บทที่ 434: พวกเรามาแล้วนะ
พอวางห่อเนื้อลงบนโต๊ะ สองพี่น้องฝาแฝดก็วิ่งปร๋อตรงไปยังห้องของหลี่เป่าทันที แต่ก็ไม่ได้เข้าไปใกล้ชิดเหมือนเคย เพียงแค่ยืนอยู่หน้าประตู แหงนคอขึ้นแล้วตะโกนเรียกเสียงใส “หลี่เป่า พวกเรามาแล้วนะ”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงเรียกดี หลี่เป่าก็วิ่งพรวดออกมาจากส้วมหลุมที่อยู่หลังบ้าน มือข้างหนึ่งยังจับขอบกางเกงของตัวเองเอาไว้ บนใบหน้าซูบซีดมีรอยยิ้มสดใสปรากฏขึ้น เขาเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงแหบแห้งจนเด็กแฝดแทบจำไม่ได้ “อวี้เป่า เหิงเป่า พวกนายกลับมาแล้วเหรอ”
“ฉันไม่ได้เจอพวกนายตั้งนานแน่ะ”
แม้จะดีใจมากที่ได้เจอญาติผู้พี่ แต่เขาก็ยังจำได้ดีว่าตัวเองกำลังป่วยอยู่ จึงรักษาระยะห่างจากทั้งสองคนไว้ราว 2 เมตร เพราะกลัวว่าจะเอาเชื้อโรคไปติดอวี้เป่ากับเหิงเป่า
การป่วยมันทรมานจะตายไป ทั้งกินไม่ได้นอนไม่หลับ แถมยังไม่มีแรง เนื้อตัวอ่อนเพลียไปหมด กินอะไรก็ไม่อร่อย เขาไม่อยากให้อวี้เป่ากับเหิงเป่าต้องมาเป็นเหมือนตัวเองเลยสักนิด
ก็อาสะใภ้สามเคยบอกเอาไว้ว่า คนป่วยน่ะมีเชื้อโรคอยู่บนตัว ถ้าเข้าไปใกล้คนอื่นจะทำให้เขาไม่สบายไปด้วย เขาเลยต้องอยู่ห่างๆ อวี้เป่ากับเหิงเป่าเอาไว้ก่อน
“หลี่เป่า ทำไมเสียงนายเป็นแบบนั้นล่ะ แล้วนี่เป็นยังไงบ้าง ยังปวดหัวอยู่หรือเปล่า” อวี้เป่าถามด้วยความเป็นห่วง
“ก็ยังตัวรุมๆ อยู่น่ะ แค่กๆๆ” หลี่เป่าคงจะตื่นเต้นมากไปหน่อย พอพูดเร็วๆ เลยสำลักลมจนไอโขลกอยู่พักใหญ่ ก่อนจะบอกต่อว่า “แต่ฉันดีขึ้นเยอะแล้วนะ รอให้หายดีอีกนิดเดียวก็ไปโรงเรียนพร้อมพวกนายได้แล้ว อาสะใภ้สามบอกว่าจะให้ฉันไปพักที่บ้านในอำเภอด้วย ถึงตอนนั้นฉันจะไปนอนกับพวกนายนะ”
อวี้เป่าทำหน้าจริงจังขึ้นมาทันที “ได้สิ งั้นนายก็ต้องกินยาดีๆ แล้วก็ต้องเชื่อฟังคุณป้าใหญ่ด้วยนะ”
“อื้อ!” หลี่เป่าพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน
เหิงเป่าขยับเข้าไปใกล้อีกสองก้าว แต่ก็ยังจำคำของพี่ชายได้ดีจึงเว้นระยะห่างไว้อย่างระมัดระวัง แล้วเอ่ยถามเรื่องที่ตัวเองสนใจ “หลี่เป่า นายได้ชิมเกาลัดคั่วที่พวกเราเอามาฝากหรือยัง”
หลี่เป่าตอบกลับทันที “ชิมแล้วสิ หวานๆ นุ่มๆ อร่อยมากเลย”
“นายรีบหายเร็วๆ นะ พอหายดีเมื่อไหร่ ฉันจะพานายไปกินแบบร้อนๆ ที่ร้านเลย ของร้อนๆ อร่อยกว่านี้อีก” เหิงเป่ารีบบอก
