บทที่ 444: ลูกน้อยเยียวยาหัวใจ
“ยังไม่ได้บอกเลย” กู้ฉานตอบ “แต่ไม่ว่าจะได้เข้าโรงงานไหน แค่มีงานทำก็ดีถมไปแล้ว”
ยิ่งไปกว่านั้น การได้เป็นแค่พนักงานชั่วคราวก็ยังนับว่าดีมากแล้ว ไม่ต้องพูดถึงครอบครัวนั้นที่มีเส้นสายใหญ่โต เธอเข้าไปก็คงจะได้บรรจุเป็นพนักงานประจำในทันที
ขณะนั้นเอง เชียนเป่าก็ออกแรงบีบมือแม่เบาๆ พอหลินเจาหันมามอง เด็กชายก็อ้าแขนออกทันที
“อุ้มหน่อยฮะ” เขาเงยหน้าขึ้น ดวงหน้าน้อยๆ ที่น่ารักราวกับตุ๊กตาหยกขาวดูจริงจังอย่างน่าเอ็นดู
หลินเจาย่อตัวลงอุ้มลูกชายขึ้นมาแนบอก “เดินเหนื่อยแล้วเหรอครับ”
“ครับ” เชียนเป่าโอบรอบคอแม่ พยักหน้ารับแล้วก็หาวออกมาหวอดใหญ่
“เหนื่อยแล้วเหรอ” หลินเจาลูบแผ่นหลังของลูกชายคนเล็กอย่างแผ่วเบา น้ำเสียงของเธออ่อนโยนยิ่งนัก เด็กน้อยขยี้ตาเบาๆ ขนตายาวงอนปรกปิดดวงตาเหมือนพัดเล็กๆ ที่ขยับขึ้นลง ทำเอาคนมองใจอ่อนยวบ
“อือ” เขาตอบรับเสียงงัวเงีย
“งั้นหลับตาพักผ่อนนะ เดี๋ยวแม่พาหนูกลับบ้านเอง” หลินเจาลูบหลังนุ่มนิ่มของเชียนเป่าเบาๆ เพื่อกล่อมให้เขาหลับ เด็กน้อยพยายามฝืนความง่วง ยื่นปากจูบแก้มแม่ฟอดหนึ่ง จากนั้นถึงซบหน้าลงบนไหล่ของหลินเจา หลับตาลง แล้วก็ผล็อยหลับไปแทบจะทันที
หลินเจาชะงักไปนิดหน่อย ก่อนที่รอยยิ้มอ่อนโยนจะปรากฏขึ้นในดวงตา จะรู้สึกเหนื่อยได้ยังไงกัน ในเมื่อลูกน้อยของเธอกำลังเยียวยาหัวใจเธออย่างเงียบๆ แบบนี้
กู้ฉานมองภาพนั้นอย่างอึ้งๆ นี่คือเชียนเป่าจริงๆ เหรอ ไม่ใช่อวี้เป่าหรือเหิงเป่าใช่ไหม
“นี่เชียนเป่าติดคนขนาดนี้เลยเหรอ” น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
หลินเจาใช้มือซ้ายประคองก้นของเชียนเป่า ส่วนมือขวาประคองแผ่นหลังแล้วตบเบาๆ เป็นครั้งคราว เธอพูดเสียงเบา “นานๆ ทีค่ะ ไม่ค่อยบ่อยหรอก”
“แค่นี้ก็ดีแล้ว” กู้ฉานพูดอย่างอิจฉา “ตอนเด็กๆ ฉันทั้งเช็ดก้น ซักผ้าอ้อมให้ เขาไม่ยอมให้ฉันอุ้มเลยนะ อุ้มนานหน่อยก็ร้องไห้งอแง ใครก็แตะตัวไม่ได้ เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก ถอดแบบพ่อเขามาเป๊ะเลย”
หลินเจาบอกว่า “ฉันไม่เคยรู้สึกแบบนั้นเลยค่ะ เขาติดฉันมาตั้งแต่เล็ก” สำหรับเธอแล้ว เชียนเป่าเป็นเด็กน้อยที่ชอบอ้อนแม่มากๆ คนหนึ่งเลย
กู้ฉานพยายามปลอบใจตัวเอง “เธอเหนื่อยยากลำบากคลอดพวกเขาออกมา พวกเขาติดเธอก็ถูกแล้ว ถ้าใครไม่ติดนะ เฉิงหวยคงจับมาตีแน่ๆ”
“นั่นก็ใช่ค่ะ ฮ่าๆ”
