บทที่ 446: ของขวัญจากแดนไกล
ซ่งอวิ๋นจิ่นถูกหลานชายรุมล้อม เด็กแฝดเข้าประกบซ้ายขวาแล้วเกาะแขนเขาไว้แน่น
“น้าครับ ที่ไปรษณีย์มีพัสดุมาส่ง น้าไปเอาให้พวกเราหน่อยได้ไหม” อวี้เป่าเอ่ยขึ้นก่อน ดวงตาเป็นประกายเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง
เหิงเป่ารีบเขย่าแขนน้าชายพลางส่งเสียงออดอ้อน “น้าครับ ต้องเป็นของที่พ่อส่งมาแน่ๆ เลย น้าไปเอามาตอนนี้เลยได้ไหม ขอร้องล่ะนะ” เด็กชายบิดตัวไปมา อ้อนวอนไม่ยอมหยุด
ซ่งอวิ๋นจิ่นน่ะหรือจะทนลูกอ้อนของหลานแฝดได้ เขาพยักหน้ารับปากทันควัน “ได้เลย น้าจะไปเอามาให้เดี๋ยวนี้แหละ!” ว่าแล้วก็หมุนตัวเตรียมออกไป
แต่อวี้เป่าที่ช่างสังเกตกว่าก็ร้องเตือน “น้าครับ กล่องมันใหญ่มากเลยนะ ต้องใช้รถเข็นด้วย”
“เรื่องเล็กน้อย เดี๋ยวไปยืมแป๊บเดียว”
ซ่งอวิ๋นจิ่นแวะไปถามหลินเจาเพื่อความแน่ใจ พอรู้ว่ากล่องใหญ่โตจริงอย่างที่หลานว่า เขาก็รีบแจ้นไปยืมรถเข็น แล้วไม่นานก็เข็นพัสดุปริศนากลับมาถึงบ้าน
ตอนนั้นหลินเจากำลังทาครีมบำรุงผิวอยู่ในห้องนอนของตัวเอง จู่ๆ อวี้เป่ากับเหิงเป่าก็พรวดพราดเข้ามาหยุดยืนจ้องเธอตาแป๋ว
เหิงเป่าเป็นฝ่ายส่งเสียงเร่งเร้าก่อน “แม่ครับ เร็วอีกหน่อยได้ไหม ผมอยากรู้แล้วว่าในกล่องมีอะไร!”
“อยากรู้ว่า...เป็นของที่ส่งมาให้พวกลูกสองคนหรือเปล่าล่ะสิ” หลินเจาเหลือบมองลูกชายคนเล็กอย่างรู้ทัน เผยความคิดในใจของเขาออกมาหมดเปลือก
เด็กชายหัวเราะแหะๆ ไม่ได้ปฏิเสธแม้แต่น้อย
“แม่ครับ!!” เขาเปลี่ยนมาเขย่าแขนแม่แทน
หลินเจาค่อยๆ ดึงมือลูกชายออก “อย่าเพิ่งกวนสิ รอแม่ทาครีมเสร็จก่อนแล้วจะออกไปดูให้”
เมื่อเป็นแบบนี้ สองแฝดก็หมดอารมณ์จะไปวิ่งเล่นที่ไหน ทั้งคู่เอาแต่ยืนจ้องแม่นิ่งเหมือนใช้สายตากดดันให้เธอรีบทำให้เสร็จ
หลินเจาเองก็อดไม่ได้ที่จะเร่งมือขึ้น เธอเก็บกระปุกครีมเข้าที่เรียบร้อย ก่อนจะหยิบกรรไกรแล้วเดินนำออกจากห้องไป
พอเห็นแบบนั้น อวี้เป่ากับเหิงเป่าก็ส่งเสียงหัวเราะอย่างดีใจ รีบวิ่งกรูตามหลังแม่ไปติดๆ เสียงเจื้อยแจ้วของลูกๆ ทำให้หลินเจาอดยิ้มออกมาไม่ได้
กล่องพัสดุกล่องนั้นใหญ่มากจริงๆ ใหญ่เสียจนคนเดียวโอบไม่รอบ แถมยังถูกห่อมาอย่างแน่นหนา มีเชือกป่านมัดทบไปทบมาหลายรอบจนแกะไม่ออก
พอเห็นลักษณะการมัดเชือกแบบนี้ หลินเจาก็พอจะเดาได้
ดูท่า...ความหวังของเจ้าสองแสบคงจะเป็นจริงแล้ว!
