บทที่ 458: บ้านที่แสนอบอุ่น
กู้หลานคิดถึงอาสะใภ้สามของเธอทีไรก็อดรู้สึกอบอุ่นในหัวใจไม่ได้ ผู้หญิงที่คอยดูแลเอาใจใส่เธอและน้องๆ อย่างดีเสมอมา ไม่ว่าจะเสื้อผ้า รองเท้า หรือของใช้เล็กๆ น้อยๆ อย่างยางรัดผม อาสะใภ้สามก็ไม่เคยลืม แถมยังแอบทำของอร่อยๆ มาให้กินเป็นพิเศษอยู่เรื่อย จะไปหาอาสะใภ้ที่น่ารักแบบนี้ได้จากที่ไหนอีก
ส่วนอาสาม แม้จะไม่ค่อยได้กลับบ้าน แต่ตราบใดที่เขายังเป็นทหาร ก็ไม่มีใครกล้ามาดูถูกเธอหรือครอบครัวของเธอได้เลย
เธอรู้สึกว่าตัวเองโชคดีจริงๆ ที่ได้เกิดมาในครอบครัวนี้
รอยยิ้มหวานผุดขึ้นบนใบหน้าของกู้หลานอย่างไม่รู้ตัว
หวงซิ่วหลันที่เห็นลูกสาวนั่งยิ้มอยู่คนเดียวก็เอ่ยถามขึ้นอย่างอ่อนโยน “คิดอะไรอยู่เหรอลูก ยิ้มแก้มปริเชียว”
“เปล่าค่ะแม่” กู้หลานเม้มปากยิ้มอย่างขวยเขิน “หนูแค่รู้สึกว่า...โชคดีจังเลยที่ได้เกิดมาในบ้านของเรา”
คำพูดนั้นทำให้หวงซิ่วหลันใจฟูขึ้นมา ความรู้สึกอุ่นซ่านแผ่ไปทั่วหัวใจ
เธอยิ้มกว้างจนริ้วรอยที่หางตาขยับเข้าหากันจนดูคล้ายกลีบดอกไม้บาน “การที่ได้ลูกสาวที่น่ารักแล้วก็ช่างคิดแบบลูกมาเกิดเป็นลูกของแม่ พ่อกับแม่ก็รู้สึกว่าโชคดีมากๆ เหมือนกันจ้ะ”
คนสมัยนี้ส่วนใหญ่มักจะเก็บความรู้สึกไม่ค่อยแสดงออก แต่เพราะได้หลินเจาที่มีนิสัยร่าเริงและตรงไปตรงมาเป็นแบบอย่าง คนในบ้านกู้เลยค่อยๆ ซึมซับและกล้าที่จะพูดจาหวานๆ แสดงความรู้สึกดีๆ ต่อกันมากขึ้น
แม้ตอนที่พูดออกไปหวงซิ่วหลันจะรู้สึกจั๊กจี้อยู่บ้าง แต่พอนึกถึงคำพูดของน้องสะใภ้สามที่ว่า การแสดงความรู้สึกดีๆ ที่ออกมาจากใจจริงไม่ใช่เรื่องน่าอาย เธอก็ไม่ได้รู้สึกติดขัดอะไรอีก
ทว่าสำหรับกู้หลานที่ยังเป็นเด็กสาวหน้าบาง แก้มของเธอกลับแดงก่ำขึ้นมาทันที เด็กสาวรีบก้มหน้างุดจนใบหูร้อนผ่าวไปหมด
เสียงเลิกม่านประตูดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของเถี่ยตั้นและหลี่เป่า
“แม่ครับ ผมกับพี่จะไปบ้านอาสามแล้วนะ แม่มีอะไรจะฝากไปให้พวกอวี้เป่ากับเหิงเป่าไหมครับ” หลี่เป่าเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าแม่
“มีสิลูก เอาปันส่วนอาหารกับแผ่นรองรองเท้าที่แม่ทำไว้ไปให้พวกเขาด้วยนะ” แม้จะไม่ได้มีฐานะร่ำรวย แต่ในวันเกิดของหลานชาย หวงซิ่วหลันก็ตั้งใจทำของขวัญให้จากใจ เป็นแผ่นรองรองเท้าที่เธอเย็บเองกับมือ นอกจากจะนุ่มสบายเท้าแล้ว เธอยังปักลวดลายน่ารักเป็นรูปหมาสองตัวกับลิงอีกหนึ่งตัวด้วย
เถี่ยตั้นทำท่ารีบร้อน “ของอยู่ไหนครับแม่ บอกผมเลย เดี๋ยวผมไปหยิบเอง แม่ทำอะไรชักช้า เดี๋ยวพวกเราไปสาย”
“จะรีบไปไหนกัน แม่ไม่เห็นรู้เลยว่าพวกแกต้องรีบ” หวงซิ่วหลันเลิกคิ้วถาม
หลี่เป่ารีบฟ้องพี่ชายทันที เขาบอกหน้าซื่อ “พี่เขาโกหกแม่ครับ เราไม่ได้รีบไปไหนเลย”
หวงซิ่วหลันหันไปถลึงตาใส่ลูกชายคนโต “ไอ้เด็กเหลือขอ! ไปให้พ้นเลยไป อย่ามาเกะกะแถวนี้ เห็นแล้วมันน่ารำคาญ”
ว่าจบเธอก็ลุกไปหยิบของที่เตรียมไว้
เถี่ยตั้นหันไปบิดแก้มกลมๆ ของน้องชาย “กู้จือหลี่! นี่แกซื่อหรือโง่กันแน่หะ! ซื่อบื้อแบบนี้ระวังเถอะ สักวันจะโดนเขาหลอกจนหมดตัวไม่เหลือแม้แต่กางเกงใน!”
