บทที่ 427: ถูกเรียกผู้ปกครอง
ยายเฒ่าหยวนผลักข่งหงหงจนเซ “นี่ไม่ใช่เรื่องของแก หลีกไป” หญิงชราหรี่ตามองเด็กสาวอย่างเอาเรื่อง “อย่าให้ฉันต้องลงไม้ลงมือกับแกนะ!”
ในบ้านเหลือเพียงข่งหงหงอยู่คนเดียว เธอรู้ดีว่ายายเฒ่าหยวนเป็นพวกอันธพาลรุ่นใหญ่ที่หาเรื่องได้ไม่เลือกหน้า จึงกลัวว่าจะถูกทำร้ายขึ้นมาจริงๆ เลยไม่กล้าต่อปากต่อคำอีก ได้แต่กระทืบเท้าปึงปังด้วยความโมโหแล้ววิ่งออกจากบ้านไป มุ่งหน้าไปยังโรงงานเพื่อฟ้องข่งอู่ผู้เป็นพ่อ
หยวนฉินไม่ได้ใส่ใจท่าทีของลูกเลี้ยงเลยสักนิด
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคำพูดของผู้เป็นแม่สั่นคลอนหัวใจของหยวนฉินอย่างรุนแรง
เธอทำแบบนั้นได้จริงๆ หรือ การหย่าร้างแล้วกลับไปเริ่มต้นใหม่กับครอบครัวเดิม แต่ว่า…
พอภาพของลูกชายทั้งสองที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยปรากฏขึ้นมาในหัวใจ เงามืดก็เข้าปกคลุมจิตใจของเธออีกครั้ง หากไม่มีเมิ่งจิงโม่และเมิ่งกว่างไป๋ เมิ่งจิ่วซือไม่มีวันให้อภัยเธออย่างแน่นอน ไม่มีวัน! เธอรู้จักนิสัยของเขาดี เขารักและให้ความสำคัญกับลูกชายทั้งสองคนยิ่งกว่าชีวิตของตัวเองเสียอีก
เพียะ!
ฝ่ามือของหยวนฉินฟาดลงบนใบหน้าของตัวเองอย่างแรง
“ฉันมันโง่เง่าสิ้นดี” น้ำตาแห่งความเสียใจไหลอาบแก้ม “ฉันปล่อยให้เมิ่งจิงโม่กับเมิ่งกว่างไป๋หายไปได้ยังไง แล้วฉันจะเอาหน้าไปพบเขาได้ที่ไหน ฉันสมควรตายนัก” ว่าแล้วก็ตบหน้าตัวเองซ้ำอีกฉาด
เมิ่งจิ่วซือเป็นผู้ชายที่รักครอบครัวเสมอมา เขาเป็นคนอ่อนโยนและให้เกียรติภรรยา เป็นทั้งสามีที่ประเสริฐและพ่อที่สมบูรณ์แบบ หลังจากแต่งงานกับเขา เธอก็ไม่เคยต้องเผชิญกับความยากลำบากใดๆ เลย หยวนฉินรักเขาเกินกว่าจะตัดใจได้
อาจเป็นเพราะชีวิตที่สุขสบายมาเนิ่นนานเกินไปจนสมองของเธอเลอะเลือน ถึงได้มองว่าครอบครัวฝั่งแม่สำคัญกว่าครอบครัวเล็กๆ ของตัวเอง ลืมไปเสียสนิทว่าก่อนที่จะได้แต่งงานกับเมิ่งจิ่วซือ ชีวิตของเธอที่บ้านหยวนนั้นไม่ได้ดีงามเลยสักนิด
การที่ต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ก็นับว่าสมควรแล้ว เธอช่างโง่เขลาเสียจริง
หยวนฉินอดไม่ได้ที่จะโทษครอบครัวเดิมและกล่าวโทษแม่แท้ๆ ของตัวเอง ทุกย่างก้าวที่เธอตัดสินใจผิดพลาด ล้วนมีมือของแม่คอยชักใยอยู่เบื้องหลังเสมอ!
แววตาของยายเฒ่าหยวนฉายประกายเจ้าเล่ห์ เธอขยับเข้าไปใกล้ลูกสาวแล้วกระซิบเสียงเบา “บอกว่าโง่ก็ไม่เชื่อ” หญิงชราทำทีเป็นใจเย็น ค่อยๆ พูดอย่างมีหลักการ “ลูกเขยรักลูกชายสองคนนั้นจะตาย แต่ทำไมเขาถึงไม่มาตามหาเด็กๆ ที่นี่ล่ะ มันหมายความว่ายังไง”
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจของหยวนฉินอย่างไม่น่าเชื่อ ดวงตาของเธอเปล่งประกายแห่งความหวังขึ้นมาทันที
“หมายความว่ายังไงเหรอคะ” เธอถามเสียงแหบพร่า
“โง่เอ๊ย” ยายเฒ่าหยวนสบถ ก่อนจะเฉลย “ก็หมายความว่าเขารู้ยังไงล่ะ ว่าเจ้าเด็กสองคนนั่นอยู่ที่ไหน”
ดวงตาที่เต็มไปด้วยความโลภหรี่ลง “ฉันว่านะ เมิ่งจิงโม่กับเมิ่งกว่างไป๋ต้องอยู่กับลูกเขยแน่ๆ ไม่อย่างนั้นเขาไม่มีทางไม่กลับมาเด็ดขาด!”