เธอเหลือบมองลูกชายฝาแฝดของตัวเอง ก็เห็นเพียงขวัญบนหัวสีดำขลับสองหัวกำลังก้มหน้าก้มตาสำรวจกล่องอย่างจริงจัง แต่แล้วทั้งคู่ก็เงยหน้าขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
ดวงตากลมโตของเด็กๆ สบเข้ากับใบหน้าที่เปื้อนยิ้มของแม่ พากันกะพริบตาปริบๆ
“แม่ครับ” อวี้เป่าเอ่ยถามอย่างสงสัย
ส่วนเหิงเป่าถามโพล่งออกมาเลย “แม่ยิ้มอะไรเหรอครับ”
“ก็ยิ้มที่พวกลูกสองคนกำลังจะสมหวังแล้วยังไงล่ะ”
สิ้นคำพูดของแม่ ดวงตาของสองพี่น้องก็สว่างวาบขึ้นมาทันที ราวกับดวงดาวที่ส่องสกาวที่สุดบนท้องฟ้าในคืนฤดูร้อน
อวี้เป่าขยับเข้ามาเบียดแม่มากขึ้น หางเสียงตื่นเต้นจนสูงขึ้น “นี่พ่อส่งมาให้เหรอครับ เป็นของขวัญวันเกิดเหรอ”
“แม่เดาว่าใช่นะ” มีความเป็นไปได้สูงมากทีเดียว ยิ่งเห็นว่ากล่องใหญ่ขนาดนี้ ก็น่าจะเป็นเพราะโมเดลเครื่องบินกับรถบรรทุกคันใหญ่ที่ลูกๆ เฝ้ารอคงส่งมาตามปกติไม่ได้ กู้เฉิงหวยเลยต้องหากล่องใหญ่ๆ มาแพ็กให้เป็นพิเศษ
“แม่ครับ! รีบแกะเลยๆ ผมรอไม่ไหวแล้ว!” เหิงเป่าร้องเร่ง ถ้าไม่ใช่เพราะจำคำของแม่ที่ว่าเด็กเล็กห้ามเล่นของมีคมอย่างกรรไกรได้ขึ้นใจ ป่านนี้เขาคงแย่งไปลงมือเองแล้ว
แต่หลินเจากลับส่ายหน้า “ยังไม่แกะตอนนี้จ้ะ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของอวี้เป่ากับเหิงเป่าพลันจางหาย ทั้งคู่เบิกตากว้างราวกับฟ้าถล่มลงมาตรงหน้า
“ทำไมล่ะครับ” ใบหน้าของอวี้เป่าฉายแววน้อยใจ “เป็นเพราะผมกับเหิงเป่าดื้อเหรอครับ” แววตาของเขาดูสลดลง “นี่เป็นของขวัญวันเกิดชิ้นแรกจากพ่อนะครับ พวกเราตั้งตารอมากเลยนะ...”
หลินเจารวบไหล่เล็กๆ ของอวี้เป่าเข้ามากอดไว้ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แม่ไม่ได้จะไม่ให้นะจ๊ะ แม่แค่อยากเก็บไว้ให้พวกเราแกะพร้อมกันในวันเกิดไง ก็ลูกบอกเองว่าเป็นของขวัญวันเกิดใช่ไหมล่ะ ถ้าอย่างนั้นเก็บไว้แกะในวันพิเศษจะดีกว่าหรือเปล่า”
เธอรู้จักนิสัยลูกชายดี ถ้าแกะกล่องตอนนี้ พอถึงวันเกิดจริงๆ ก็จะไม่มีอะไรให้ตื่นเต้น แล้วคงมานั่งเสียดายกันทีหลัง
อวี้เป่ากลับมายิ้มได้อีกครั้ง “ก็ได้ครับ งั้นแม่เอาไปซ่อนให้พวกเราหน่อยนะ ผมกลัวจะทนไม่ไหวแอบมาแกะก่อน”
“ได้สิจ๊ะ” หลินเจามองลูกชายอย่างเอ็นดู
แต่เหิงเป่ายังคงผิดหวังอยู่เล็กน้อย “จะไม่แกะจริงๆ เหรอครับ” เขาหันไปหาพี่ชาย “พี่ไม่อยากรู้เหรอว่าข้างในมีเครื่องบินลำเล็กๆ หรือเปล่า”
แน่นอนว่าอวี้เป่าก็อยากรู้ใจจะขาด แต่เขาก็อยากให้ของขวัญวันเกิด...ถูกเปิดในวันเกิดจริงๆ มากกว่า
“...ไว้วันเกิดค่อยแกะก็เหมือนกันนั่นแหละ” อวี้เป่าตอบอย่างไม่ค่อยเต็มเสียงนัก แต่ก็ยังพยายามเกลี้ยกล่อมน้องชาย “ถ้านายแกะตอนนี้ วันเกิดก็จะไม่มีของขวัญให้แกะแล้วนะ ยังจะเอาอยู่ไหมล่ะ”
คราวนี้เหิงเป่าส่ายหัวดิก “ไม่! ไม่แกะแล้ว!” เขาตอบเสียงดังฟังชัด
นี่คือของขวัญวันเกิดจากพ่อนะ! เขายังตั้งใจว่าจะเอาไปอวดให้คนทั้งหมู่บ้านดูเลยด้วยซ้ำ
ใครกล้าพูดว่าพ่อแม่ไม่รักพวกเขากัน ไม่จริงเสียหน่อย!!
