บทที่ 430: แขกคนใหม่ของบ้านลุง
ซ่งอวิ๋นจิ่นเห็นพี่สาวเดินลิ่วๆ ก็รีบวิ่งเหยาะๆ ตามไป พอได้ยินที่เพื่อนบ้านพูดก็ยิ้มกริ่มตอบกลับไปว่า “พอดีพี่สามผมส่งของมาให้นิดหน่อยน่ะครับ พี่สาวผมเลยคะยั้นคะยอจะเอามาให้พ่อกับแม่”
เพื่อนบ้านมีหรือจะดูไม่ออกว่าเขาจงใจจะอวด เลยเล่นตามน้ำไปอย่างรู้งาน “พี่สามของเธอเพิ่งกลับไปไม่ใช่เหรอ นี่ส่งของมาให้อีกแล้วเหรอเนี่ย ขยันจริงๆ นะ”
“เจาเจาก็เหมือนกันแหละจ้ะ ใส่ใจครอบครัวเสมอ”
คุณป้าเพื่อนบ้านเหลือบตามองขึ้นไปบนชั้นสาม ก่อนจะหันมาบอก “เธอมาได้จังหวะพอดีเลยนะ ที่บ้านลุงของเธอมีแขกมาด้วยล่ะ ไปช่วยกันดูหน่อยสิ”
ช่วยดูหน่อยเหรอคะ
หลินเจาขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ
แต่แล้วความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว
“อวิ๋นเฉิงพาแฟนกลับมาบ้านเหรอคะ”
ซ่งอวิ๋นจิ่นถึงกับตาโตเป็นไข่ห่าน
“!!!”
อะไรนะ!
นี่เขาไม่ได้กลับบ้านมานานแค่ไหนกันเชียว พี่ซ่งอวิ๋นเฉิงเห็นเขาเป็นหัวหลักหัวตอหรือยังไงกันนะ เรื่องใหญ่ขนาดพาแฟนมาบ้านกลับไม่คิดจะบอกกันสักคำ เขายังเป็นน้องชายแท้ๆ ของพี่อยู่หรือเปล่าเนี่ย!
ซ่งอวิ๋นจิ่นรู้สึกเหมือนใจสลายไม่มีชิ้นดี ทั้งโกรธทั้งน้อยใจจนเก็บสีหน้าเอาไว้ไม่อยู่
ความรู้สึกอยากต้อนรับว่าที่พี่สะใภ้ที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนพลันหดหายไปทันที
“ใช่แล้วล่ะ” คุณป้าเพื่อนบ้านยืนยัน เพราะเธอเห็นกับตาว่าซ่งอวิ๋นเฉิงพาผู้หญิงคนหนึ่งเดินขึ้นตึกมาด้วยกัน ถ้าไม่ใช่แฟนแล้วจะเป็นใครไปได้
ซ่งอวิ๋นจิ่นแผ่รังสีแห่งความหม่นหมองออกมาทั่วร่าง
ดีจริงๆ ดีมากเลย ลืมเขาสนิทเลยสินะ
พี่ซ่งอวิ๋นเฉิงใจร้ายชะมัด!