ดวงตาของหยวนฉินเป็นประกายยิ่งขึ้น เธอถามอย่างไม่แน่ใจนัก “แม่จะบอกว่า…เมิ่งจิงโม่กับเมิ่งกว่างไป๋อยู่กับจิ่วซือเหรอคะ”
“แน่นอนที่สุด” ยายเฒ่าหยวนยืนยันหนักแน่น “ลูกเขยรักลูกชายสองคนนั้นปานจะกลืนกิน ถ้าเขาไม่รู้ว่าพวกแก้วตาดวงใจอยู่ที่ไหน มีหรือที่เขาจะไม่กลับมาตามหา!”
อันที่จริง หญิงชรากลับรู้สึกโล่งใจที่เมิ่งจิ่วซือไม่กลับมา เพราะหากเขากลับมา เธอก็กลัวว่าลูกชายของตัวเองจะเดือดร้อนไปด้วย คนโบราณเคยกล่าวไว้ว่าจะสร้างศัตรูกับใครก็ได้ แต่อย่าได้ไปมีเรื่องกับหมอเป็นอันขาด เพราะเครือข่ายเส้นสายของคนเป็นหมอนั้นกว้างขวางเกินกว่าจะจินตนาการได้ เพียงแค่เมิ่งจิ่วซือเอ่ยปากพูดอะไรสักคำ ก็อาจทำให้ลูกชายของเธอต้องตกงานได้ง่ายๆ
หยวนฉินไม่ล่วงรู้ความคิดในใจของแม่ เธอเพียงรู้สึกว่าสิ่งที่แม่พูดนั้นมีเหตุผล คลื่นอารมณ์ในใจซัดสาดอย่างรุนแรงจนยากจะสงบลงได้ เธอจึงได้แต่ก้มหน้าเงียบ
“อ้าว ทำไมไม่พูดล่ะ ตกลงแกจะเอายังไงกันแน่” ยายเฒ่าหยวนเร่งเร้าอย่างร้อนใจ
“เขาเป็นหมอในโรงพยาบาลของกองบัญชาการทหารนะ อนาคตไกลกว่าผัวคนปัจจุบันของแกตั้งไม่รู้เท่าไหร่ แกจะมัวลังเลอะไรอยู่!”
“ลูกชายทั้งสองคนของเขาก็คลอดมาจากท้องของแก แกจะกลัวอะไรอีก รีบๆ หย่าแล้วกลับไปคืนดีกับเขาซะ หรือว่าชีวิตที่เป็นอยู่ตอนนี้แกยังทนไม่พออีกหรือไง!”
ข่งอู่นั้นรับมือยาก เขาไม่ได้รู้สึกผูกพันอะไรกับบ้านหยวนเลย ขนาดเธอซึ่งเป็นแม่ยายไปหาทีไรก็ยังเจอแต่สายตาเย็นชากับท่าทีรังเกียจ ไม่ต้องพูดถึงลูกชายของเธอที่ชอบฉวยโอกาส เขายิ่งไม่ชอบหน้าเข้าไปใหญ่! ยายเฒ่าหยวนฉวยโอกาสจากลูกเขยคนนี้ไม่ได้เลยสักนิด ในใจจึงแอบเกลียดชังมาตลอด พอรู้ว่าเมิ่งจิ่วซือมีอนาคตที่สดใสกว่า ใจของเธอก็เลยหวั่นไหวเป็นธรรมดา
“พูดมาสิ!” ยายเฒ่าหยวนเขย่าแขนลูกสาวอย่างกระวนกระวาย
ตอนนี้บ้านหยวนต้องสูญเสียบ้านของตัวเองไป ถูกบีบให้กลับไปอาศัยอยู่ในบ้านเช่าเก่าๆ โทรมๆ แถมยังต้องคอยทนฟังคำเยาะเย้ยจากศัตรูเก่าอยู่เป็นประจำ เธอทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว และอยากจะอาศัยบารมีของเมิ่งจิ่วซือเพื่อเชิดหน้าชูตา ตบหน้าพวกที่เคยดูถูกกลับไปให้สาสม
“แกยังทนกับชีวิตแบบนี้ไม่พออีกหรือไง!”