เขากับอวี้เป่าต่างก็มีกระปุกออมสินเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเงินที่ใครให้มา ทั้งคุณน้า คุณป้า คุณตาคุณยาย หรือคุณลุงคุณป้า ทั้งสองก็จะเก็บหยอดกระปุกไว้เสมอ
หลินเจาลองคำนวณดูเล่นๆ ในใจแล้วก็ได้แต่ทึ่ง เพราะเจ้าตัวเล็กสองคนนี้มีเงินเก็บส่วนตัวเยอะไม่ใช่เล่นเลย
แต่เธอก็ไม่เคยเข้าไปก้าวก่ายเรื่องเงินของลูกๆ ปล่อยให้สองพี่น้องเขาจัดการกันเอง เธอมักจะเห็นภาพสองพี่น้องเอาหัวชนกันกระซิบกระซาบอยู่บ่อยๆ เคยได้ยินแว่วๆ ว่าจะเก็บเงินไว้ซื้อรถคันใหญ่กับเครื่องบินในอนาคต
ตอนนั้นหลินเจาเกือบจะหลุดขำออกมา โชคดีที่กลั้นเอาไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นหัวใจดวงน้อยๆ ของลูกชายคงแหลกสลายไม่มีชิ้นดี
หลี่เป่ายิ้มออกมาอย่างซื่อๆ “เหิงเป่านายใจดีที่สุดเลย อวี้เป่าก็ใจดีเหมือนกัน”
รอยยิ้มนั้นทำให้หัวใจของเด็กชายฝาแฝดพองฟูราวกับมีดอกไม้นานาพันธุ์เบ่งบานอยู่ข้างใน ดวงตากลมโตที่ดำขลับดุจดวงดาวในคืนฤดูหนาวโค้งลงอย่างน่าเอ็นดู
ภาพเด็กชายสามคนยืนคุยกันโดยเว้นระยะห่างถึง 2 เมตร ด้วยท่าทีจริงจังเกินวัยนั้น ช่างเป็นภาพที่น่ารักน่าชังอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อเห็นว่าเด็กๆ คุยกันพอสมควรแล้ว หลินเจาจึงเอ่ยขัดขึ้น “พอแล้วจ้ะ ให้หลี่เป่าเขาพักผ่อนก่อนนะ มีอะไรค่อยคุยกันใหม่ตอนที่เขาหายดีแล้ว”
เจ้าตัวเล็กทั้งสองจึงยอมหยุดพูด แม้จะยังรู้สึกเสียดายอยู่ก็ตาม
เด็กแฝดโบกมือลาหลี่เป่าอย่างอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับแม่ของตน
หลังจากที่ทั้งสามคนกลับไปแล้ว หวงซิ่วหลันก็คลี่ห่อผ้าที่หลินเจาฝากไว้ดู ข้างในมีห่อพุทราจีนแห้ง แอปเปิลสีแดงสดหลายลูก และข้าวสารอีกจำนวนหนึ่ง
สะใภ้สามคนนี้ช่างใจกว้างเสียจริง
“หลี่เป่า ดูสิ อาสะใภ้สามของลูกเอาพุทราจีนมาฝากด้วย เดี๋ยวแม่จะเอาไปต้มน้ำให้ลูกดื่มนะ” หวงซิ่วหลันพูดกับลูกชายด้วยรอยยิ้ม
เธอลูบแก้มที่ตอบซูบของลูกชายเบาๆ อย่างเจ็บปวดใจ “ผอมลงไปเยอะเลยนะเรา ต้องบำรุงเยอะๆ หน่อยแล้ว”
หลี่เป่าพยักหน้าอย่างว่าง่าย “ครับแม่”
เวลาที่ไม่สบาย ร่างกายก็มักจะโหยหาการพักผ่อน ตอนที่อวี้เป่ากับเหิงเป่ายังอยู่ เขายังพอมีเรี่ยวมีแรงคุยเล่นได้บ้าง แต่พอทั้งสองคนกลับไป เขาก็รู้สึกเหมือนแรงทั้งหมดหายวับไปกับตา
เด็กชายหาวออกมาหวอดใหญ่ “แม่ครับ ผมง่วงแล้ว”
