บทที่ 432: กัวเปาโย่วของป้าสะใภ้
เป็นอย่างที่หลินเจาคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด พี่สามของเธอคงขี้เกียจทำอะไรยุ่งยาก เลยรวบของทั้งหมดที่จะให้บ้านลุงซ่งยัดใส่ถุงผ้า แล้วส่งตรงมาให้เธอจัดการทีเดียว
ลุงซ่งหัวใจพองโตด้วยความอบอุ่น “ดีๆ ลุงรับไว้ ของจากหลานชายแท้ๆ ทำไมลุงจะรับไม่ได้กัน”
“นั่นสิคะ” หลินเจาเออออตาม
ป้าสะใภ้ซ่งไม่ได้พูดขัดคออะไรอีก เธอเพียงเหลือบมองหลานสาวอย่างหมั่นไส้แกมเอ็นดู ก่อนจะยกของทั้งหมดไปเก็บในตู้
“แล้วนี่จะขนเนื้อมาด้วยทำไมกัน อยากกินอะไรเป็นพิเศษล่ะสิ” เธอเอ่ยถาม แค่มองปราดเดียวก็รู้ทันความคิดของหลานสาวแล้ว
“กัวเปาโย่วค่ะ!” หลินเจาตอบกลับด้วยน้ำเสียงสดใส
“ได้เลย เดี๋ยวป้าจัดให้” ป้าสะใภ้ซ่งรับคำอย่างแข็งขัน พูดจบก็หันไปคว้าแขนซ่งอวิ๋นเฉิงให้ลุกตามไปเป็นลูกมือในครัว
ก่อนจะก้าวออกจากห้อง เธอก็หันมากำชับกับหลินเจา “เจาเจา หนูพักผ่อนไปก่อนเลยนะ วันนี้ป้าจะให้อวิ๋นเฉิงเป็นลูกมือเอง ดูสิ ป้าตามใจมากไปหน่อย กล้าพาเพื่อนผู้หญิงเข้าบ้านโดยไม่บอกไม่กล่าว ต้องดัดนิสัยซะบ้าง”
“ค่ะ” หลินเจาไม่ได้เกรงใจ เธอล้มตัวลงนอนแผ่บนโซฟาแล้วหลับตาพักอย่างสบายอารมณ์
ลุงซ่งหัวเราะเบาๆ พลางหยิบถุงเกาลัดคั่วหอมกรุ่นที่ซื้อติดมือกลับมาออกจากกระเป๋าเอกสาร พอเปิดปากถุง กลิ่นหอมหวานอันคุ้นเคยก็ลอยฟุ้งออกมา
“เกาลัดคั่ว!” หลินเจาเบิกตาโพลงด้วยความดีใจ
ขนมชนิดนี้เป็นของโปรดของเธอสมัยเรียนหนังสือ ทุกปีพอถึงช่วงนี้ ลุงซ่งจะต้องซื้อมาฝากเธอเสมอ
“ใช่แล้ว ลุงรู้ว่าหนูชอบกิน พอเห็นเข้าก็เลยซื้อติดมือมาให้” ลุงซ่งมองหลานสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู
อันที่จริง เขาตั้งใจจะให้ซ่งอวิ๋นเฉิงเอาไปส่งให้ที่บ้าน แต่ก็ไม่คิดว่าหลานสาวจะเดินทางมาหาถึงที่นี่พอดี
“ขอบคุณค่ะคุณลุง” หลินเจายิ้มกว้างจนแก้มปริ เธอกินเกาลัดไปสองเม็ด ก่อนจะกวักมือเรียกเจ้าแฝดให้มากินด้วยกัน
เด็กชายทั้งสองเพิ่งเคยกินเกาลัดคั่วเป็นครั้งแรก รสชาติหวานมันปนความนุ่มหนึบทำเอาทั้งคู่ต้องหรี่ตาลงด้วยความเอร็ดอร่อย
“อร่อยจังครับ”
ลุงซ่งจึงเอ่ยเตือน “อร่อยก็จริง แต่อย่ากินเยอะเกินไปล่ะ เดี๋ยวจะกินข้าวไม่ลง กัวเปาโย่วฝีมือยายใหญ่ของพวกหนูอร่อยเหาะเลยนะจะบอกให้ กินแล้วจะติดใจจนอยากกินอีกเรื่อยๆ เลย”
