บทที่ 457: ร้อนแรงและตรงไปตรงมา
ภายในบ้านสกุลกู้ พ่อกู้ถึงกับอ้าปากค้างเมื่อได้ฟังข่าวล่าสุดจากภรรยา เรื่องที่กู้ฉาน ลูกสาวของพวกเขาได้งานในโรงอาหารของโรงงานทอผ้าฝ้ายนั้น มันน่าเหลือเชื่อเกินกว่าที่เขาจะยอมรับได้ง่ายๆ
“จริงเหรอ” ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังแม่กู้ไม่วางตา “ใครบอกคุณ แล้วเรื่องมันเรียบร้อยดีแล้วใช่ไหม” เขาโพล่งคำถามออกไปไม่หยุด
แม่กู้ไม่ได้คิดจะปิดบังอะไรอยู่แล้ว “ก็สะใภ้สามน่ะสิเป็นคนมาบอก ได้ยินมาว่าบ้านคู่กรณีเขาก็ยอมจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้หมดแล้วนะ รอให้ฉานว่างๆ ก่อน เธอน่าจะกลับมาที่บ้านสักครั้ง เพราะยังติดเงินบ้านใหญ่กับบ้านรองอยู่”
พ่อกู้พยักหน้ารับช้าๆ “อย่างนั้นก็ดี”
หากลูกสาวมีเงินเหลือ การรีบนำไปคืนให้พี่ชายทั้งสองก่อนย่อมเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุด เพราะทั้งสองครอบครัวก็ไม่ได้มีฐานะดีอะไรนัก ยิ่งใกล้จะถึงฤดูหนาวเข้ามาทุกที ข้าวของที่จำเป็นในบ้านก็ต้องหาซื้อเตรียมไว้ ซึ่งทุกอย่างล้วนต้องใช้เงิน
“อาฉานไม่ใช่คนที่จะยืมเงินใครแล้วไม่คืนหรอก ไม่เหมือนลูกสาวคนเล็กของคุณสักหน่อย วางใจเถอะ”
คำพูดของแม่กู้ทำให้พ่อกู้เงียบไปทันที สีหน้าของเขาขรึมลงอย่างเห็นได้ชัด “จะไปพูดถึงยัยนั่นให้มันได้อะไรขึ้นมา ทำให้คนอื่นเขาเสียอารมณ์เปล่าๆ”
นับตั้งแต่วันที่กู้ซิ่งเอ๋อร์ลงประกาศตัดขาดความสัมพันธ์กับครอบครัวผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ เธอก็ไม่เคยย่างเท้ากลับมาที่นี่อีกเลย สองสามีภรรยาสูงวัยไม่รู้แม้แต่น้อยว่าตอนนี้ชีวิตของลูกสาวเป็นอย่างไร จะมีก็แต่เสียงจากชาวบ้านที่แว่วเข้าหูมาเป็นครั้งคราว ว่าเห็นเธอควงแขนชายหนุ่มคนหนึ่งไปดูภาพยนตร์ด้วยท่าทีสนิทสนม
ทั้งคู่รู้สึกจนปัญญา ไม่รู้จะจัดการอย่างไร และก็ไม่อยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวอีกแล้ว จึงทำได้เพียงนิ่งเงียบทุกครั้งที่ได้ยินข่าวคราวของเธอ นานวันเข้า ชาวบ้านในหมู่บ้านก็เริ่มจับสังเกตได้ว่าสองสามีภรรยาสกุลกู้นั้นคงจะหมดเยื่อใยกับลูกสาวคนเล็กไปแล้วจริงๆ หลังจากนั้นจึงไม่มีใครเอ่ยถึงเธอให้ได้ยินอีก
แม่กู้ทอดถอนใจด้วยความเจ็บปวด “น่าอับอายจริงๆ ทำไมฉันถึงมีลูกสาวที่ไม่รู้จักยางอายแบบนี้ได้นะ ชื่อเสียงของตระกูลกู้ต้องมาป่นปี้เพราะเธอคนเดียว”
“ไม่หรอกน่า” พ่อกู้กลับมองต่างมุม “ลูกคนอื่นๆ อย่างหย่วนซาน หรือแม้แต่ลูกสาวคนโตของเราก็ยังเป็นเด็กดีอยู่ไม่ใช่เหรอ ส่วนยัยเด็กดื้อคนนั้น ใครๆ ในกองพลการผลิตก็รู้ทั้งนั้นว่าแม่เป็นคนเลี้ยงมา ต่อให้เธอจะทำตัวเหลวแหลกแค่ไหน มันก็ไม่เกี่ยวกับเราสักหน่อย”