หลี่เป่าพยายามดิ้นหนีจากมือปลาหมึกของพี่ชายจนคำพูดที่เปล่งออกมาฟังดูอู้อี้ “นอกจากพี่ ก็ไม่มีใครหลอกผมแล้ว!”
น้ำเสียงนั้นเจือความขุ่นเคืองอย่างเห็นได้ชัด
กู้หลานถึงกับหลุดขำออกมา
เมื่อเห็นว่าตัวเองสู้แรงพี่ชายไม่ได้ หลี่เป่าก็รีบยื่นมือไปขอความช่วยเหลือจากพี่สาวทันที “พี่...พี่ค้าบ ช่วยผมด้วย...”
กู้หลานเห็นน้องชายโดนแกล้งจนหน้ามุ่ยก็อดสงสารไม่ได้ เธอจึงลุกขึ้นไปดึงเถี่ยตั้นออกมา
“เถี่ยตั้น อย่าไปแกล้งน้องสิ เดี๋ยวพอหลี่เป่าร้องไห้ขึ้นมา ระวังจะโดนพ่อจับไปตีนะ”
ภาพความทรงจำอันเลวร้ายแวบเข้ามาในหัวของเถี่ยตั้น เขาสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะแก้ตัวเสียงแข็ง “หลี่เป่าซื่อเกินไป ผมก็เลยต้องฝึกเขาหน่อยไง”
ซึ่งนั่นก็เป็นความจริงอยู่ไม่น้อย
ในความรู้สึกของเถี่ยตั้น เด็กทั้งกองพลการผลิตไม่มีใครซื่อเท่ากับน้องชายของเขาอีกแล้ว เขาจึงต้องฝึกปรือน้องให้ทันเล่ห์เหลี่ยมคนอื่น ไม่อย่างนั้นในอนาคตอาจจะโดนหลอกเอาได้ง่ายๆ แถมยังอาจจะช่วยเขานับเงินด้วยซ้ำ
กู้หลานส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ “อาสะใภ้สามเคยบอกแล้วไงว่าคนเรามีนิสัยแตกต่างกัน เราต้องเคารพความเป็นตัวตนของกันและกันสิ พี่จะไปบังคับน้องได้ยังไง”
เธอลูบไหล่น้องชายคนเล็กเบาๆ “หลี่เป่าเป็นคนซื่อ ไม่ได้โง่สักหน่อย เขารู้ดีว่าใครดีกับเขา ใครคิดไม่ดี แล้วอีกอย่าง ที่บ้านเรามีคนคอยดูแลตั้งเยอะแยะ ใครจะมาหลอกเขาได้ง่ายๆ”
เถี่ยตั้นทำหน้าขึงขัง “ใครมันกล้ามาหลอกน้องชายผม ผมจะอัดมันให้เละเลย!”
กู้หลานเขกหัวน้องชายไปหนึ่งที “อัดใคร นี่อยากโดนดีใช่ไหม!”