ระหว่างที่คุยกัน ทั้งสองก็เดินกลับมาถึงบ้าน กู้ฉานต้องรีบกลับไปโรงพยาบาลเลยอยู่ได้ไม่นาน ก่อนกลับเธอกำชับหลินเจาว่าถ้าได้กลับไปที่หมู่บ้าน ช่วยบอกข่าวดีเรื่องงานของเธอให้พ่อกับแม่รู้ด้วย พอพูดจบก็รีบเดินจากไป
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว สามวันต่อมา หลี่เป่าก็หายป่วย แต่เพราะทนการรบเร้าไม่ไหว กู้หย่วนซานกับหวงซิ่วหลันเลยต้องพาเขาไปส่งที่โรงเรียน พอจ่ายค่าเล่าเรียนไปสองเหมา สองสามีภรรยาก็รู้สึกเสียดายเงินจนใจเจ็บ
เด็กก็คือเด็ก หลี่เป่าจำที่อาสะใภ้สามเคยพูดไว้ได้ว่าให้เขามาเที่ยวเล่นที่บ้านในเมือง แล้วไปโรงเรียนพร้อมกับอวี้เป่าและเหิงเป่า เขาเลยร้องงอแงจะมาบ้านอาสะใภ้สามให้ได้ หวงซิ่วหลันจนปัญญาจริงๆ เลยต้องหน้าแดงพาลูกชายมาหาเด็กแฝด
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอมาบ้านของน้องสามีในเมือง พอได้เห็นก็รู้สึกทึ่งไปเลย บ้านในเมืองนี่มันทั้งสะอาดสะอ้านและดูดีจริงๆ
“น้องสะใภ้สาม หลี่เป่าหายป่วยแล้วก็ร้องจะไปโรงเรียนไม่หยุดเลย พี่เลยพาเขามาสมัครเรียน”
หลินเจามองไปที่หลี่เป่า เด็กชายตัวน้อยสวมเสื้อผ้าหนาเตอะที่มีรอยปะ ใบหน้าผอมเล็กยังดูซีดเซียว เหมือนเพิ่งผ่านการป่วยหนักมาและยังไม่ฟื้นตัวดี
“หลี่เป่ายังไม่สบายอยู่รึเปล่าจ๊ะ” เธอถามหลานชาย
“ไม่แล้วครับ” หลี่เป่าฉีกยิ้มซื่อๆ
หวงซิ่วหลันค้อนให้ลูกชาย “จะไม่ได้ยังไง ยังไออยู่เลยไม่ใช่เหรอ”
หลินเจาลูบหัวหลี่เป่าอย่างอ่อนโยน “งั้นมาอยู่กับอาที่นี่สักสองสามวันนะ อามียาแก้ไอ เดี๋ยวอาให้กิน กินไม่กี่ครั้งก็หายแล้วล่ะ”
หลี่เป่ายิ้มกว้าง “ครับ”
เหิงเป่ารีบเข้ามาเกาะแขนแม่ “แม่ครับ ผมกินได้ไหมครับ”
“ลูกไม่ได้ไอนี่จะกินทำไม ยาทุกอย่างมันมีผลข้างเคียงนะ” หลินเจาดันใบหน้าเล็กๆ ของลูกชายออกเบาๆ เหิงเป่าถอนหายใจ ไม่ได้เซ้าซี้ต่อ
เขามองหลี่เป่าตาแป๋วด้วยความอิจฉาแล้วเลียริมฝีปาก “หลี่เป่า ยาแก้ไอของแม่ฉันหวานเจี๊ยบเลยนะ ฉันกับพี่ชายกินแค่สองครั้งก็หายไอแล้ว ฉันอยากกินอีก แต่แม่ไม่ยอม” เขาพูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจสุดๆ
หลินเจาถึงกับไปไม่เป็น
หลี่เป่าไม่เชื่อว่าโลกนี้จะมียารสหวาน เลยพูดว่า “ถ้าอาสะใภ้ให้ฉันกินนะ ฉันจะแบ่งให้นาย”
หลินเจาเหลือบตามองเหิงเป่าแวบหนึ่งอย่างมีความหมาย
เด็กชายตัวน้อยกลอกตาทันควัน ก่อนจะหันไปพูดกับหลี่เป่าว่า “ไม่เอาหรอก ฉันไม่ได้ไอนี่นา นายกินเองเถอะนะ กินยาแล้วจะได้หายไวๆ พอนายหายดีแล้ว เราค่อยมาเล่นด้วยกัน”