เขาเลือกที่จะปลอบใจตัวเองแบบนี้ ซึ่งมันก็ช่วยให้ความรู้สึกอึดอัดในใจคลายลงไปได้บ้าง
แม่กู้ถึงกับนิ่งไปกับคำพูดของสามี
“คุณพูดแบบนี้ออกมาได้ยังไง” สีหน้าของเธอดูสับสนจนยากจะอธิบายเป็นคำพูด
แต่สีหน้าของพ่อกู้กลับไม่เปลี่ยน “แล้วจะให้ผมพูดว่ายังไงล่ะ คุณเคยเลี้ยงแกมาถึงปีหรือเปล่า”
แม่กู้เบ้ปากมองบน “ฉันก็อยากจะเลี้ยงอยู่หรอก แต่แม่ของคุณเคยให้โอกาสฉันบ้างไหมล่ะ” พูดจบเธอก็หยิกเข้าไปที่แขนของสามีอย่างแรงด้วยความโมโห จนเขาต้องสูดปากร้องออกมาด้วยความเจ็บ
พ่อกู้รีบดึงมือของภรรยาออกแล้วพูดเสียงเข้ม “นี่คุณ ทำอะไรของคุณ พูดกันดีๆ ก็ได้นี่ จะลงไม้ลงมือทำไมกัน”
ให้ตายเถอะ มือหนักเป็นบ้า ต้องช้ำแน่ๆ
“คุณยังจะมาถามอีกเหรอว่าฉันทำอะไร” แม่กู้ยังไม่ยอมหยุด “ถ้าไม่ใช่เพราะคุณเอาแต่เงียบเฉยเป็นทองไม่รู้ร้อน ลูกสาวดีๆ ของฉันจะกลายเป็นแบบนี้ไหม ฉัน...ฉันเกลียดคุณที่สุดเลย” เวลาที่คนเราโกรธจัด ก็มักจะเผลอพูดทุกอย่างที่อยู่ในใจออกมา
พ่อกู้เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธจริงจังของภรรยา เขาก็ค่อยๆ ขยับเก้าอี้เข้าไปใกล้ๆ แล้วปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง “ดูคุณสิ โกรธเป็นเด็กๆ ไปได้ ที่ผมยอมให้แม่เลี้ยงเขาก็เพราะผมสงสารคุณต่างหาก ที่บ้านเรามีลูกตั้งหลายคน คุณจะดูแลไหวได้ยังไงกัน”
ด้วยความร้อนใจ เขากลับเผลอพูดคำหวานเลี่ยนที่แม้แต่ตอนหนุ่มๆ ยังไม่เคยเอ่ยออกมา
คำอธิบายนั้นทำให้ใบหน้าของแม่กู้ร้อนผ่าวขึ้นมาทันที เธอนั่งนิ่งอยู่ไม่ไหวอีกต่อไป ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วตวาดใส่ด้วยความเขินอาย “ตาแก่ไม่รู้จักอาย”
สิ้นเสียงนั้น เธอก็รีบวิ่งออกจากบ้านไปทันที
จังหวะนั้นเองที่จ้าวลิ่วเหนียงเดินกลับเข้ามาพอดี เธอเห็นแม่สามีวิ่งหน้าตาตื่นราวกับถูกสุนัขป่าไล่ตามมาก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง จึงเอ่ยปากถามพ่อกู้ “พ่อคะ แม่เป็นอะไรไปคะ”
“ไม่มีอะไรหรอกน่า ไปทำงานของเธอต่อเถอะ” พ่อกู้ที่เพิ่งถูกภรรยาต่อว่ามาหมาดๆ ยังคงรู้สึกน้อยใจอยู่ลึกๆ จึงไม่มีอารมณ์จะอธิบายอะไร
“อ้อค่ะ” จ้าวลิ่วเหนียงรับคำ ก่อนจะวางฟืนที่หาบมาลงแล้วเดินกลับเข้าห้องของตัวเอง เธอเห็นกู้อวี้เฉิงสามีของเธอกำลังนอนหลับพักผ่อนอยู่ จึงเดินเข้าไปปลุก
“ตื่นได้แล้ว” เธอใช้ปลายนิ้วบีบจมูกของเขาเบาๆ พร้อมกับกระซิบเรียก
กู้อวี้เฉิงที่กำลังหายใจไม่ออก จำใจต้องลืมตาขึ้นอย่างเสียไม่ได้
“ใครไปกวนใจเธอมาอีกล่ะ” เขาถามด้วยน้ำเสียงงัวเงีย
“ไม่มีใครสักหน่อย” จ้าวลิ่วเหนียงปฏิเสธ ก่อนจะชำเลืองมองไปทางประตูอย่างระแวดระวัง แล้วลดเสียงลงจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ “พ่อกับแม่ดูแปลกๆ ไปนะ คุณรู้หรือเปล่าว่าท่านเป็นอะไรกัน”