เหิงเป่าเป็นเด็กฉลาด เขารู้ดีว่าเกาลัดคั่วยังเก็บไว้กินทีหลังได้ แต่กัวเปาโย่วร้อนๆ จากกระทะเป็นของพิเศษที่ไม่ได้มีบ่อยๆ
เด็กชายจึงกินไปเพียงสองเม็ดเพื่อลิ้มรส แล้วก็หยุดทันที
เขาตบพุงน้อยๆ ของตัวเองเบาๆ “ผมเตรียมท้องว่างๆ ไว้แล้วครับ”
“ฉลาดจริงๆ เจ้าเด็กคนนี้” ลุงซ่งชม “งั้นกินข้าวเสร็จแล้วห่อเกาลัดคั่วกลับบ้านไปกินต่อได้เลยนะ”
“ครับ!” เหิงเป่ารับคำเสียงใส “ขอบคุณครับตาใหญ่”
อวี้เป่าขยับตัวเข้าไปซบใกล้ๆ ตาใหญ่ของเขาแล้วพูดเสียงนุ่ม “ขอบคุณครับตาใหญ่”
“จะมาเกรงอกเกรงใจอะไรกับตา” ลุงซ่งหัวเราะพลางลูบศีรษะของเด็กทั้งสองเบาๆ
เจ้าแฝดหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ
อวี้เป่าค่อยๆ ละเลียดกินเกาลัดในมือจนหมด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองมารดา “แม่ครับ หลี่เป่ากินเกาลัดได้ไหมครับ”
“ได้สิจ๊ะ”
“งั้นผมอยากเก็บไว้ให้เขาหน่อยได้ไหมครับ” อวี้เป่าถามเสียงอ่อย พลางอธิบายเหตุผล “หลี่เป่าไม่สบายครับ เขาไม่ยอมกินอะไรเลย คุณย่าบอกว่าตอนนี้ผอมลงไปตั้งกิโลนึงแล้ว”
หลินเจาขมวดคิ้วมุ่น “หลี่เป่ายังไม่หายป่วยอีกเหรอ นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้วไม่ใช่หรือไง”
แววตาของอวี้เป่าฉายแววกังวลอย่างเห็นได้ชัด “ยังไม่หายเลยครับ คุณย่าบอกว่าเขายังไออยู่เลย แถมยังเจ็บคอมาก เจ็บจนกินอะไรไม่ลงเลยครับ”
“ถ้าป่วยนานขนาดนี้แล้วยังไม่ดีขึ้น ก็ต้องไปโรงพยาบาลสิ” หลินเจาให้ความเห็น
เหิงเป่ารีบชิงตอบเสียงดังฟังชัด “หลี่เป่าไม่ยอมไปโรงพยาบาลครับ เขากลัวโดนฉีดยา! คุณย่าบอกว่าจะพาไป เขาก็กลัวจนวิ่งหนีกลับเข้าห้องไปร้องไห้ใหญ่เลยครับ ร้องจนคอแหบไปหมด สุดท้ายเลยไม่ได้ไปไหนเลย”
หลินเจาถึงกับกุมขมับ “ทำแบบนี้ได้ยังไงกัน ป่วยเรื้อรังขนาดนี้แล้วไม่ยอมไปหาหมอได้ยังไง ยิ่งทิ้งไว้นานอาการก็ยิ่งทรุดน่ะสิ”
ที่ฝาแฝดต้องไปโรงเรียนกันแค่สองคนโดยไม่มีหลี่เป่า เพื่อนซี้ของพวกเขา ก็เพราะเจ้าตัวป่วยหนัก อยู่ๆ ก็มีไข้สูงจนลุกไปไหนไม่ไหว เลยต้องหยุดเรียนไปโดยปริยาย
“คุณย่าก็พูดแบบนั้นเหมือนกันครับ” อวี้เป่าเสริม “แต่หลี่เป่ากลัวจริงๆ”