“จะทนไม่พอได้ยังไงล่ะคะ หนูทนจนเกินพอแล้วต่างหาก” หยวนฉินตอบอย่างขมขื่น
เมื่ออยู่ที่บ้านข่ง ใครก็สามารถด่าทอเธอได้ทั้งนั้น ต่อให้เธอจะทำงานบ้านหนักแค่ไหน สามีและลูกเลี้ยงก็ไม่เคยมีใครเห็นคุณค่า พวกเขามักจะหยิบยกเรื่องที่เธอเป็นแค่แม่เลี้ยงและไม่มีสินเจ้าสาวติดตัวมาพูดจาถากถางอยู่เสมอ
ชีวิตในแต่ละวันของเธอช่างน่าอึดอัดเสียจนอดคิดไม่ได้ว่าครอบครัวที่เคยมีในอดีตนั้นเป็นเพียงแค่ความฝัน
“แล้วแกจะรออะไรอยู่อีก รีบไปหาข่งอู่แล้วบอกเขาไปเลยว่าแกจะหย่า” ยายเฒ่าหยวนเร่งเร้า “พอหย่ากันเรียบร้อย แม่จะพาแกไปหาลูกเขยเอง ผัวเมียที่ไหนจะโกรธกันข้ามคืนได้ ทะเลาะกันบนเตียงเดี๋ยวก็ดีกันเองนั่นแหละ แกก็แค่ให้หลานชายสองคนของแม่ช่วยพูดกล่อมพ่อเขาหน่อย แล้วจะมีอะไรให้ต้องกังวลอีก”
ในที่สุดหยวนฉินก็ตัดสินใจได้อย่างเด็ดเดี่ยว “ค่ะ” เธอรับคำ
ที่นอกประตู ข่งอู่กระตุกยิ้มหยัน ก่อนจะผลักประตูเดินเข้ามา
เสียงที่ดังขึ้นทำให้สองแม่ลูกสะดุ้งตกใจ หยวนฉินหน้าซีดเผือด เธอลุกพรวดขึ้นยืนพร้อมกับถามเสียงหลง “คุณ…กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”
ข่งอู่นั่งลงบนเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์ สายตาเย็นเยียบกวาดมองสองแม่ลูก ก่อนจะเอ่ยวาจาเสียดแทง “ถ้าผมไม่กลับมา จะรู้ได้ยังไงว่าพวกคุณกำลังเล่นละครตบตากันอยู่”
สีหน้าของหยวนฉินย่ำแย่ลงทันที เธอเกลียดท่าทีดูถูกดูแคลนที่เขามีต่อเธอและครอบครัวของเธอเหลือเกิน มันทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองช่างไร้ค่าและน่าสมเพช!
ข่งอู่ใช้ชีวิตร่วมกับหยวนฉินมานานพอที่จะอ่านใจเธอออกได้ในพริบตาเดียว แววตาของเขาฉายแววเหยียดหยามอยู่ในที เขารู้สึกว่าเธอช่างน่าขำสิ้นดี คงคิดว่าผู้ชายทุกคนบนโลกนี้จะเหมือนเมิ่งจิ่วซือ ที่ยอมทนนิสัยของเธอได้ทุกอย่างกระมัง ช่างเป็นผู้หญิงที่หลงตัวเองเสียจริง
“เธออยากหย่าเหรอ” ข่งอู่เอ่ยถามตรงๆ
หยวนฉินเองก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเธอทนการกดขี่ของครอบครัวข่งไม่ไหวอีกต่อไป หรือเป็นเพราะข่าวการได้กลับคืนสู่สถานะเดิมของครอบครัวเมิ่งที่ทำให้เธอใจกล้าขึ้นมาก็ไม่ทราบได้ เธอตอบกลับไปอย่างไม่ลังเล “ใช่! ฉันอยากหย่า!”
