บทที่ 428: ลมปาก
“พูดถึงผู้หญิงคนนั้นแล้วก็ใจดำอำมหิตจริงๆ ขนาดลูกในไส้แท้ๆ ยังทิ้งได้ลงคอเพื่อเอาตัวเองรอด ลูกชายสองคน... ถูกแม่แท้ๆ ขายให้แก๊งค้ามนุษย์ไปแล้ว”
“พอขายลูกทิ้งไปได้ก็ตัวเบาเลยสิ รีบแจ้นหาผัวใหม่ทันที ตอนนี้ได้ข่าวว่าหย่าอีกรอบแล้วนะ ทำตัวน่าอับอายขายขี้หน้าผู้หญิงด้วยกันจริงๆ”
“อ้าว แต่งไปแล้วไหงหย่าอีกแล้วล่ะ ผู้หญิงที่ผ่านการหย่าร้างมาน่ะ ชื่อเสียงเสียหายหมดนะ”
“เรื่องนี้ฉันรู้ดีเลย” หญิงสาวที่พักอยู่ชั้นเดียวกับครอบครัวข่งทำท่าทางประกอบ “ได้ยินว่าผัวเก่าของนางน่ะ... ตอนนี้ไม่ธรรมดาแล้วนะ รุ่งเรืองกว่าแต่ก่อนเยอะ อนาคตไกลลิบเลย แล้วแบบนี้มีหรือที่นางจะทนอยู่กับคนใหม่ได้”
วงสนทนาต่างเบ้ปากด้วยความสมเพช “ผู้หญิงอะไรทั้งเห็นแก่ตัวทั้งเหี้ยมโหด”
“นั่นน่ะสิ...”
ข่าวดีไม่เคยออกนอกประตู แต่ข่าวฉาวกลับแพร่ไปไกลพันลี้ ข่าวลือต่างๆ นานายิ่งเล่าต่อก็ยิ่งบิดเบือนไปจากความเป็นจริง ในมุมที่หยวนฉินไม่เคยรับรู้ ชื่อเสียงที่เคยดีงามของเธอกลับถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี
เวลานี้หยวนฉินกำลังยืนตะลึงกับสภาพบ้านที่รกจนแทบไม่มีทางเดิน
ยายเฒ่าหยวนคว้ามือลูกสาวไปกุมไว้ พลางร่ำไห้คร่ำครวญ “...บ้านเราไม่มีลานกว้างๆ แล้ว ต้องมาอาศัยอยู่ที่นี่ ถึงมันจะทั้งสกปรกทั้งรก แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีที่ซุกหัวนอนนะลูก มาอยู่กับแม่เถอะ อย่ารังเกียจกันเลย”
“แล้วทำไมแม่ไม่เก็บกวาดให้มันเรียบร้อยหน่อยล่ะคะ” หยวนฉินยกมือขึ้นปิดจมูก กลิ่นเหม็นอับที่ลอยมาจากไหนสักแห่งทำเอาปวดหัวจนแทบจะระเบิด
“ก็น้องชายกับน้องสะใภ้ของลูกต้องออกไปทำงานหาเลี้ยงครอบครัว ส่วนแม่เองก็แก่แล้ว สุขภาพไม่ค่อยดี ที่บ้านเราไม่มีเงินเหลือพอจะซื้อยาด้วยซ้ำ ทุกวันนี้แม่ไม่มีเรี่ยวแรงเลย แค่จะลุกไปเก็บกวาดก็ยังไม่ไหว แม่คงต้องทำให้ลูกลำบากหน่อยนะ...” ยายเฒ่าหยวนบีบน้ำตาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
หยวนฉินถึงกับพูดอะไรไม่ออก
เธอมองแม่ของตนนิ่งๆ อยู่หลายวินาที ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ แล้วพับแขนเสื้อขึ้นเตรียมลงมือทำความสะอาด
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของยายเฒ่าหยวน “ดีมากลูกรัก เดี๋ยวแม่ไปหาผ้าขี้ริ้วมาให้นะ” หญิงชราเอ่ยพลางลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ไม่ต้องค่ะแม่ หนูทำเองได้” หยวนฉินหันไปพูดกับแม่ “แต่แม่ช่วยไปสืบข่าวของจิ่วซือให้หนูหน่อยได้ไหมคะ หนูเป็นห่วงจิงโม่กับกว่างไป๋”
