเรียนคนอื่นๆ ทยอยมาถึงโรงเรียนกันมากขึ้น เสียงจอแจจึงดังกลบเสียงกระซิบของสองพี่น้องจนเธอไม่ได้ยินว่าคุยอะไรกัน
“กริ๊ง...กริ๊ง...กริ๊งงงง!”
เสียงสัญญาณเข้าเรียนดังขึ้น
เด็กๆ ไม่กล้ารีรออีกต่อไป ต่างพากันออกตัววิ่งเข้าไปในโรงเรียนทันที
ปังปังกับไหลเม่ยรีบคว้ามือของอวี้เป่าและเหิงเป่า แล้วพากันวิ่งหายเข้าไปในรั้วโรงเรียนด้วยกัน
“พี่~~” เหยาเป่าชี้นิ้วป้อมๆ ไปยังทิศที่พวกพี่ชายเพิ่งวิ่งหายลับไป ดวงตากลมโตฉายแววงุนงง ก่อนจะดึงชายเสื้อของหลินเจาให้พาเข้าไปตามหา
“พี่ๆ เข้าไปเรียนหนังสือแล้วจ้ะ เดี๋ยวตอนเที่ยงเราค่อยเอาข้าวมาส่งให้พวกเขากันดีไหม ตอนนี้กลับไปทำงานกับแม่ก่อนนะลูก” หลินเจาเอ่ยปลอบลูกสาวตัวน้อยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่สุด
เชียนเป่าพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย “ฮะแม่”
เหยาเป่าเหลือบมองพี่ชายฝาแฝด ก่อนจะพยักหน้าตาม “อื้อ เอาข้าวไปส่งให้พี่จ๋า เอาเนื้อๆ ไปด้วย”
แม้จะยังเล็กนัก แต่หนูน้อยก็รู้ดีว่าพวกพี่ชายชอบกินเนื้อเป็นที่สุด
หลินเจาจูงมือลูกแฝดทั้งสองเดินกลับบ้าน “จ้ะๆ เดี๋ยวเราเอาเนื้อไปส่งให้พี่ๆ กันนะ”
ถึงจะชอบงอแงใส่กันบ้าง แต่ในใจของเด็กๆ ก็รักพี่ชายสุดหัวใจ ความสัมพันธ์ฉันพี่น้องก็คงเป็นแบบนี้เอง
ตัวโรงเรียนตั้งอยู่ใกล้กับในเมือง แต่กลับอยู่ห่างไกลจากกองพลการผลิตต่างๆ ทำให้เด็กๆ ต้องตื่นและออกจากบ้านกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง บางคนถึงกับต้องเดินเท้าเป็นสิบๆ กิโลเมตร หากบ้านใครอยู่ไกลกว่านั้น ก็แทบจะไม่มีใครส่งลูกมาเรียนเลย
เพราะผู้ใหญ่ในบ้านต่างก็ต้องทำงานหาเงิน ไม่มีเวลาไปรับไปส่งลูกๆ ครั้นจะปล่อยให้เด็กๆ เดินทางไปกลับเองก็ไม่สบายใจ สุดท้ายก็เลยตัดปัญหาด้วยการไม่ให้เรียนหนังสือเสียเลย
กองพลการผลิตเฟิงโซวเองก็ไม่ได้อยู่ใกล้โรงเรียนนัก เดินทางแต่ละเที่ยวก็ใช้เวลาร่วมสี่สิบนาทีเข้าไปแล้ว
เพื่อที่จะให้อวี้เป่าและเหิงเป่าได้นอนเต็มอิ่มขึ้นอีกหน่อย หลินเจาจึงตัดสินใจพาลูกๆ ย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองชั่วคราว การเดินทางไปโรงเรียนจะได้สะดวกสบายขึ้น แถมถ้าวันไหนขี้เกียจทำอาหารขึ้นมา ก็แค่เดินไปที่ภัตตาคารของรัฐ ประหยัดทั้งเวลาและแรงกาย
…
ขณะเดียวกัน ณ อีกฟากหนึ่งของเมือง
เมิ่งจิ่วซือและครอบครัวได้เดินทางมาถึงกองบัญชาการทหารเป็นที่เรียบร้อย