“แม่ครับ! แม่รีบเอาไปซ่อนเร็วเข้า!” เหิงเป่ากลัวว่าตัวเองจะห้ามใจไม่ไหว เลยร้องเร่งแม่ไม่หยุดหย่อน
ซ่งอวิ๋นจิ่นที่ยืนมองอยู่ถึงกับต้องแอบกลั้นขำ
“ไม่ต้องมายิ้มเลย มาช่วยกันยกเข้าห้องฉันหน่อยสิ” หลินเจาหันไปเรียกน้องชายมาช่วย
ตัวกล่องไม่ได้หนักอะไรมากมาย แต่ยกคนเดียวก็ค่อนข้างทุลักทุเล
“ได้ครับ!”
สองพี่น้องจึงช่วยกันยกกล่องเข้าไปเก็บในห้องของหลินเจา
พอเห็นของขวัญลับตาไปแล้ว เด็กแฝดก็รู้สึกเหมือนใจหายวาบ ทั้งคู่เอาแต่ชำเลืองมองไปทางห้องของแม่เป็นพักๆ ดวงตาที่มองไปนั้นทอประกายแห่งความหวัง
หลินเจาเห็นแล้วก็อดส่ายหัวไม่ได้ “ไม่ต้องมองแล้วน่า รอให้ผ่านวันพรุ่งนี้ไปก่อน พอมะรืนนี้พวกหนูก็ได้รู้แล้วว่าเป็นอะไร”
ใช่แล้ว...มะรืนนี้คือวันคล้ายวันเกิดของฝาแฝด
พอได้ยินแบบนั้น อวี้เป่ากับเหิงเป่าก็กลับมากระปรี้กระเปร่าอีกครั้ง
“แม่ครับ วันนั้นผมใส่ชุดใหม่ที่แม่ตัดให้ได้ไหม” อวี้เป่าเอ่ยถาม
“ได้สิจ๊ะ”
“แล้วก็...แม่ครับ แม่บอกว่าจะทำเค้กนุ่มๆ หอมหวานให้กินด้วย แม่ยังจำได้ใช่ไหมครับ แม่ต้องทำนะ” เหิงเป่าจ้องแม่ตาแป๋ว
เขาไม่เคยลิ้มรสของที่เรียกว่าเค้กมาก่อน แต่แค่ได้ฟังคำบรรยายจากปากแม่ ก็ทำให้จินตนาการไปไกล
ทั้งหอม ทั้งหวาน ทั้งนุ่ม...มันจะอร่อยสักแค่ไหนกันเชียวนะ!