ไอความน้อยใจที่แผ่ออกมานั้นแรงเสียจนคุณป้าเพื่อนบ้านยังสัมผัสได้ เธอจึงเบนสายตาไปมองเนื้อในมือของเขาแล้วเปลี่ยนเรื่องคุย “อวิ๋นจิ่น ซื้อเนื้อมาได้ด้วยเหรอเนี่ย ตั้งเยอะแน่ะ”
“พี่สาวผมซื้อมาครับ” ซ่งอวิ๋นจิ่นตอบเสียงอ่อย แล้วก็เงียบไป
ดูเหมือนว่า...เขาจะถูกพี่ชายแท้ๆ หักอกเข้าอย่างจัง
หลินเจาเหลือบมองลูกพี่ลูกน้องของเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะช่วยอธิบาย “พอดีฉันอยากกินกัวเปาโย่วฝีมือป้าสะใภ้น่ะค่ะ เลยอุตส่าห์เก็บสะสมตั๋วแลกเนื้อไว้ พอซื้อเนื้อได้ก็รีบมาเลย”
เพื่อนบ้านพอได้ยินชื่อเมนูเด็ดก็หวนนึกถึงกลิ่นหอมฟุ้งที่โชยออกมาทุกครั้งที่ป้าสะใภ้ซ่งเข้าครัว จนต้องแอบลอบกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ ก่อนจะพยักหน้ายอมรับ “เรื่องทำกัวเปาโย่วนี่ต้องยกให้ป้าสะใภ้ของเธอเลยจริงๆ”
พูดจบเธอก็หัวเราะ “สงสัยวันนี้คนทั้งตึกคงได้กินข้าวไม่อร่อยกันอีกตามเคย”
ก็เพราะกลิ่นมันยั่วน้ำลายจนทนไม่ไหวน่ะสิ
เดี๋ยวเด็กๆ ก็ต้องร้องไห้งอแง พอร้องไห้ก็จะโดนผู้ใหญ่ดุเสียงดัง กลายเป็นเสียงเอะอะโวยวายไปทั้งตึก เป็นภาพที่ทุกคนในอาคารบ้านพักแห่งนี้คุ้นเคยกันดี
หลินเจาเองก็นึกภาพตามจนอดหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ได้
หลังจากบอกลาเพื่อนบ้านแล้ว สองพี่น้องก็พากันเดินขึ้นบันไดไป
เจ้าแฝดที่พลังงานยังเหลือล้นวิ่งนำหน้าขึ้นไปอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาเดียวก็ลับร่างหายไปแล้ว
พอใกล้จะถึงชั้นสาม หลินเจาก็ได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วของลูกชายทั้งสองดังมาก่อน
“ยายใหญ่ครับ”
ป้าสะใภ้ซ่งที่เพิ่งเปิดประตูออกมาพอดี พอเห็นหลานชายฝาแฝดก็เบิกตากว้างอย่างดีใจ ใบหน้าที่เคยเรียบตึงพลันแย้มยิ้มกว้างอย่างยินดี “อวี้เป่า เหิงเป่า มากันได้ยังไงจ๊ะ แล้วแม่ของหนูล่ะ มาด้วยกันหรือเปล่า”
เธอพูดพลางเดินออกมาจากประตู ก็สบตากับรอยยิ้มของหลินเจาพอดี
“ป้าสะใภ้คะ”
“อ้าว เจาเจาก็มาด้วยเหรอลูก” ป้าสะใภ้ซ่งทักทายอย่างอารมณ์ดี แต่พอเหลือบไปเห็นของพะรุงพะรังในมือลูกชายคนเล็กก็อดทำเสียงดุไม่ได้ “หิ้วของมาอีกแล้วนะเรา บอกกี่ครั้งแล้วว่าป้ากับลุงไม่ได้ขาดเหลืออะไร”
“ถ้ามีเงินเหลือก็เก็บไว้ซื้อของกินให้อวี้เป่ากับเหิงเป่าเยอะๆ โน่น ให้หลานๆ ได้กินอิ่มๆ จะได้โตมาตัวสูงใหญ่เหมือนพ่อเฉิงหวยเขา”
ยังไม่ทันที่หลินเจาจะได้เอ่ยปาก อวี้เป่าก็รีบชิงพูดขึ้นก่อน “ยายใหญ่ครับ คุณแม่ซื้อของกินให้พวกเราเยอะแยะเลยนะครับ พวกเราได้กินอิ่มทุกวันเลย”
ลูกชายกตัญญูคนนี้ไม่ยอมให้ใครมาว่าแม่ของตัวเองได้เด็ดขาด