หลี่เป่าเอามือปิดปากแล้วหัวเราะคิกคักออกมาอย่างชอบใจ
ซื่อบื้อที่ไหนกัน ฉลาดจะตายไป
กู้หลานเองก็กลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่จนต้องหัวเราะออกมา
ส่วนเถี่ยตั้นที่เห็นพี่สาวกับน้องชายหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน แม้จะไม่เข้าใจว่าเรื่องอะไร แต่เขาก็พลอยหัวเราะตามไปด้วย
เสียงม่านหน้าประตูพลิ้วไหวก่อนจะทิ้งตัวลงตามเดิม
หวงซิ่วหลันที่เพิ่งเดินถือตะกร้าเข้ามาเห็นลูกๆ ทั้งสามคนกำลังยิ้มร่าอย่างมีความสุขก็อดแปลกใจไม่ได้
ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากถาม เถี่ยตั้นก็รีบปรี่เข้าไปหาแล้วช่วยถือตะกร้าในมือแม่อย่างแข็งขัน
“แม่ครับ ทั้งหมดนี่เลยเหรอ” เด็กชายถามพลางทำตาโต
หนักใช่เล่นเลย
“ใช่จ้ะ” หวงซิ่วหลันตอบ แต่สีหน้ากลับฉายแววกังวล “ลูกกินจุขนาดนี้ แม่ยังกลัวว่าจะไม่พอเลย”
เถี่ยตั้นได้แต่ยิ้มแหยๆ
“อาสะใภ้สามบอกว่าพี่ชายกำลังจะโตเป็นหนุ่ม เรื่องกินจุเป็นเรื่องปกติครับ” หลี่เป่ารีบออกตัวแทนพี่
หวงซิ่วหลันหัวเราะ “แม่ไม่ได้ห้ามพี่ชายลูกกินสักหน่อย นี่ก็ให้มันเทศเขากินทุกเช้าทุกเย็นไม่ใช่หรือไง”
เถี่ยตั้นถึงกับพูดไม่ออก
ให้ตายเถอะ อย่าพูดถึงมันเทศได้ไหม เขาเพิ่งจะเผลอปล่อยแก๊สพิษกลางห้องเรียนมาหมาดๆ! โชคดีที่ในห้องเรียนก็มีเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกหลายคน เลยไม่ค่อยน่าอายเท่าไหร่
เฮ้อ! เมื่อไหร่จะได้เลิกกินมันเทศสักทีนะ
วินาทีนั้นเอง เถี่ยตั้นก็เกิดความปรารถนาอันแสนเรียบง่ายขึ้นมาในใจ ขอแค่ได้กินอิ่มท้องโดยที่ไม่ต้องกินมันเทศเยอะขนาดนี้ก็พอแล้ว
กินทีไรมันแสบร้อนกลางอกทุกที!
“แม่ครับ งั้นพวกเราไปก่อนนะ” เถี่ยตั้นมือหนึ่งหิ้วตะกร้า อีกมือก็คว้าแขนน้องชายแล้วเตรียมจูงออกไป
หลี่เป่าหันกลับมามองพี่สาว พลางขมวดคิ้วถาม “พี่ไม่ไปกับเราเหรอครับ”
“พี่ไม่ไปจ้ะ พวกเธอไปเล่นกันให้สนุกนะ อย่าไปมีเรื่องกับใครล่ะ” กู้หลานรู้สึกว่าตัวเองโตเป็นสาวแล้ว จะให้ไปนั่งล้อมวงแย่งขนมกับเด็กๆ มันก็ยังไงอยู่
ดวงตาใสซื่อของหลี่เป่ามองพี่สาว “แต่มีของอร่อยๆ นะครับ เหิงเป่าบอกว่าอาสะใภ้สามทำเค้กให้ด้วย หอมๆ นุ่มๆ เลยนะ อาสามยังส่งรถของเล่นกับเครื่องบินมาให้พวกเขาด้วย พี่ไม่อยากเห็นเหรอครับ”
แน่นอนว่ากู้หลานอยากเห็น
เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ส่ายหน้าอยู่ดี “...พวกเธอไปกันเถอะ ไว้มีโอกาสพี่ค่อยไปดูแล้วกัน”
จริงๆ แล้วเด็กสาวสนใจเครื่องบินเป็นพิเศษ เธอนึกสงสัยมาตลอดว่าของที่พาคนลอยขึ้นไปบนฟ้าได้...มันจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรกันนะ
เมื่อเห็นพี่สาวยืนกราน หลี่เป่าก็ไม่ได้รบเร้าต่อ เขาขานรับสั้นๆ แล้วเดินตามพี่ชายออกไป
เมื่อสองพี่น้องมาถึงบ้านอาสาม ลานบ้านก็เต็มไปด้วยเด็กๆ ซึ่งล้วนเป็นเพื่อนสนิทของคู่แฝดเจ้าของวันเกิด
อวี้เป่ากับเหิงเป่ากำลังวิ่งวุ่นต้อนรับเพื่อนๆ อย่างสนุกสนาน
บนโต๊ะมีขนมและลูกอมวางอยู่เต็มไปหมด เด็กทุกคนได้รับนมผงมอลต์สกัดคนละแก้ว ต่างคนต่างค่อยๆ จิบดื่มอย่างรู้คุณค่า ใบหน้าเล็กๆ เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มสดใส
พอเห็นเถี่ยตั้นกับหลี่เป่ามาถึง เด็กๆ ก็พากันกวักมือเรียกให้ไปนั่งดื่มด้วยกัน
วันนี้ซ่งอวิ๋นจิ่นรับบทเป็นเจ้าภาพจำเป็น คอยดูแลต้อนรับเพื่อนๆ ของหลานชาย พอเห็นแขกใหม่มาถึง ก็รีบไปชงนมผงมอลต์สกัดมาให้แล้วชวนให้นั่งพัก
เถี่ยตั้นกับหลี่เป่ารู้สึกเกร็งเล็กน้อย
พวกเขากวาดตามองไปรอบๆ ลานบ้านที่วันนี้ดูแปลกตาไปกว่าทุกวัน บนกิ่งไม้มีริบบิ้นสีแดงเส้นเล็กๆ ผูกประดับไว้ ส่วนบนขอบหน้าต่างก็มีดอกไม้ป่าสีสวยสดใสวางเรียงรายอยู่
หลี่เป่าจิบนมผงมอลต์สกัดไปอึกหนึ่ง ดวงตากลมโตเป็นประกาย
“เหิงเป่า รถของเล่นของนายอยู่ไหน ให้ดูหน่อยได้ไหม”
เหิงเป่าร่าเริงสดใสเหมือนดอกทานตะวันดอกน้อยๆ “ได้สิ ทุกคนดูหมดแล้ว มันอยู่ในห้องแน่ะ ไปเลย เดี๋ยวฉันพาไปดู”
ว่าแล้วก็จูงมือหลี่เป่าเข้าไปในห้อง โดยมีเถี่ยตั้นเดินตามไปติดๆ อย่างรู้งาน
เขาก็อยากเห็นเหมือนกันนี่นา
พอสองพี่น้องก้าวเข้าไปในห้องแล้วได้เห็นของเล่นชิ้นใหม่ของอวี้เป่ากับเหิงเป่า ดวงตาของทั้งคู่ก็เบิกกว้างราวกับถูกสะกดให้หยุดนิ่งอยู่กับของเล่นสองชิ้นนั้นไปชั่วขณะ
นี่น่ะเหรอ...รถของเล่น เครื่องบิน!!
หลี่เป่าต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการละสายตาออกจากของเล่น เขารู้สึกตื่นเต้นดีใจไปกับเพื่อนรัก “เหิงเป่า นายมีรถของเล่นแล้ว! อวี้เป่า นายก็มีเครื่องบินแล้วด้วย!!”
สองพี่น้องฝาแฝดพยักหน้ารับพร้อมกันอย่างแรง ยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ
อวี้เป่าบอกว่า “ใช่แล้ว! ฉันกับเหิงเป่าดีใจมากๆ เลย”
เหิงเป่าพยายามหุบยิ้มลงเล็กน้อย แล้วถอนหายใจออกมาอย่างมีความสุข “ถ้าเรามีวันเกิดทุกวันก็คงดีเนอะ!”
เถี่ยตั้นถึงกับหัวเราะลั่น “นายก็ลองไปถามอาสะใภ้สามดูสิ ว่าอยากให้นายมีวันเกิดทุกวันไหม”
“ไม่เอาหรอก” อวี้เป่าทำหน้าขรึม “แม่ตื่นมาทำเค้กให้เราแต่เช้ามืดเลย ไม่ได้นอนเต็มอิ่ม แถมยังต้องทำกับข้าวอีกตั้งหลายอย่าง เหนื่อยจะตายไป ปีละครั้งก็พอแล้วล่ะ”
เหิงเป่าฉุกคิดขึ้นมาได้จึงพยักหน้าเห็นด้วย “นั่นสินะ ปีละครั้งก็พอแล้ว”
เด็กชายพูดต่ออย่างพึงพอใจ “แค่แม่จัดงานวันเกิดให้พวกเรา ฉันก็ดีใจมากๆ แล้วล่ะ ฮิฮิ”
[จบบท]