ผู้บัญชาการหนิงเป็นคนรักษาคำพูดจริงๆ เรื่องการย้ายงานของเขาถูกจัดการไว้อย่างราบรื่น แค่จัดการเรื่องที่พักให้เข้าที่เข้าทางก็สามารถเริ่มงานใหม่ได้ทันที
ทางกองบัญชาการทหารยังใจดีจัดสรรบ้านพักพร้อมลานส่วนตัวให้พวกเขาหลังหนึ่ง แม้ตัวบ้านจะดูไม่ใหม่นักและมีขนาดไม่ใหญ่โต แต่ก็มีถึงสามห้องนอน ซึ่งนับว่าเพียงพอแล้วสำหรับครอบครัวของเขา
มีเพียงห้องน้ำเท่านั้นที่ต้องใช้ร่วมกับบ้านหลังอื่น
ส่วนเรื่องอาหารการกินก็หายห่วง เพราะมีโรงอาหารขนาดใหญ่ไว้คอยบริการ บริเวณรอบๆ ยังมีทั้งโรงเรียน สหกรณ์การค้าและการตลาด แถมยังอยู่ใกล้ที่ทำงานอีกต่างหาก นับว่าสะดวกสบายอย่างที่สุด
ทุกคนในครอบครัวเมิ่งรู้สึกพอใจเป็นอย่างยิ่ง สภาพความเป็นอยู่เช่นนี้ดีเกินกว่าที่พวกเขาคาดหวังไว้มากมายนัก
ตัวบ้านเพิ่งได้รับการทำความสะอาดมาหมาดๆ ทำให้ดูสะอาดสะอ้านน่าอยู่ เมิ่งจิ่วซือพาลูกชายช่วยกันจัดข้าวของเข้าที่ จากนั้นก็ไปหาซื้อเฟอร์นิเจอร์เก่าๆ และของใช้ที่จำเป็นมาเพิ่มเติม กว่าทุกอย่างจะลงตัวถึงได้พักผ่อนกันจริงๆ จังๆ
เมื่อมีเวลาว่าง เขาจึงลงมือนั่งเขียนจดหมายเพื่อส่งข่าวคราวกลับไปให้ที่บ้าน
ส่วนจิงโม่และกว่างไป๋ก็กำลังขะมักเขม้นเขียนจดหมายถึงเพื่อนรักฝาแฝดเช่นกัน
คนพี่รู้จักตัวหนังสือเยอะกว่า จึงเขียนได้อย่างคล่องแคล่วไม่มีสะดุด ผิดกับคนน้องที่ยังรู้ศัพท์ไม่มากนัก หลายคำจึงต้องอาศัยการเขียนพินอินกำกับแทน กว่าจะเขียนเสร็จแต่ละประโยคช่างเป็นช่วงเวลาที่แสนจะทรมานใจ
บ้านสกุลหนิง
เมาตั้นเขียนจดหมายเสร็จตั้งนานแล้ว เขาจึงเดินไปขอเงินและแสตมป์กับย่า แต่ยายเฒ่าหนิงซึ่งอยากจะสร้างโอกาสให้พ่อลูกได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น จึงบอกปัดให้เขาไปขอจากพ่อของตัวเองแทน ทำเอาเมาตั้นถึงกับลำบากใจอย่างหนัก
เด็กชายยืนลังเลอยู่เนิ่นนาน พยายามรวบรวมความกล้าอยู่หลายครั้งหลายครา ในที่สุดก็ตัดสินใจเดินไปหาหนิงหมิงเต๋อ
การกลับบ้านเกิดครั้งล่าสุดของผู้บัญชาการหนิงทำให้เขามีงานคั่งค้างอยู่เป็นภูเขาเลากา พอกลับมาถึงจึงต้องรีบสะสางจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน ผ่านไปสิบกว่าชั่วโมงแล้วที่ยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยเพื่อกระชับความสัมพันธ์กับลูกชาย ความพยายามที่ผ่านมาดูเหมือนจะสูญเปล่าไปเสียหมดสิ้น ชายวัยกลางคนจึงรู้สึกห่อเหี่ยวใจอยู่ลึกๆ