หลี่เป่าพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน
พอเห็นเจ้าต้าหวงกับหู่โพนอนอยู่ใกล้ๆ เด็กชายก็โผเข้าไปกอดด้วยความคิดถึง “ต้าหวง หู่โพ ไม่ได้เจอกันตั้งนาน พวกแกอ้วนขึ้นอีกแล้วนะเนี่ย”
เสียงเด็กๆ พูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
ส่วนหลินเจาและหวงซิ่วหลันก็กำลังคุยกันอยู่เช่นกัน หลังจากคุยเรื่องข่าวคราวในหมู่บ้านจบ ก็เปลี่ยนมาคุยเรื่องของกู้ฉาน
พอได้ยินว่าครอบครัวของคนที่เว่ยเซี่ยงตงช่วยชีวิตไว้กลับมาแล้ว และยังยอมรับผิดชอบทุกอย่าง หวงซิ่วหลันก็ดีใจมาก
“ถือว่าครอบครัวนั้นยังมีจิตสำนึกดีอยู่!” เธอหัวเราะเสียงดังฟังชัด “คราวนี้อาฉานก็คงสบายใจขึ้นเยอะ”
หลินเจาเสริมว่า “ใช่ค่ะ ครอบครัวนั้นไม่แค่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ทั้งหมดนะคะ แต่ยังจะช่วยหางานให้พี่ฉานด้วย”
“อะไรนะ!”
หวงซิ่วหลันเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกมาจากเบ้า เธออ้าปากค้างด้วยความตกใจ
“…งานเหรอ” เสียงของเธอสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “งานอะไรเหรอ”
“อันนี้ยังไม่รู้เลยค่ะ”
หวงซิ่วหลันถึงกับกลืนน้ำลาย อยากให้คนที่เสี่ยงชีวิตช่วยคนเป็นตัวเองเสียจริงๆ
“แต่ไม่ว่าจะเป็นงานอะไร แค่มีงานทำก็ดีมากแล้ว ชีวิตของอาฉานนับว่าพลิกฟื้นขึ้นมาแล้วจริงๆ ต่อไปนี้ก็ไม่ต้องลำบากแล้วล่ะนะ เธอได้แต่งงานกับผู้ชายที่ดีจริงๆ”
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าสามีของตัวเองก็เป็นคนดีเหมือนกัน แม้ครอบครัวจะยากจนไปบ้าง แต่ชีวิตของเธอก็สุขสบายดี ความรู้สึกอิจฉาที่เกิดขึ้นเมื่อครู่จึงค่อยๆ จางหายไป
“เดี๋ยวกลับไปต้องรีบบอกแม่เลย คืนนี้ท่านจะได้นอนหลับฝันดีเสียที”
นับตั้งแต่ที่ลูกเขยประสบอุบัติเหตุ แม่กู้ก็เป็นกังวลใจมาตลอด ต้องคอยไปหาแลกไข่ไก่ในหมู่บ้านทุกสองสามวัน เพื่อเอาไปส่งให้ที่โรงพยาบาล ให้กู้ฉานทำอาหารบำรุงร่างกายให้สามี
ทุกครั้งที่พูดถึงอาการบาดเจ็บของเว่ยเซี่ยงตง ท่านก็จะทุกข์ใจ ทั้งกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาล และอนาคตของลูกสาว
“พี่สะใภ้ใหญ่คะ เรื่องเงินที่ยืมไป พี่ฉานบอกว่ารอให้ครอบครัวนั้นจ่ายเงินมาก่อนแล้วจะรีบคืนให้นะคะ” หลินเจาเอ่ยขึ้น
หวงซิ่วหลันโบกมือปฏิเสธ “บอกเขาไปเลยว่าไม่ต้องรีบ ถือซะว่าฝากพี่เก็บเงินไว้ให้ก็แล้วกัน”