เด็กชายวาดภาพเพื่อนๆ มารายล้อมเขาและพี่ชาย ต่างก็อวยพรวันเกิดให้ แล้วพวกเขาสองคนก็เป็นคนตัดเค้กแบ่งให้ทุกคน แค่คิดภาพตาม มุมปากของเขาก็ยกสูงขึ้นจนแทบจะถึงใบหู
หลินเจาไม่รู้เลยว่าลูกชายคนเล็กคิดการณ์ไกลไปถึงขนาดนั้นแล้ว เธอพยักหน้ารับคำ “จำได้สิ ไม่ต้องห่วง ไม่ลืมส่วนของลูกหรอกน่า” ว่าพลางก็เอื้อมมือไปหยิกแก้มยุ้ยๆ ของเจ้าลูกชายตัวแสบเบาๆ
ตอนนี้วัตถุดิบทุกอย่างเตรียมพร้อม ขาดก็เพียงแค่ถึงเวลาลงมือเท่านั้น
“อิอิ” เหิงเป่าหัวเราะคิกคัก ก่อนจะวิ่งไปหาหลี่เป่าที่เล่นอยู่ใกล้ๆ แล้วกระซิบกระซาบ “...ไว้วันเกิดฉันกับพี่นะ จะชวนมากินเค้กด้วยกัน”
หลี่เป่ายิ้มตอบอย่างน่ารักสมกับเป็นเด็กนิสัยดี “ได้เลย! งั้นพอถึงวันเกิดฉันบ้าง ฉันจะแบ่งไข่ต้มย้อมสีแดงให้เธอกินนะ”
“อื้ม!” เหิงเป่าไม่แสดงท่าทีรังเกียจ รีบพยักหน้ารับอย่างมีความสุข
จิตใจของเด็กๆ นี่ช่างบริสุทธิ์เสียจริง หลินเจาอดคิดในใจไม่ได้
วันต่อมา...สำหรับอวี้เป่าและเหิงเป่าแล้ว ช่างเป็นวันที่ยาวนานและทรมานใจอย่างที่สุด วันเดียวแต่กลับรู้สึกว่ามันเคลื่อนผ่านไปช้ากว่าหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาเสียอีก
กว่าจะทนรอจนผ่านพ้นช่วงเช้าไปได้ ก็ไม่คิดว่าช่วงบ่ายจะยิ่งเลวร้ายกว่าเดิม
เวลาเจ้ากรรมดูเหมือนจะย่างผ่านไปทีละวินาทีอย่างเชื่องช้า
สองพี่น้องเอาแต่ชะเง้อมองไปทางประตูบ้านเป็นระยะ
ไม่ใช่แม่...แม่ยังไม่กลับมาเลย
ถึงขนาดที่หลี่เป่ามาชวนไปวิ่งเล่นด้วยกัน ทั้งคู่ก็ยังไม่มีกะจิตกะใจจะไปไหน ความรู้สึกอยากกลับไปยังกองพลการผลิตเฟิงโซวพุ่งสูงจนถึงขีดสุด
เห็นสภาพหลานแล้ว ซ่งอวิ๋นจิ่นก็ได้แต่แอบหัวเราะจนตัวงอ เขาไม่ได้เข้าไปยุ่งย่าม ปล่อยให้สองหนุ่มน้อยกระสับกระส่ายกันไป ส่วนตัวเองก็คว้าตัวเชียนเป่ากับเหยาเป่ามาอุ้มไว้แล้วเล่านิทานให้ฟังอย่างสบายอารมณ์
จนกระทั่งบ่ายสามโมงสิบห้านาที
เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยของหลินเจามาหยุดลงที่หน้าประตู แต่ในจังหวะที่เธอกำลังจะเอื้อมมือไปผลักบานประตู ประตูกลับถูกเปิดออกจากด้านในเสียก่อน
หลินเจาก้มลงมอง ก็พบกับใบหน้าเล็กๆ สองใบที่กำลังฉีกยิ้มกว้างให้เธอ
“แม่ครับ เรากลับกองพลฯ กันได้หรือยังครับ” อวี้เป่าเป็นฝ่ายเอ่ยปากถาม
หลินเจาถึงกับไปไม่เป็น “...”
“รอแม่พักเหนื่อยก่อนสิ กินข้าวเย็นเสร็จแล้วค่อยกลับกัน”
เหิงเป่าทำหน้าจ๋อย “หา?! แต่ผมกับพี่ชายต้องไปหาหยวนเป่ากับเถี่ยหนิวนะครับ พวกเขาต้องลืมไปแล้วแน่ๆ ว่าพรุ่งนี้เป็นวันเกิดของพวกเรา”
หลินเจาต้องดึงแขนลูกชายทั้งสองให้เข้ามาในบ้าน “ไม่ต้องห่วงน่า กลับทันอยู่แล้ว พรุ่งนี้เช้าก็ยังมีเวลาให้ไปบอกนี่นา จะรีบร้อนไปไหนกัน”
อันที่จริงเธอก็พอเข้าใจได้ เพราะตอนเด็กๆ เวลาใกล้ถึงวันตรุษจีน เธอก็เคยตื่นเต้นที่จะได้ใส่เสื้อผ้าชุดใหม่แบบนี้เหมือนกันนั่นแหละ
“แต่คนที่เราต้องไปบอกมีตั้งเยอะแยะเลยนะครับ!” เหิงเป่าหาเหตุผลมาแย้ง
หลินเจาเริ่มจนปัญญา “ก็ได้ๆ แม่จะพยายามพากลับให้เร็วที่สุดแล้วกันนะ เลิกเร่งแม่ได้แล้ว”
หัวของเธอแทบจะระเบิดออกมาอยู่แล้ว ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตอนนี้ เจ้าสองแสบนี่คึกคักกันไม่หยุดเลย!
[จบบท]