ดังนั้น เมื่อเห็นเมาตั้นเดินตรงมาหา ใบหน้าของเขาจึงปรากฏรอยยิ้มยินดีขึ้นมาทันที
“เมาตั้น”
ผู้บัญชาการหนิงลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปหาลูกชาย พร้อมกับเปิดลูกพีชกระป๋องในมือส่งให้ “ย่าบอกว่าลูกชอบกินของกระป๋อง พ่อเพิ่งซื้อมาใหม่เลยนะ ลองชิมดูสิว่าชอบหรือเปล่า”
เดิมทีเมาตั้นไม่ได้ตั้งใจจะอยู่นาน แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่ทอประกายแห่งความหวังของพ่อ เขาก็เม้มปากแน่น ตัดสินใจไม่พูดอะไรที่อาจทำลายบรรยากาศดีๆ แล้วนั่งลงกินลูกพีชกระป๋องอย่างเงียบๆ
คนเป็นพ่อเฝ้ามองลูกชาย รู้สึกว่าไม่ว่าลูกจะทำอะไรก็น่ามองไปเสียหมด
“…”
หลังจากกินลูกพีชกระป๋องจนหมด เมาตั้นก็ลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยปาก “...ผมอยากส่งจดหมายไปให้อวี้เป่ากับเหิงเป่า...ท่านมีแสตมป์ไหมครับ”
ผู้บัญชาการหนิงตบหน้าผากตัวเองเบาๆ “พ่อผิดเอง พ่อลืมให้ลูกไปเลย”
เมาตั้นขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
หืม?
ผู้บัญชาการหนิงเดินไปที่ตู้เก็บของ หยิบกระเป๋าสะพายใบเล็กสีเขียวทหารออกมาแล้วยื่นให้กับลูกชาย
“กระเป๋าใบนี้พ่อเตรียมไว้ให้เป็นกระเป๋านักเรียนของลูกนะ แบบเดียวกับของฝาแฝดเลย ในกระเป๋ามีทั้งเงินและตั๋วปันส่วน พ่อให้เป็นแต๊ะเอียย้อนหลัง แล้วก็มีเงินสำหรับซื้อของขวัญวันเกิดด้วย ลูกอยากจะเอาไปใช้อะไรก็จัดการได้ตามใจเลย”
เขารู้ดีว่าลูกชายแอบอิจฉากระเป๋าใบใหม่ของเพื่อนรักฝาแฝด พอกลับมาถึงจึงรีบไปหาซื้อมาเตรียมไว้ให้ แต่ก็มัวแต่ยุ่งเรื่องงานจนยังไม่มีโอกาสได้ให้เสียที
เมาตั้นชอบกระเป๋าสะพายสีเขียวใบนี้มากจริงๆ ยิ่งเมื่อรู้ว่าเป็นแบบเดียวกับของอวี้เป่าและเหิงเป่า เขาก็ยิ่งถูกใจเป็นทวีคูณ
“...ขอบคุณครับ”
แม่เคยบอกไว้ว่าพ่อเป็นคนใจเย็นและมีเหตุผลมาก เมื่อก่อนเขาเองก็ยังครึ่งเชื่อครึ่งไม่เชื่อ แต่มาถึงตอนนี้ เขาเชื่อสนิทใจแล้ว
ผู้บัญชาการหนิงไม่ได้อยากได้ยินคำขอบคุณจากปากลูกชาย สิ่งที่เขาอยากได้ยินมีเพียงคำว่า “พ่อ” เท่านั้น
“กับพ่อไม่ต้องเกรงใจหรอกนะ ถ้าขาดเหลืออะไรก็มาบอกพ่อได้เลย เหมือนอย่างวันนี้ไง” เขาพูดพลางจ้องมองลูกชายด้วยสายตาเปี่ยมความหวัง
เมาตั้นเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยออกมาในที่สุด “ผมเข้าใจแล้วครับ...พ่อ”
[จบบท]