กู้อวี้เฉิงยันตัวลุกขึ้นนั่ง มองหน้าภรรยาด้วยความงุนงง “แปลกเหรอ ทำไมผมไม่เห็นรู้สึกเลยล่ะ” เขาถามกลับไปอย่างไม่ใส่ใจ
จ้าวลิ่วเหนียงใช้มือผลักไหล่สามีเบาๆ พร้อมกับถลึงตาใส่เขาอย่างไม่พอใจ “คุณอยู่บ้านแท้ๆ แต่ทำไมไม่เห็นรู้อะไรกับเขาเลย”
กู้อวี้เฉิงทำหน้าหน่ายๆ “พูดจามีเหตุผลหน่อยสิ ผมนอนหลับอยู่นะ หรือตอนคุณนอน คุณได้ยินเสียงรอบข้างหรือไง ถึงได้รับรู้ความเคลื่อนไหวทุกอย่างในบ้านได้น่ะ”
จ้าวลิ่วเหนียงถึงกับพูดไม่ออกเมื่อถูกย้อนถามกลับมาแบบนั้น
“ฉันว่าคุณก็นอนพอแล้วนะ ถ้าอย่างนั้นก็ลุกมาช่วยกันพับกล่องไม้ขีดไฟที่เหลืออยู่นี่สิ”
กู้อวี้เฉิงเป็นคนมือหนักไม้แข็งโดยกำเนิด เขาไม่ถนัดงานที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนแบบนี้เลยสักนิด ก่อนหน้านี้เคยลองทำแล้วครั้งหนึ่ง ผลคือปวดร้าวไปทั้งบ่าทั้งไหล่ แถมงานที่ทำออกมาก็แทบจะนับชิ้นได้
นั่นทำให้เขาตั้งปณิธานกับตัวเองไว้เลยว่าจะไม่แตะต้องงานนี้อีกเป็นอันขาด
พอได้ยินภรรยาเอ่ยถึงงานพับกล่องไม้ขีดไฟ สติของกู้อวี้เฉิงก็กลับมาแจ่มใสในทันที
เขาเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างแนบเนียน “…เมื่อกี้คุณถามเรื่องพ่อกับแม่ใช่ไหม ผมรู้สิว่าเกิดอะไรขึ้น”
เมื่อต้องพูดถึงเรื่องของบุพการี กู้เฉิงหวยก็รู้จักกาลเทศะดี เขาไม่ได้พูดเสียงดัง แต่กลับลดเสียงลงจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ
“พ่อกับแม่น่าจะกำลังคุยกันเรื่องพี่สาวคนโตอยู่น่ะ”
“แล้วก็ได้ยินแว่วๆ ว่าท่านเพิ่งไปกินเกี๊ยวตัวใหญ่ที่บ้านน้องสะใภ้สามมาด้วย” เขาเล่าได้แค่นั้น เพราะเพียงแค่นึกภาพตาม ท้องของเขาก็ร้องประท้วงขึ้นมาด้วยความอยาก เขากลัวว่าพ่อจะได้ยินเสียงกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่แล้วจะดุเอา เลยไม่กล้าแอบฟังต่อ “ได้ยินว่าเป็นเกี๊ยวไส้เนื้อที่ทำจากแป้งสาลีขาวอย่างดีเลยนะ พ่อกับแม่นี่โชคดีกันจริงๆ”
กู้อวี้เฉิงถอนหายใจยาว พลางนึกย้อนไปถึงสมัยที่ยังอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ อย่างน้อยตอนนั้นก็ยังพอได้ลิ้มรสเนื้ออยู่บ้าง แต่พอแยกบ้านออกมาแล้ว แม้แต่กระดูกติดเนื้อสักชิ้นก็ยังไม่เคยได้แทะเลย
ช่างน่าเจ็บใจนัก
จ้าวลิ่วเหนียงเองก็อยากกินไม่แพ้กัน ตั้งแต่แยกบ้านออกมา พวกเขาก็ไม่ได้แตะเนื้อสัตว์มาเกือบเดือนแล้ว
“พ่อกับแม่มีน้องสะใภ้สามคอยดูแล ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีแล้วล่ะ” เธอเปรยขึ้นมาลอยๆ
กู้อวี้เฉิงทำหน้าซื่อตาใส “ผมก็ไม่ได้บอกนี่ว่าเป็นเรื่องไม่ดีสักหน่อย”
จ้าวลิ่วเหนียงแทบไม่อยากจะต่อปากต่อคำกับเขาอีก เธอหมายความอย่างนั้นเสียที่ไหนกัน