“อยากหย่าก็หย่าสิ ไปเก็บของของคุณซะ พอเก็บเสร็จเราก็ไปที่ว่าการกัน” ข่งอู่ตอบกลับอย่างเฉียบขาด
หยวนฉินถึงกับชะงัก เธอเคยคิดว่าข่งอู่ต้องไม่ยอมแน่ๆ และการหย่าร้างคงเป็นเรื่องที่ยุ่งยากวุ่นวาย แต่ไม่คิดเลยว่าเขาจะตอบตกลงง่ายดายขนาดนี้
“อะไรล่ะ หรือว่าเปลี่ยนใจ ไม่อยากหย่าแล้ว” ข่งอู่ถามด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน เขามีเงินอยู่เต็มมือ ต่อให้ต้องหย่า เขาก็หาภรรยาใหม่ได้ไม่ยาก เผลอๆ อาจจะได้ภรรยาที่ดีกว่าเดิมด้วยซ้ำเพราะเขาสามารถจ่ายค่าสินสอดได้มากกว่า ดังนั้นเขาจึงไม่ได้รู้สึกเสียดายอะไรเลย ในเมื่อทั้งสองก็ไม่ได้มีความรักต่อกันอยู่แล้ว
ยังไม่ทันที่หยวนฉินจะได้เอ่ยคำใด ยายเฒ่าหยวนที่กลัวว่าลูกเขยจะเปลี่ยนใจก็รีบพูดแทรกขึ้น “หย่าสิ! หย่าเดี๋ยวนี้เลย!” พูดจบก็หันไปเร่งลูกสาว “ยังจะยืนนิ่งอยู่ทำไม รีบไปเก็บของสิ! เก็บเสร็จแล้วก็กลับไปอยู่บ้านกับแม่ก่อน…” บ้านของเธอตอนนี้ไม่มีใครคอยทำความสะอาดจนสกปรกรกรุงรัง แถมยังมีเสื้อผ้ากองโตที่รอคนไปซักอยู่พอดี!
หยวนฉินกลับคิดว่าแม่เป็นห่วงเธอจากใจจริง และกำลังทำตามคำพูดที่เคยบอกไว้เสมอว่าบ้านของแม่คือบ้านของเธอ พร้อมต้อนรับเธอเสมอ หญิงสาวมองผู้เป็นแม่อย่างซาบซึ้ง แล้วเดินเข้าไปเก็บของโดยไม่อิดออด
“หึ!” ข่งอู่แค่นเสียงในลำคอ เขาอยากจะหัวเราะให้ลั่น ไม่คิดว่าจะมีคนโง่ได้ถึงขนาดนี้ ผู้หญิงคนนี้ถูกครอบครัวตัวเองหลอกใช้จนตกอยู่ในสภาพนี้แล้ว ยังมองไม่ออกอีกหรือว่าคนบ้านหยวนก็ไม่ต่างอะไรกับฝูงหมาป่า
เขาอยากจะรอดูละครฉากต่อไป แต่ก็รู้สึกระอาใจจนพูดไม่ออก ได้แต่ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย
หยวนฉินชะงักเท้าไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้หันกลับมามอง เธอยังคงก้าวเดินต่อไปอย่างมุ่งมั่น และเก็บข้าวของของเธออย่างรวดเร็ว
ข่งอู่ไม่รอให้เธอต้องเอ่ยปาก เขาลุกขึ้นยืนเอง “ไปกันเถอะ ที่ว่าการน่าจะยังเปิดอยู่ รีบไปทำให้เสร็จๆ เรื่องจะได้จบ” เขาพูดเหมือนยกภูเขาออกจากอก ท่าทางดูยินดีเสียเหลือเกิน เขารู้ดีว่าตอนนี้ครอบครัวหยวนถังแตกแล้ว จึงไม่ได้ทวงเงินสินสอด 66 หยวนคืนแม้แต่คำเดียว
หยวนฉินพูดไม่ออก… คนโบราณว่าผัวเมียอยู่กันแค่คืนเดียวก็ยังมีเยื่อใยไปอีกร้อยวัน แต่ผู้ชายคนนี้ช่างเลือดเย็นสิ้นดี! เธอตัดสินใจไม่ผิดจริงๆ ที่จะหย่ากับเขา
“ฉันก็อยากให้มันจบๆ ไปเหมือนกัน” เมื่อรู้ว่าอีกไม่นานก็จะตัดขาดกันแล้ว หยวนฉินก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้บ้านข่งอีกต่อไป เธอเชิดหน้าขึ้นพูดสวนกลับไปอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน
ข่งอู่ไม่ได้ตอบอะไร ในใจเขาก็คิดเช่นเดียวกัน คู่สามีภรรยาที่แต่งงานกันได้ไม่ถึงครึ่งปี เดินทางไปทำเรื่องหย่าร้างโดยมีแม่ยายเดินตามไปด้วย
ในยุคสมัยที่น้อยคนนักจะกล้าหย่าร้าง อย่างน้อยในแถบนี้ ข่งอู่และหยวนฉินก็นับเป็นคู่แรกและคู่เดียว จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เรื่องนี้จะกลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทุกคนพูดถึง
“นี่ๆ ได้ยินข่าวรึยัง พนักงานในโรงงานเราหย่ากันล่ะ”
“ได้ยินแล้วๆ เขาว่าแต่งงานกันยังไม่ถึงครึ่งปีเลยนะ ได้ข่าวว่าสามีคนเก่าของผู้หญิงน่ะถูกจับตัวไป เธอก็เลยยกบ้านให้ที่บ้านตัวเอง แถมยังยกตำแหน่งงานในโรงงานให้น้องสะใภ้อีกด้วย”
[จบบท]