ยายเฒ่าหยวนที่คิดจะพักเหนื่อยถึงกับหน้าตึงขึ้นมาทันทีเมื่อถูกลูกสาวใช้ให้ไปทำธุระ
เพิ่งจะมานึกเป็นห่วงเอาตอนนี้ มันไม่สายเกินไปหน่อยหรือ ป่านนี้เจ้าเด็กสองคนนั่นคงลืมไปแล้วกระมังว่าใครเป็นแม่
แต่พอคิดถึงข้าวของต่างๆ ที่เคยได้มาจากเมิ่งจิ่วซือ ท่าทีของหญิงชราก็เปลี่ยนไปในพริบตา “ได้สิลูก เดี๋ยวแม่ไปให้เดี๋ยวนี้เลย”
“ลูกก็จัดการตรงนี้ไปนะ อย่าลืมหุงหาอาหารไว้ด้วยล่ะ เดี๋ยวพี่ชายแกจะกลับมาแล้ว” ยายเฒ่าหยวนไม่วายกำชับ
หยวนฉินขานรับ “ค่ะแม่ เดินทางดีๆ นะคะ”
หลังจากยายเฒ่าหยวนออกจากบ้านไป เธอก็ใช้เส้นสายทั้งหมดที่มีเพื่อสืบข่าว แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครรู้ที่อยู่ของอดีตลูกเขยเลยแม้แต่คนเดียว
เมื่อหมดหนทาง ยายเฒ่าหยวนจึงตัดสินใจไปยังโรงงานเก่าที่เมิ่งจิ่วซือเคยทำงานอยู่ เพื่อสอบถามกับหัวหน้าโรงงานโดยตรง
แต่ที่อยู่ของเมิ่งจิ่วซือถูกเก็บเป็นความลับสุดยอด มีหรือที่หัวหน้าโรงงานจะปริปากบอกใครง่ายๆ เขาจึงปฏิเสธไปว่าไม่รู้เรื่อง แล้วทำท่าจะเดินหนีไปทันที
ยายเฒ่าหยวนไม่ยอมปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป เธอทิ้งตัวลงนั่งแผละกับพื้น คว้าขากางเกงของหัวหน้าโรงงานไว้แน่นแล้วแผดเสียงร้องโวยวาย “ช่วยด้วยจ้า หัวหน้าโรงงานรังแกคนแก่แล้ว”
เสียงร้องโหยหวนของเธอเรียกความสนใจจากคนงานที่กำลังทำงานอยู่ให้พากันออกมามุงดูเหตุการณ์
หัวหน้าโรงงานรีบสะบัดขากางเกงให้หลุดจากการเกาะกุม แล้วถอยห่างออกมาหลายก้าว
เขาเลือกที่จะไม่เสียเวลาต่อปากต่อคำกับหญิงชราที่พูดจาไม่รู้เรื่อง แต่หันไปสั่งให้คนไปตามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมาแทน
“ไปตามคนจากแผนกรักษาความปลอดภัยมาจัดการด้วย พาสหายหญิงชราที่กำลังก่อเรื่องวุ่นวายคนนี้ออกไปที ที่นี่เป็นสถานที่ผลิตสินค้า ไม่ใช่โรงงิ้วให้ใครมาเปิดการแสดง”
สิ้นคำพูดนั้น เขาก็รีบเดินปลีกตัวออกจากตรงนั้นไปอย่างรวดเร็ว ประสบการณ์ที่สั่งสมมาหลายปีสอนให้รู้ว่า การเจอคนพาลไร้เหตุผลเช่นนี้ การเอาตัวเองออกจากสถานการณ์ให้เร็วที่สุดคือการกระทำที่ฉลาดที่สุด
และก็เป็นไปตามที่เขาคาดไว้
พอตัวละครหลักเดินหนีไปแล้ว คนที่แกล้งแสดงละครอยู่ก็เล่นต่อไปไม่ไหว ได้แต่ต้องลุกขึ้นแล้วเดินจากไปอย่างหัวซุกหัวซุน