“ใช่ครับ ใช่ครับ” เหิงเป่ายิ้มแฉ่งจนตาหยีราวกับพระอาทิตย์ดวงน้อยๆ ก่อนจะพูดเสริมอย่างภูมิใจ “คุณแม่สั่งนมให้พวกเราดื่มทุกวันด้วยนะครับ”
เด็กชายขยับเข้าไปเกาะแขนยายใหญ่เบาๆ แล้วเงยหน้าขึ้นถามด้วยแววตาเป็นประกาย “ยายใหญ่ดูสิครับ ผมสูงขึ้นบ้างหรือยัง”
อวี้เป่าเองก็ทำหน้าตาคาดหวังไม่ต่างจากน้องชาย
พอได้เห็นใบหน้าน่ารักน่าเอ็นดูที่ถอดแบบกันมาสองหน้า ป้าสะใภ้ซ่งก็รู้สึกว่าอารมณ์ขุ่นมัวที่ค้างคาอยู่ในใจเมื่อครู่ค่อยๆ จางหายไป
“สูงขึ้นสิ สูงขึ้นเยอะเลย” เธอยกมือขึ้นทาบวัดความสูงให้หลานดูเป็นเชิงประกอบ “ดื่มนมทุกวันแบบนี้ เดี๋ยวก็โตเร็วยิ่งกว่าเดิมอีก”
นมเป็นของมีประโยชน์ แถมยังแพงและหาซื้อยากอีกด้วย
“ครับ”
สองหนุ่มน้อยรับคำอย่างแข็งขัน
ซ่งอวิ๋นจิ่นเหลือบตามองเข้าไปในบ้านของตัวเองด้วยท่าทีเซื่องซึม อารมณ์ยังไม่กลับมาสดใสเหมือนเดิม
“แม่ครับ แฟนพี่ชายมาที่บ้านเหรอครับ”
ป้าสะใภ้ซ่งทำท่าเหมือนไม่อยากจะพูดถึง
แค่เพียงชายตามอง ซ่งอวิ๋นจิ่นก็รับรู้ได้ทันทีว่าผู้เป็นแม่กำลังอารมณ์ไม่ดี เขาจึงค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ๆ อย่างระมัดระวัง พลางหยั่งเชิงถามเสียงเบา “เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ หรือว่า...ผู้หญิงคนนั้นไม่ดี”
นอกจากเรื่องนี้แล้ว ซ่งอวิ๋นจิ่นก็นึกเหตุผลอื่นไม่ออกเลยว่าทำไมแม่ของเขาถึงได้ดูหัวเสียขนาดนี้
ป้าสะใภ้ซ่งไม่ได้ปริปากวิจารณ์อะไร ได้แต่บอกเรียบๆ ว่า “เข้าบ้านกันเถอะลูก”
หลินเจาหันไปสบตากับซ่งอวิ๋นจิ่น ต่างฝ่ายต่างเห็นความฉงนสงสัยอยู่ในแววตาของกันและกัน
ข้างในมีเรื่องอะไรกันแน่นะ
เมื่อเห็นว่าป้าสะใภ้ไม่อยากพูดถึง หลินเจาจึงไม่เซ้าซี้ต่อ เธอทำได้เพียงควงแขนท่านแล้วเดินตรงไปยังหน้าประตูบ้านตระกูลซ่ง
แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวเท้าเข้าไปข้างใน เสียงแหลมๆ ที่เจือความไม่พอใจของหญิงสาวคนหนึ่งก็ดังทะลุออกมาเสียก่อน
“ซ่งอวิ๋นเฉิง นี่พ่อแม่ของคุณเป็นอะไรมากหรือเปล่าคะ ฉันมาบ้านเป็นครั้งแรกนะ แต่พวกท่านกลับต้อนรับฉันแบบนี้เนี่ยนะ”
“ฉันต้องมานั่งตากลมบนโซฟาอยู่ตั้งนานสองนาน ไม่มีใครคิดจะมาคุยด้วยสักคน ครอบครัวคุณดูถูกฉันเห็นๆ แล้วคุณก็ไม่คิดจะทำอะไรเลยเหรอคะ”
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง เรียกได้ว่ายังไม่ทันจะได้เข้าบ้านอย่างเป็นทางการ ก็คิดจะเป่าหูสามีในอนาคตเสียแล้ว
ป้าสะใภ้ซ่งสูดหายใจลึก พยายามข่มอารมณ์ที่เดือดพล่าน
เธอนึกอยากจะพุ่งเข้าไปทุบซ่งอวิ๋นเฉิงให้ตายคามือเสียจริงเชียว
ไปหาผู้หญิงแบบไหนมาเป็นแฟนกันนะ ไอ้ลูกชายตาถั่วเอ๊ย!