“จ้ะ งั้นลูกนอนพักก่อนนะ เดี๋ยวแม่ทำโจ๊กเสร็จแล้วจะมาปลุก” หวงซิ่วหลันเห็นลูกชายดูอ่อนเพลียจึงช้อนตัวอุ้มเขาเดินเข้าห้องนอนไป
ช่วงหลายวันที่ลูกชายป่วย เธอต้องลางานครึ่งวันเพื่อมาคอยดูแล เพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น
หญิงสาววางร่างเล็กๆ ของลูกชายลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา จัดผ้าห่มผืนเล็กคลุมให้ถึงอก แล้วเหน็บชายผ้าห่มไว้ข้างลำตัวอย่างดี
จากนั้น เธอจึงเดินเข้าครัวเพื่อเตรียมต้มโจ๊กให้ลูกชาย
หวงซิ่วหลันอดกังวลไม่ได้ว่าหลี่เป่าจะยังเบื่ออาหาร หรือกินเข้าไปแล้วจะอาเจียนออกมาอีก เธอจึงตั้งใจทำทุกขั้นตอนอย่างประณีตตามที่หลินเจาแนะนำทุกอย่าง ด้วยหัวใจที่ภาวนาให้ลูกชายหายดีในเร็ววัน
อีกครึ่งชั่วโมงต่อมา กลิ่นหอมกรุ่นก็เริ่มลอยออกมาจากในครัว
เถี่ยตั้นที่เพิ่งกลับจากข้างนอกมาถึงบ้านได้กลิ่นหอมเข้าอย่างจัง เขาจึงรีบวิ่งไปเกาะขอบประตูห้องครัวแล้วเอ่ยถามขึ้น “แม่ครับ แม่ทำอะไรอยู่เหรอ หอมจังเลย”
“โจ๊กผักใส่หมูสับจ้ะ” หวงซิ่วหลันเหลือบมองลูกชายคนโตแวบหนึ่ง ก่อนจะอธิบาย “น้องชายลูกกินอะไรเข้าไปก็อ้วกออกมาหมด อาสะใภ้สามของลูกเพิ่งแนะนำแม่มาว่าโจ๊กแบบนี้จะช่วยให้ดีขึ้น แม่เลยลองทำดู”
เถี่ยตั้นได้ยินดังนั้นก็เผลอเลียริมฝีปาก แต่ก็ไม่ได้ร้องขอจะกิน จมูกโด่งรั้นของเขาขยับสูดกลิ่นหอมฟุดฟิดอยู่สองสามครั้ง ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่นอย่างยากเย็น
“ผมเจอผลไม้ป่ามาด้วยครับ ล้างสะอาดแล้ว เดี๋ยวผมจะเอาไปให้น้อง”
พูดจบ เขาก็ทำท่าจะเดินตรงไปยังห้องของน้องชายทันที
พอเห็นลูกชายคนโตรู้จักโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากเมื่อน้องชายเจ็บป่วย หัวใจของหวงซิ่วหลันก็อ่อนยวบลง เธอจึงรีบเรียกเขาไว้ “เดี๋ยวก่อนลูก หลี่เป่าเพิ่งจะหลับไปเอง เอาผลไม้วางไว้ตรงนั้นก่อนเถอะ โจ๊กหม้อนี่มีเยอะอยู่ เดี๋ยวลูกกับพี่สาวกินคนละครึ่งถ้วยนะ”
เถี่ยตั้นเป็นเด็กที่เห็นของกินแล้วตาโตเสมอ ดวงตาของเขาทอประกายแห่งความหวังขึ้นมาทันที “จริงเหรอครับ”
“โห แม่ครับ ทำไมวันนี้ใจดีจัง ให้ผมกินโจ๊กข้าวขาวด้วย ปกติแม่ชอบบ่นว่าผมกินเก่ง กินอะไรไม่เคยเหลือไม่ใช่เหรอครับ”
คำพูดยอกย้อนนั่นทำให้หวงซิ่วหลันชักไม่อยากจะทำตัวเป็นแม่พระแล้ว อยากจะฟาดก้นลูกชายสักทีสองทีให้หายมันเขี้ยว
“ตกลงจะกินไหม ไม่กินแม่จะยกไปให้พ่อแล้วนะ!”