สมัยที่เมิ่งจิ่วซือยังทำงานอยู่ที่นี่ ยายเฒ่าหยวนนั้นทั้งหยิ่งผยองและวางท่าใหญ่โตคับโรงงานจนเป็นที่เลื่องลือ พอมาตอนนี้เธอกลับมีสภาพไม่ต่างอะไรกับหมาจนตรอก บรรดาจีนมุงที่เคยไม่พอใจต่างพากันหัวเราะเยาะด้วยความสะใจ
…
เวลาผ่านไปไม่นาน ข่าวการหย่าร้างของหยวนฉินก็ไปถึงหูของเมิ่งจิ่วซือ
สีหน้าของเขายังคงเรียบเฉยไม่ไหวติง เขาเพียงแค่บอกกับคนปลายสายไปว่า “ผมไม่สนใจ”
หลังจากแสดงจุดยืนของตัวเองอย่างชัดเจนแล้ว เขาก็พูดต่อ “ผมกับหยวนฉินหย่ากันไปแล้ว ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับครอบครัวหยวนอีก ต่อไปนี้เรื่องของพวกเขาไม่ต้องมาบอกผมอีก... และเรื่องของผม ก็อย่าไปบอกพวกเขาเช่นกัน”
เสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดีดังมาจากปลายสาย
“พูดเป็นเล่นน่า คุณระวังตัวซะขนาดนี้ ไม่เคยเขียนจดหมายมาสักฉบับ ผมยังไม่รู้ที่อยู่คุณเลย แล้วจะเอาที่ไหนไปบอกครอบครัวหยวนกันล่ะ”
น้ำเสียงของเมิ่งจิ่วซือเจือความรู้สึกผิดเล็กน้อย “การเขียนจดหมายมันเสี่ยงเกินไป ผมไม่อยากให้พวกเขามารบกวนโม่โม่กับไป๋ไป๋ เพราะฉะนั้นต่อจากนี้ไปผมก็จะไม่เขียนจดหมายอีก”
เสียงหัวเราะของคนในโทรศัพท์เงียบหายไปทันที แทนที่ด้วยความรู้สึกผิดที่ฉายชัดขึ้นมาบนใบหน้าของเขา ตอนที่จิงโม่และกว่างไป๋ต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก เขาไม่ได้อยู่ที่เมืองหลวงจึงไม่อาจยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือได้ ชายหนุ่มจึงรู้สึกผิดต่อเพื่อนสนิทคนนี้เสมอมา
“ไม่เขียนน่ะถูกแล้ว ตัดปัญหาไปได้เยอะเลย”
ทั้งสองคุยกันต่ออีกเพียงไม่กี่ประโยคก็วางสายไป
เมิ่งจิ่วซือวางหูโทรศัพท์แล้ว แต่ยังคงยืนนิ่งอยู่ข้างโทรศัพท์ ในใจรู้สึกสับสนซับซ้อน
เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าหยวนฉินจะหย่าร้าง แล้วยังมีความคิดที่จะกลับมาเริ่มต้นใหม่กับเขาอีก
มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่แฝงความเย็นชา
ต้องยอมรับจริงๆ ว่าครอบครัวหยวนรู้จักนิสัยเขาดี
ถ้าหากเขายังไม่เจอครอบครัวที่แท้จริง และยังเป็นเพียงผู้ชายคนเดิมที่โหยหาการมีบ้านเป็นของตัวเอง... เขาก็คงมีโอกาสเกินกว่าครึ่งที่จะพยักหน้าตอบตกลง อย่างน้อยก็เพื่อมอบครอบครัวที่สมบูรณ์ให้กับลูกชายทั้งสองคน
แต่ไม่ใช่สำหรับตอนนี้... เขาไม่มีวันกลับไปเป็นคนเดิมอีกแล้ว!