หลินเจานึกขึ้นได้ว่าทำไมหลี่เป่าถึงได้กลัวโรงพยาบาลขนาดนั้น เป็นเพราะตอนที่เขาตามพ่อแม่ไปเยี่ยมครอบครัวของกู้ฉานที่โรงพยาบาล ดันไปเจอคนไข้คนหนึ่งส่งเสียงร้องโหยหวนจนน่ากลัว ภาพนั้นคงฝังใจเด็กน้อยมาจนถึงตอนนี้
“กลัวแค่ไหนก็ต้องรักษาสิ ปล่อยไว้แบบนี้ได้ที่ไหน”
หิงเป่าทำหน้ายุ่ง “เดี๋ยวผมกลับไปลองคุยกับเขาดูดีกว่าครับ”
“แม่จะกลับไปพร้อมพวกหนูพอดี แม่มีเรื่องต้องคุยกับป้าสะใภ้ใหญ่กับป้าสะใภ้รองของลูกอยู่” หลินเจาบอก
เหิงเป่าถามทันควัน “เรื่องอะไรเหรอครับ”
“เรื่องงานพับกล่องไม้ขีดไฟไง อยากฟังด้วยเหรอลูก กู้เหิงเป่า” หลินเจามองลูกชายอย่างอ่อนใจในความอยากรู้อยากเห็นที่มากล้นเหลือเกินของเขา
เหิงเป่ารีบส่ายหัวดิก “ไม่เอาแล้วครับ ไม่เอาแล้ว!” พูดจบก็วิ่งแนบไปเกาะแขนซ่งอวิ๋นจิ่นแทน
ซ่งอวิ๋นจิ่นได้แต่คิดในใจ ช่างเป็นเด็กที่เห็นแก่ประโยชน์ตัวเองจริงๆ! พอมีเรื่องให้พึ่งพาก็เข้ามาคลอเคลีย พอลับหลังก็ตีตัวออกห่างเชียว
…
หลังอิ่มหนำสำราญกันแล้ว หลินเจาก็พาลูกแฝดทั้งสองคนลากลับบ้านสกุลซ่ง แต่ระหว่างทางกลับบ้านนั้นเอง พวกเขาก็บังเอิญพบกับคนจากบ้านเตียว
ลูกชายคนรองของชายชราหลังค่อมแซ่เตียวเห็นพวกเขาเข้าก็มีท่าทีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเดินตรงเข้ามาหา
เขาหยุดอยู่ตรงหน้าหลินเจา แล้วโค้งคำนับลงจนสุดตัว
“...ผมขอโทษครับ”
“เรื่องของเชียนเป่า เป็นความผิดของพ่อผมเอง ผมมาขอโทษแทนท่าน... ผมขอโทษจริงๆ ครับ”
ตอนแรกหลินเจานึกว่าเขาจะเข้ามาหาเรื่อง เธอจึงรีบดึงลูกทั้งสองให้ถอยห่างออกมาหลายก้าว แต่พอได้ยินคำขอโทษ แววตาของเธอก็ฉายแววสับสนซับซ้อนขึ้นมา
“แล้วพ่อของคุณล่ะ” เธอเอ่ยถาม
“...พ่อผม...ไม่อยู่แล้วครับ” เสียงของชายหนุ่มสั่นเครือ ใบหน้าเต็มไปด้วยความทุกข์ระทม
พ่อของเขาต้องโทษความผิดร้ายแรง ตอนถูกคุมขังก็มีชีวิตอยู่อย่างอดๆ อยากๆ บางครั้งก็ถูกเจ้าหน้าที่ที่เข้าเวรลืม จนสุดท้าย...ก็อดตาย
เมื่อนึกถึงภาพของผู้เป็นพ่อที่ซูบผอมจนแทบจำไม่ได้ ดวงตาของลูกชายคนรองบ้านเตียวก็เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา ถึงพ่อจะเคยทำผิดพลาด แต่สำหรับพวกเขาแล้ว ท่านคือพ่อที่ดีเสมอมา ความเจ็บปวดจึงกัดกินหัวใจของเขาอย่างแสนสาหัส