เธอเป็นคนหัวโบราณ ของดีๆ ในบ้านต้องให้ลูกๆ ได้กินก่อนเสมอ จากนั้นจึงเป็นของสามี ส่วนตัวเธอเองนั้นแทบจะไม่เคยได้กินหรือได้ใช้ของดีๆ เลย
แต่โชคยังดีที่ทั้งสามีและลูกๆ ของเธอก็เป็นคนดี เวลาเจอของอร่อยๆ ก็มักจะนึกถึงเธอเสมอ
เถี่ยตั้นรีบร้องขึ้น “กินครับแม่ ผมกิน!”
แล้วก็แอบพึมพำกับตัวเองเบาๆ “ผมก็แค่พูดเล่นเฉยๆ ไม่ได้บอกสักหน่อยว่าจะไม่กิน”
หวงซิ่วหลันตวัดสายตามองค้อน “ถ้าอยากกินก็เงียบไปเลย”
ทำไมถึงได้พูดมากน่ารำคาญขนาดนี้นะ
เถี่ยตั้นรีบเม้มปากแน่นทันที
แค่การเงียบปากเพื่อแลกกับโจ๊กใส่เนื้อน่ะมันเรื่องเล็กน้อยมาก ต่อให้ต้องไปนอนโรงพยาบาลแล้วหมอสั่งห้ามพูด เขาก็ยอมทำ
“ข้าวสารนี่อาสะใภ้สามของลูกเขาให้มานะ” หวงซิ่วหลันเอ่ยขึ้นเพื่อเตือนสติลูกชาย
ในเมื่ออาสะใภ้สามดีกับลูกๆ ของเธอ เธอก็ต้องบอกให้ลูกๆ รับรู้และจดจำบุญคุณนี้ไว้
เถี่ยตั้นรีบตอบกลับ “แม่ไม่ต้องห่วงครับ เรื่องที่อาสะใภ้สามใจดีกับพวกเรา ผมจำได้ขึ้นใจเลย อนาคตผมจะต้องกตัญญูต่ออาสามกับอาสะใภ้สามให้มากๆ แน่นอนครับ”
ในแววตาของหวงซิ่วหลันฉายแววซับซ้อนออกมาวูบหนึ่ง
เกรงว่าบ้านสามคงไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใคร
หากมองดูทั้งตระกูลกู้แล้ว บ้านสามน่าจะเป็นบ้านที่มีอนาคตสดใสและก้าวหน้าไปได้ไกลที่สุด
เธอไม่อยากทำลายความมั่นใจของลูกชาย จึงเพียงแค่พูดเปรยๆ “มีอวี้เป่ากับเหิงเป่าอยู่ทั้งคน อาสามกับอาสะใภ้สามของลูกคงไม่ต้องการอะไรแล้วล่ะ”
แค่เห็นแววเด็กสองคนนั้นก็รู้แล้วว่าโตขึ้นมาจะต้องได้ดี ทั้งฉลาดหลักแหลมและกตัญญู รอให้พวกเขาเติบใหญ่เมื่อไหร่ รับรองว่าจะต้องเป็นที่เชิดหน้าชูตาของบ้านสามได้อย่างแน่นอน
เถี่ยตั้นทำหน้าไม่เห็นด้วย “ยังไงก็ต้องมีเรื่องที่อวี้เป่ากับเหิงเป่าดูแลไม่ทั่วถึงบ้างสิครับ”
เจ้าแฝดนั่นก็ไม่ได้มีสามหัวหกแขนเสียหน่อย จะต้องมีสักวันที่ต้องการคนช่วย แล้วเมื่อถึงวันนั้น เขานี่แหละ กู้จือสิง จะเป็นคนออกโรงเอง
หวงซิ่วหลันเหลือบมองใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจเกินร้อยของลูกชายแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