คุณป้าได้แต่สบถด่าลูกชายในใจอย่างเกรี้ยวกราดจนไม่อยากจะก้าวเท้าเข้าบ้านตัวเอง เธอยืนทำหน้านิ่งฟังอยู่เงียบๆ เพื่อรอดูว่าลูกชายตัวดีจะจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างไร
ฟากซ่งอวิ๋นจิ่นนั้นกำหมัดแน่น เตรียมจะถลันเข้าไปเอาเรื่อง แต่หลินเจาคว้าแขนเขาไว้ได้ทันก่อนจะส่ายหน้าเป็นเชิงห้าม
…ใจเย็นๆ รอดูท่าทีของพี่อวิ๋นเฉิงก่อน
ถ้าพี่ชายของเขาดันเป็นพวกคลั่งรักจนหน้ามืดตามัว ค่อยพังประตูเข้าไปสั่งสอนก็ยังไม่สาย
ภายในห้อง
ซ่งอวิ๋นเฉิงมองแฟนสาวด้วยแววตาเย็นชาจนดูราวกับคนแปลกหน้า น้ำเสียงของเขาไร้ความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง
“แล้วคุณมาบ้านผมครั้งแรก เอาอะไรติดไม้ติดมือมาบ้างไหมล่ะ คุณให้เกียรติบ้านผมบ้างหรือเปล่า” เขาถามกลับเสียงเรียบ
ตอนคบกันใหม่ๆ เธอไม่เคยเป็นแบบนี้เลยสักนิด แต่พอเริ่มคุยกันเป็นจริงเป็นจังเรื่องแต่งงาน ซ่งอวิ๋นเฉิงกลับรู้สึกเหมือนไม่เคยรู้จักผู้หญิงคนนี้มาก่อน
แววตาของเฉียวลู่ฉายแววผิดหวังอย่างรุนแรง ทำราวกับว่าซ่งอวิ๋นเฉิงคือฝ่ายที่ทำผิดอย่างนั้นแหละ
“คุณก็รู้ว่าเดือนนี้เงินเดือนฉันยังไม่ออก ฉันไม่มีเงินติดตัวสักหยวน” เธอคร่ำครวญด้วยท่าทีน่าสงสาร
ซ่งอวิ๋นเฉิงถึงกับไปไม่เป็น
“ผมถึงได้บอกไงว่ายังไม่ต้องรีบมา ให้รอต้นเดือนหน้า...ค่อยมาทำความรู้จักกับที่บ้านผมอย่างเป็นทางการ”
เฉียวลู่มีสีหน้าหลุกหลิก ไม่กล้าสบตาเขาตรงๆ เธอเปลี่ยนมาใช้น้ำเสียงออดอ้อนแทน “ก็ฉันใจร้อนนี่คะ”
เธอบ่นอุบอิบ “อีกอย่าง คุณเองไม่ใช่เหรอที่เป็นคนบอกว่าพ่อแม่ของคุณไม่จู้จี้จุกจิก ท่านจะต้องชอบฉันแน่ๆ ฉันเลยคิดว่าไม่ต้องเอาของมาก็ได้นี่คะ”
ซ่งอวิ๋นเฉิงสะบัดแขนออกอย่างหัวเสียจนพูดไม่ออก
เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ พลางกลอกตามองบน “นั่นมันก็แค่คำพูดตามมารยาท ไม่รู้จักหรือไง”
“โตจนป่านนี้แล้ว เรื่องมารยาทพื้นฐานแค่นี้ก็น่าจะรู้เรื่องบ้างนะ ต่อให้คุณไม่รู้ พ่อแม่คุณไม่เคยสอนหรือไง ตอนผมไปบ้านคุณ ผมหอบของไปให้ตั้งมากมาย แต่พอคุณมาบ้านผมกลับมามือเปล่า ไม่อายบ้างหรือไงหา”