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินเจาก็เงียบไป ในเมื่อคนทำผิดได้ตายจากไปแล้ว เรื่องราวในอดีตก็ควรจะจบสิ้นลง ความขุ่นเคืองในใจของเธอก็พลันมลายหายไป
“แล้วพวกคุณวางแผนจะทำอะไรกันต่อ” หลินเจามองไปยังกลุ่มคนจากบ้านเตียวที่ยืนอยู่ไม่ไกล
“พวกเราตั้งใจจะไปบุกเบิกที่ชายแดนครับ” ลูกชายคนรองตอบ “อยากจะไปทำอะไรที่มีความหมาย เพื่อเป็นการไถ่บาปให้พ่อ หวังว่าท่านจะได้อยู่อย่างสงบสุขในปรโลก”
หลินเจาพยักหน้ารับ “เป็นการตัดสินใจที่ดี”
ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มบางๆ ออกมาได้ในที่สุด เขาเดินกลับไปรวมกลุ่มกับครอบครัว สะพายสัมภาระขึ้นบ่า แล้วมุ่งหน้าจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
การจากลาครั้งนี้ ดูเหมือนจะเป็นการจากไปตลอดกาล
หลินเจาหันมาเห็นสายตาของลูกแฝดที่เต็มไปด้วยคำถาม เธอจึงอมยิ้ม “อยากถามอะไรก็ถามมาได้เลย”
“คำว่า ‘ไม่อยู่แล้ว’ แปลว่าอะไรครับ” อวี้เป่าเป็นฝ่ายเริ่มก่อน
เหิงเป่ารีบถามต่อทันที “แล้ว ‘ชายแดน’ คือที่ไหนเหรอครับ”
ระหว่างทางกลับบ้าน หลินเจาก็ค่อยๆ อธิบายความหมายของคำเหล่านั้นด้วยภาษาที่เด็กๆ สามารถเข้าใจได้ง่าย
เมื่อกลับมาถึงบ้าน หลินเจาก็เข็นจักรยานออกมา ล็อกประตูรั้วอย่างแน่นหนา ก่อนจะให้ลูกชายทั้งสองคนซ้อนท้ายกลับไปยังกองพลการผลิตเฟิงโซว
เธอแวะไปดูอาการของเชียนเป่ากับเหยาเป่าครู่หนึ่ง จากนั้นจึงตรงไปยังบ้านใหญ่ของสกุลกู้
ใบหน้าที่เคยสดใสของหวงซิ่วหลันดูอิดโรยและซูบซีด แต่พอเห็นหลินเจาเดินเข้ามา ดวงตาของเธอก็พลันสว่างวาบขึ้นมาทันที “น้องสะใภ้สาม!”
“พี่สะใภ้ใหญ่” หลินเจามองใบหน้าที่เหลืองซีดและซูบตอบของพี่สะใภ้ กับรอยคล้ำใต้ตาที่เด่นชัดจนน่าตกใจ เธอขมวดคิ้วถามด้วยความเป็นห่วง “พี่ไม่ได้นอนมานานแค่ไหนแล้วคะเนี่ย ขอบตาถึงได้ดำคล้ำขนาดนี้”
หวงซิ่วหลันยกมือขึ้นลูบใต้ตาตัวเองเบาๆ ก่อนจะฝืนยิ้ม “น้องสะใภ้สาม ที่บ้านพอจะมีเนื้อเหลือบ้างไหม ถ้ามี...ช่วยแบ่งให้พี่สักหน่อยได้หรือเปล่า”
“หลี่เป่ากินอะไรไม่ลงเลย พี่เลยคิดว่าถ้าทำเมนูเนื้อที่เขาชอบ บางทีเขาอาจจะยอมกินขึ้นมาบ้าง”
“มีสิคะ” หลินเจาตอบรับ “แต่ว่าหลี่เป่ายังเจ็บคออยู่ไม่ใช่เหรอคะ อย่าเพิ่งทำอะไรที่มันยุ่งยากเลย ลองทำเป็นโจ๊กหมูสับใส่ผักให้เขากินดีไหมคะ มีประโยชน์แถมยังกินง่ายด้วย”
[จบบท]