เธอตักโจ๊กให้เถี่ยตั้นครึ่งถ้วย ให้เถี่ยฉุยอีกหนึ่งถ้วยเล็กๆ ส่วนที่เหลือก็เก็บไว้ให้กู้หลาน ก่อนจะยกถ้วยของหลี่เป่าเดินไปยังห้องนอน
เธอปลุกหลี่เป่าที่กำลังนอนหลับกระสับกระส่ายให้ตื่นขึ้นมากินโจ๊ก
หลี่เป่าที่จมูกตันไม่ได้กลิ่นอะไรเลย ทั้งกลิ่นเหม็นหรือกลิ่นหอม จนกระทั่งแม่ยกชามโจ๊กมาจ่อตรงหน้า กลิ่นหอมกรุ่นจึงลอยเข้าจมูก ดวงตาที่เคยปรือปรอยพลันมีประกายขึ้นมา
“แม่ครับ หอมจัง” เสียงของเขาแหบแห้งลงกว่าเดิม
หวงซิ่วหลันรู้สึกสงสารลูกจับใจ เธอค่อยๆ ป้อนโจ๊กให้เขา “ลองชิมดูนะลูก ว่าชอบไหม ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องฝืนนะ เดี๋ยวแม่ปอกแอปเปิลให้กินแทน”
หลี่เป่าน้อยค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่งพิงหมอนใบเล็กที่ปะลายดอกไม้ เขาไอออกมาสองสามครั้ง ก่อนจะอ้าปากรับโจ๊กที่แม่เป่าจนอุ่นพอดีแล้วป้อนให้ถึงปาก
โจ๊กผักชามนี้มีทั้งผักใบเขียวที่เขาชอบ ข้าวขาวนุ่มๆ และที่สำคัญที่สุดคือมีเนื้อที่เขาโปรดปราน รสชาติจึงอร่อยกลมกล่อมอย่างยิ่ง
เด็กน้อยชิมไปเพียงคำเดียว ดวงตาก็สว่างวาบขึ้นมาทันที
“แม่ครับ อร่อยมากเลย”
หวงซิ่วหลันดีใจจนยิ้มไม่หุบ รีบตักโจ๊กป้อนลูกชายต่อทันที
คนหนึ่งป้อน คนหนึ่งก็อ้าปากรับอย่างว่าง่าย ไม่นานโจ๊กถ้วยเล็กก็หมดเกลี้ยง
หลี่เป่ารู้สึกว่ามีเหงื่อซึมออกมา “แม่ครับ ผมเหงื่อออกด้วย”
“เหงื่อออกน่ะดีแล้วจ้ะ” หวงซิ่วหลันใช้ปลายนิ้วปาดเหงื่อบนหน้าผากให้ลูกชาย “เดี๋ยวแม่เช็ดตัวให้นะ อย่าเพิ่งอาบน้ำล่ะ รอให้หายดีสนิทก่อนแล้วค่อยอาบ”
หลี่เป่าพยักหน้ารับคำอย่างเชื่อฟัง
หลังจากถูกแม่จับเช็ดเนื้อเช็ดตัวด้วยผ้าชุบน้ำอุ่นจนสบายตัวแล้ว เขาก็ผล็อยหลับไปอีกครั้งอย่างง่ายดาย
หลินเจายังไม่รู้เรื่องราวเหล่านี้ และยิ่งไม่รู้ว่าในอนาคตพี่สะใภ้ใหญ่จะยกให้โจ๊กผักหมูสับชามนี้กลายเป็น ‘โจ๊กเทวดา’ ที่ใครป่วยเป็นต้องแนะนำให้กิน
เวลานี้เธอเดินทางมาถึงบ้านตระกูลกู้หลังใหญ่ ตั้งใจจะมาถามพ่อกู้ว่าเรื่องการเพาะเห็ดนั้นคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว
[จบบท]