พอนึกถึงตอนที่เฉียวลู่เพิ่งก้าวเข้ามาในบ้านแล้วเอาแต่ชี้นิ้ววิจารณ์ไปทั่ว ไม่เว้นแม้กระทั่งน้องชายของเขาที่เธอกล้าพูดออกมาว่าไม่มีสิทธิ์มีส่วนในบ้านหลังนี้ เขาก็แทบจะสำลักออกมาด้วยความโกรธ
นี่ยังไม่ทันจะได้แต่งเข้ามาเลยนะ
“บ้านหลังนี้เป็นของผมกับอวิ๋นจิ่น ความคิดโบราณที่ว่าลูกชายคนโตต้องได้มรดกทั้งหมดน่ะ เอามาใช้กับบ้านผมไม่ได้หรอกนะ เราสองคนเข้ากันไม่ได้หรอก เลิกกันเถอะ” ซ่งอวิ๋นเฉิงประกาศกร้าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ราวกับมีน้ำแข็งสาดใส่หน้า เฉียวลู่ถามเสียงสั่นอย่างไม่อยากเชื่อหู “คุณ...คุณจะเลิกกับฉันเหรอ”
“...อืม เลิก” ซ่งอวิ๋นเฉิงตอบกลับอย่างเด็ดเดี่ยว
เขาคิดว่าครอบครัวของเฉียวลู่ไม่มีมารยาทและมองเขาเป็นไอ้โง่คนหนึ่ง จากการสังเกตการณ์แค่ครึ่งวันนี้ เขาก็รู้แล้วว่าความคิดความอ่านของผู้หญิงคนนี้มีปัญหาอย่างร้ายแรง หากขืนดึงดันคบต่อไป มีหวังบ้านเขาได้แตกเป็นเสี่ยงๆ ในสักวัน
ต้องเลิกสถานเดียวเท่านั้น
เฉียวลู่ผุดลุกขึ้นยืนทันที ใบหน้างดงามบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด “คุณจะเลิกกับฉันเหรอ คุณกล้าดียังไงมาบอกเลิกฉัน”
“ใช่ ไม่อยากคุยแล้ว เลิกกัน” ซ่งอวิ๋นเฉิงตอกย้ำคำเดิม
ในฐานะดาวเด่นของโรงงานผลิตเครื่องจักรไฟฟ้า เฉียวลู่มีผู้ชายมากหน้าหลายตามาตามจีบ เธอจึงหยิ่งทะนงในตัวเองเป็นอย่างมาก
เมื่อได้ยินคำพูดตัดรอนที่ไร้ซึ่งเยื่อใยของเขา เธอก็ปรี่เข้าไปทุบตีเขาอย่างแรงสองสามที ก่อนจะตวาดใส่หน้าอย่างหัวฟัดหัวเหวี่ยง “เลิกก็เลิกสิ คิดว่าฉันง้อคุณนักหรือไง ทำกับฉันแบบนี้นะ ต่อให้คุณไปคุกเข่าอ้อนวอนอยู่หน้าบ้าน ฉันก็ไม่มีวันยกโทษให้”
พูดจบเธอก็ผลักประตูแล้ววิ่งพรวดพราดออกไปทันที
จนเกือบจะชนเข้ากับร่างเล็กๆ ของเด็กแฝด
หลินเจาไวกว่า เธอคว้าคอเสื้อของลูกชายทั้งสองแล้วกระตุกกลับมาข้างหลังได้ทันเวลาพอดี
เธอตวัดสายตามองหญิงสาวตรงหน้าอย่างไม่พอใจ “มีตาหัดใช้มองทางบ้างสิ ถ้าชนเด็กขึ้นมาจะรับผิดชอบไหวเหรอ”
[จบบท]