พ่อกับแม่สอนเขาเสมอว่า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือเมื่อไหร่ก็ตาม ให้คิดถึงความรู้สึกของตัวเองเป็นอันดับแรกเสมอ ความต้องการของคนอื่นต้องมาทีหลัง
และเขากำลังพยายามปรับตัวให้เป็นเช่นนั้น
สายเลือดตระกูลหลินที่ไหลเวียนอยู่ในกายสอนให้เขาหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี การก้มหัวให้กับโชคชะตาอย่างอ่อนแอมีแต่จะนำความอัปยศมาสู่พ่อแม่และพี่น้องของเขา
ความคิดเหล่านั้นแล่นผ่านเข้ามาในหัวของเมิ่งจิ่วซือเพียงชั่วครู่ เขาสูดหายใจลึกเพื่อปรับสภาพอารมณ์ให้มั่นคง ก่อนจะก้าวเดินอย่างหนักแน่นมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาล
นับจากนี้ไป ครอบครัวหยวนจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับชีวิตของเขาอีก เส้นทางเบื้องหน้าของพวกเขา มีแต่ความราบรื่นสดใสรออยู่
…
เรื่องราวเหล่านี้ หลินเจาเพิ่งจะมารู้ก็ตอนที่ได้รับจดหมายฉบับที่สองจากพี่ชายคนที่สี่ของเธอ
ซึ่งเวลานั้นก็ล่วงเลยมากว่าครึ่งเดือนแล้ว นับตั้งแต่วันที่ลูกชายฝาแฝดของเธอเริ่มไปโรงเรียน
พอรู้ข่าวว่าคุณครูประจำชั้นของเจ้าตัวแสบทั้งสองเรียกให้ไปพบที่โรงเรียน หลินเจาก็ถึงกับแปลกใจ
“ว่าไงครับสองแสบ ไปมีเรื่องชกต่อยกับเพื่อนที่โรงเรียนมาใช่ไหม”
เหิงเป่ามีท่าทีรู้สึกผิดอยู่ลึกๆ แต่พอได้ยินแม่ถามแบบนั้นก็เชิดหน้ายืดคอขึ้น ตอบกลับเสียงดังด้วยสีหน้าไม่ยอมรับผิด “ก็สวี่เจวี่ยนเจวี่ยนมาแย่งลูกอมผมก่อนนี่นา ผมบอกให้ขอโทษดีๆ ก็ไม่ยอม ยังจะมาแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ผมอีก ไม่ให้ผมต่อยเขาแล้วจะให้ไปต่อยใครล่ะครับ!”
ฟังจากที่เล่ามา ดูเหมือนว่าต้นเหตุก็ไม่ได้มาจากลูกชายของเธอฝ่ายเดียว
แต่ถึงอย่างนั้น...