เมื่อเห็นสายตาค้อนปะหลับปะเหลือกของภรรยา กู้อวี้เฉิงก็เริ่มรู้ตัวว่าพูดจาไม่เข้าหู จึงรีบแก้ตัว “ภรรยาของผมก็กตัญญูเหมือนกัน ที่บ้านเรามีของดีอะไรก็ไม่เคยลืมที่จะแบ่งไปให้พ่อกับแม่…”
จ้าวลิ่วเหนียงจ้องหน้าเขานิ่ง แล้วถามสวนกลับไปว่า “แล้วบ้านเรามีของดีอะไรบ้างล่ะ”
กู้อวี้เฉิงพยายามเค้นสมองนึกอย่างหนัก แต่ก็นึกไม่ออก สุดท้ายจึงได้แต่หัวเราะแหะๆ “นั่นสินะ ที่บ้านเราไม่มีของดีอะไรเลยนี่นา”
เขาแกล้งทำเป็นมองออกไปนอกหน้าต่างราวกับเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ ก่อนจะร้องอุทานออกมาเสียงดัง แล้วคว้าเสื้อตัวนอกเก่าคร่ำคร่าที่เต็มไปด้วยรอยปะมาสวมอย่างลวกๆ “ดูสิ นี่มันจะกี่โมงกี่ยามแล้ว ผมต้องรีบไปทำงานแล้วนะ ที่รัก คุณพักผ่อนเถอะ ผมไปก่อนล่ะ”
จ้าวลิ่วเหนียงมองตามร่างของสามีที่เผ่นแนบออกไปแล้วก็ได้แต่ยืนนิ่งอย่างระอาใจ
ในห้องยังไม่ได้จุดตะเกียงด้วยซ้ำ มืดเสียขนาดนี้ จะไปรู้เวลาได้อย่างไรกัน… ช่างพูดจาเหลวไหลสิ้นดี
หลังจากยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จ้าวลิ่วเหนียงก็หันกลับมาลงมือพับกล่องไม้ขีดไฟที่เหลือต่ออย่างขะมักเขม้น เธอตั้งใจจะรีบทำให้เสร็จก่อนที่น้องสะใภ้สามจะกลับมา จะได้ฝากให้นำไปส่งให้ทีเดียว เมื่อส่งงานแล้ว เธอก็จะได้รับเงินค่าจ้าง
เมื่อคิดถึงเงิน ใบหน้าของเธอก็พลันปรากฏรอยยิ้มกว้างขึ้นมา
…
ที่บ้านใหญ่ของสกุลกู้
หวงซิ่วหลันและกู้หลานเองก็กำลังก้มหน้าก้มตาเร่งทำงานที่ได้รับมาเช่นกัน
“พอเราส่งกล่องไม้ขีดไฟแล้วได้เงินมา แม่จะซื้อยางรัดผมสีแดงเส้นใหม่ให้ลูกนะ”
กู้หลานที่กำลังง่วนอยู่กับงานตรงหน้า เงยหน้าขึ้นสบตาผู้เป็นแม่ ดวงตาของเธอยังคงสดใสบริสุทธิ์ “ไม่ต้องหรอกค่ะแม่ หนูมีแล้วค่ะ อาสะใภ้สามเพิ่งให้มา หนูยังไม่ได้ใช้เลย”
ของขวัญทุกชิ้นที่ได้รับจากอาสะใภ้สามล้วนแต่สวยงามเกินกว่าที่เธอจะกล้านำมาใช้ เธอจึงเก็บรักษาของเหล่านั้นไว้อย่างดี โดยตั้งใจว่าจะนำออกมาใช้ในช่วงปีใหม่
หวงซิ่วหลันเข้าใจความคิดของลูกสาวดีจึงเอ่ยขึ้นว่า “อาสะใภ้สามก็ส่วนอาสะใภ้สาม แต่แม่คือแม่ของลูกนะ แม่ควรจะเป็นคนซื้อให้ลูก”
เธอยังคงพูดต่อไปในขณะที่มือก็ยังคงทำงานไม่หยุด “พอแม่ซื้อเส้นใหม่มาให้แล้ว ลูกก็ใช้เส้นใหม่ไปก่อน ส่วนเส้นที่อาสามให้มา ก็เก็บไว้ใช้ในวันที่ลูกอยากจะใช้จริงๆ ก็แล้วกัน”
ยางรัดผมสีแดงที่กู้หลานใช้อยู่ในปัจจุบัน เป็นเส้นที่เธอซื้อให้ลูกสาวตั้งแต่ตอนอายุเพียง 6 ขวบ เผลอเพียงชั่วพริบตาเดียว เวลาก็ล่วงเลยผ่านมานานหลายปีแล้ว
กู้หลานยิ้มรับอย่างอ่อนโยน “ค่ะแม่”
ในใจของเธอรู้ดีว่าตัวเองนั้นเป็นที่น่าอิจฉาของเด็กสาวคนอื่นๆ ในหมู่บ้านเพียงใด ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะครอบครัวของเธอนั้นดีกับเธอมาก มากเสียจนหาที่เปรียบไม่ได้
[จบบท]