“พี่ไม่รีบ แต่พี่ฉานรีบนะคะ” หลินเจาพูดติดตลก
“นั่นก็จริง” หวงซิ่วหลันดื่มน้ำดับกระหาย แล้วพูดต่อ “พอไปยืมเงินใครเข้าแล้ว มันก็นอนไม่หลับจริงๆ นั่นแหละ”
เมื่อคุยกันเสร็จแล้ว หวงซิ่วหลันก็นึกขึ้นได้ว่าต้องไปทำงาน เธอจึงกำชับหลี่เป่าสองสามคำก่อนจะรีบกลับไปที่กองพลการผลิต
หลี่เป่านั่งอยู่บนม้านั่งเตี้ยๆ แกว่งขาไปมา ใบหน้าเล็กๆ เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข
เขาเอื้อมมือไปคล้องแขนอวี้เป่ากับเหิงเป่า “ในที่สุดเราก็ได้เล่นด้วยกันอีกแล้วนะ อวี้เป่า เหิงเป่า พวกนายไปโรงเรียนมีเพื่อนใหม่บ้างรึเปล่า”
“มีสิ เยอะแยะเลย…” เหิงเป่าไล่ชื่อเพื่อนใหม่ออกมาเป็นชุด
หลี่เป่ามองหน้าเพื่อนรักทั้งสอง แล้วถามด้วยน้ำเสียงประหม่า “แล้ว… ฉันยังเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของพวกนายอยู่รึเปล่า”
“แน่นอนสิ” เหิงเป่าตอบโดยไม่ต้องคิด “พวกเราเป็นทั้งเพื่อนรักและพี่น้องที่ดีต่อกัน เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดในโลกเลย”
ใบหน้าเล็กๆ ที่เคยเกร็งเครียดของหลี่เป่าพลันเปล่งประกายด้วยรอยยิ้มกว้าง
หลินเจาที่กำลังจะนำยาแก้ไอมาให้หลี่เป่าได้ยินบทสนทนาของเด็กๆ เข้าพอดี เธอถึงกับขำจนท้องแข็ง
เธอนวดแก้มที่ปวดเมื่อยเบาๆ แล้วเดินเข้าไปในห้อง
“หลี่เป่า มากินยาได้แล้วจ้ะ กินยาเร็วๆ จะได้หายไวๆ นะ”
หลี่เป่าลุกจากม้านั่งแล้วเดินไปรับถ้วยยาด้วยสองมือ เขาเงยหน้าขึ้นมองอาสะใภ้แล้วพูดอย่างกล้าหาญสุดๆ “คุณอาสะใภ้ครับ ตอนนี้ผมเก่งขึ้นเยอะแล้วนะ ไม่กลัวรสขมเลยสักนิด ดื่มยาอึกเดียวหมดแก้วได้เลย”
แต่ถึงจะพูดอย่างนั้น หลินเจากลับสัมผัสได้ถึงความสั่นเทาในน้ำเสียงของเขา
“ไม่ขมหรอกจ้ะ มันหวานต่างหาก เหิงเป่าบอกหลานแล้วไม่ใช่เหรอ” เธอพูดปลอบโยน
ถึงเหิงเป่าจะเคยบอกแล้ว แต่หลี่เป่าก็ยังไม่กล้าเชื่ออยู่ดี
ยาที่เขาเคยกินมาทั้งชีวิตมันขมปี๋ ขมจนลิ้นชาไปหมด
“หลี่เป่า! นายนี่ไม่เชื่อฉันเลยเหรอ” เหิงเป่าแสร้งทำท่าเสียอกเสียใจอย่างใหญ่หลวง
แววตาของหลี่เป่าฉายแววรู้สึกผิด “เชื่อสิ ฉันเชื่อน่า!… ฉันจะพิสูจน์ให้ดูเดี๋ยวนี้แหละ!” ว่าแล้วเขาก็ยกถ้วยยาขึ้นมาแล้วกระดกเข้าปากไปอึกใหญ่
ทันทีที่ได้ลิ้มรสหวาน ดวงตาสีนิลของเขาก็เบิกกว้างด้วยความงุนงง
มันหวานจริงๆ ด้วย!
แต่ในชั่วพริบตา ความงุนงงบนใบหน้าของหลี่เป่าก็แปรเปลี่ยนเป็นความเสียดายสุดซึ้ง
เขาดื่มเร็วเกินไปจนไม่ทันได้ลิ้มรสชาติเลย… ฮือๆ
[จบบท]