“ถึงอย่างนั้นลูกก็ไม่ควรไปต่อยเพื่อนเขานะ ถ้าเกิดเขาเจ็บหนักขึ้นมาจะทำยังไง แม่เคยสอนให้เราใช้กำลังแก้ปัญหาแบบนี้เหรอ” หลินเจาเปลี่ยนเป็นโหมดจริงจังทันที
เรื่องแบบนี้จะมองเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ก็ได้ แต่เธอต้องจัดการให้เด็ดขาด จะปล่อยให้ลูกๆ ติดนิสัยชอบใช้กำปั้นตัดสินปัญหาไม่ได้
“แค่ลูกอมเม็ดเดียวเองนะ ไม่เห็นจะคุ้มให้ต้องลงไม้ลงมือกันเลยนี่ครับ สหายกู้จือเหิง”
เหิงเป่าเบะปากอย่างไม่เห็นด้วย “ทำไมจะไม่คุ้มล่ะครับ ขนาดผมเองยังเก็บไว้ไม่กล้ากินเลย แล้วทำไมต้องยอมให้คนอื่นมาแย่งไปง่ายๆ ด้วย”
“แม่ก็ไม่ได้ปล่อยให้ลูกอดอยากนี่นา” หลินเจาเอื้อมมือไปขยี้ผมที่เริ่มยาวของลูกชายจนฟูฟ่อง “ทำไมถึงได้หวงของกินขนาดนี้นะเรา”
“เพิ่งเปิดเทอมได้ไม่เท่าไหร่ก็สร้างเรื่องให้แม่ต้องไปโรงเรียนซะแล้ว พวกเรานี่เป็นลูกชายยอดกตัญญูของแม่จริงๆ เลยนะ!”
อวี้เป่าเห็นท่าไม่ดีจึงค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วดึงมือแม่มาเขย่าเบาๆ พลางส่งเสียงออดอ้อน “แม่ครับ~~”
เขารู้ดีว่าสิ่งที่ตัวเองกับเหิงเป่าทำลงไปมันไม่ถูกต้อง แต่เขาเป็นพี่ชาย จะยืนดูน้องถูกรังแกเฉยๆ ได้ยังไง เลยต้องเข้าไปช่วยน้องชาย
“เก่งนักนะเรื่องอ้อนเนี่ย” หลินเจาใช้หลังมือเช็ดเหงื่อบนหน้าผากให้ลูกชายคนโต น้ำเสียงอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด “เอาไว้วันหลังถ้าเพื่อนเขาไม่ลงมือก่อน เราก็ห้ามลงมือก่อนเด็ดขาดนะลูก พวกเรายังเล็ก ยังไม่รู้จักยั้งแรง ถ้าเผลอทำเพื่อนเจ็บหนักขึ้นมา มันจะเป็นตราบาปติดตัวเราไปตลอดชีวิตเลยนะ”
เธอรู้ว่าลูกแฝดฉลาดและฟังเหตุผลรู้เรื่อง จึงค่อยๆ อธิบายให้พวกเขาเข้าใจ
อวี้เป่าพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย “ครับ ต่อไปผมจะคอยห้ามเหิงเป่าเอง”
“แม่เชื่อใจลูก อวี้เป่าเป็นเด็กดีที่สุดของแม่เสมอ” หลินเจาประคองแก้มลูกชายคนโตด้วยความเอ็นดูและภาคภูมิใจ
เหิงเป่าเห็นพี่ชายได้รับคำชมก็รีบยื่นหน้าเข้ามาบ้าง พลางฉีกยิ้มกว้าง “แม่ครับ แล้วผมเป็นเด็กดีอันดับสองหรือเปล่า”
“ถ้าลูกเลิกต่อยคนอื่นเมื่อไหร่ ก็จะได้เป็นเด็กดีอันดับสองทันที”
เหิงเป่าให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ของตัวเองในสายตาแม่มาก เขาจึงรีบปรับสีหน้าจริงจังแล้วประกาศก้อง “ต่อไปนี้ผมจะคิดให้ดีๆ ก่อนทำอะไร จะไม่ต่อยใครอีกแล้วครับ!”
“ถ้าทำได้อย่างนั้น ลูกก็คือเด็กดีอันดับสองของแม่” หลินเจาถือโอกาสนี้ลูบหัวปลอบขวัญลูกชายตัวแสบ
“ฮิๆๆ...”
ขณะที่สามแม่ลูกกำลังคุยกันอยู่นั้น ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก ตามมาด้วยเสียงของซ่งอวิ๋นจิ่น
“พี่เจา พัสดุมาส่ง ผมเอามาให้”
หลินเจาลุกขึ้นไปเปิดประตูแล้วเอ่ยถาม “ของพี่เขยเหรอ”
[จบบท]