บทที่ 461: ของอร่อยจากแดนไกล
หลินซื่อชางถึงกับพูดอะไรไม่ออกเมื่อเห็นสายตาที่พ่อของตัวเองมองมายังถุงผ้าในมือของเขา แววตาของพ่อเต็มไปด้วยความรังเกียจ
แม้ว่าภายนอกมันจะดูซอมซ่อไปหน่อย แต่ข้างในก็สะอาดเอี่ยม เขาจึงได้แต่คิดว่าคนเราไม่ควรตัดสินอะไรจากรูปลักษณ์ภายนอกจริงๆ
เมื่อผู้ใหญ่คุยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลินสี่เป่าที่นั่งฟังเงียบๆ อยู่นานก็เอ่ยปากถามขึ้นมาด้วยความสงสัย “พ่อคะ เค้กคืออะไรเหรอคะ”
คำถามของหลานสาวทำให้หลินเฮ่อหลิงที่กำลังพับเก็บเสื้อไหมพรมต้องชะงักมือ เขามองหน้าหลานสาวด้วยความรู้สึกสงสารจับใจ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ หากเป็นวันวานในอดีต หลานๆ ของเขาคงได้เติบโตในบ้านสไตล์ตะวันตกหลังใหญ่ เวลาจะไปไหนมาไหนก็มีรถยนต์รับส่งเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่แบบในตอนนี้ที่ไม่รู้จักแม้กระทั่งของหวานที่เรียกว่าเค้ก
ภาพความทรงจำมากมายค่อยๆ ไหลบ่าเข้ามาในหัว เดิมทีเขาคือคนของตระกูลหลินแห่งเมืองไห่ ครอบครัวของเขาเป็นเจ้าของกิจการร้านค้าหลายแห่ง มีบ้านช่องใหญ่โตโอ่อ่า แต่แล้ววันหนึ่ง...
ซ่งซีเวยเหลือบไปเห็นความสับสนวุ่นวายในแววตาของสามี เธอลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยขึ้น “อีกไม่กี่วันเราไปเที่ยวเมืองไห่กันดีไหมคะ”
หลินเฮ่อหลิงเบิกตากว้าง มองภรรยาของตนอย่างคาดไม่ถึง กว่าจะหาเสียงของตัวเองเจอ เวลาก็ผ่านไปครู่ใหญ่
“...จะกลับไปทำไม”
แค่คำว่า ‘กลับไป’ คำเดียวก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ซ่งซีเวยรู้ว่าแท้จริงแล้วเขาก็อยากจะกลับไปที่นั่น
“ก็ไปเที่ยวดูน่ะค่ะ ได้ยินว่าที่นั่นเจริญรุ่งเรืองมาก ฉันเองก็ยังไม่เคยไป เลยอยากจะเห็นกับตาสักครั้ง”
การต้องพลัดพรากจากครอบครัวและบ้านเกิดทำให้หลินเฮ่อหลิงไม่รู้เลยว่าชะตากรรมของคนที่นั่นจะเป็นอย่างไร ความกลัวที่จะต้องกลับไปเผชิญหน้ากับความจริงจึงเกาะกุมอยู่ในใจ แต่เมื่อได้สบเข้ากับดวงตาของภรรยา ความกล้าหาญมหาศาลก็พลันบังเกิดขึ้นมาในใจของเขา
นิ้วของเขากำเข้าหากันเบาๆ “ถ้าอย่างนั้น...ก็ไปกัน”
ซ่งซีเวยพยักหน้ารับอย่างยินดี
เธอเป็นคนประเภทที่พูดแล้วลงมือทำทันที เมื่อได้คำตอบจากสามีแล้ว เธอก็มุ่งตรงไปยังที่ทำการกองพลการผลิตเพื่อขอจดหมายแนะนำตัวที่ประทับตราแล้วแต่ยังไม่ได้กรอกข้อความจากผู้ใหญ่บ้าน เธอบอกความต้องการของตัวเองออกไปว่าจะขอทั้งหมด 5 ฉบับ
ได้ยินดังนั้นใบหน้าของผู้ใหญ่บ้านกองพลการผลิตตงเฟิงก็ซีดเผือดลงทันที
“มันขัดต่อระเบียบนะ” เขาบ่นอุบอิบพร้อมกับใช้แขนป้องลิ้นชักโต๊ะเอาไว้ราวกับเป็นของล้ำค่า ข้างในนั้นมีตราประทับสีแดงอยู่ เหงื่อเย็นๆ เริ่มผุดขึ้นมาบนหน้าผาก
ซ่งซีเวยโน้มตัวเข้าไปใกล้ วางข้อศอกลงบนโต๊ะแล้วหรี่ตามองเขา น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนไป “ระเบียบอะไรเหรอ”
ความสัมพันธ์ฉันเพื่อนที่โตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก แถมเธอยังเคยช่วยชีวิตเจ้าคนขี้ขลาดคนนี้ไว้อีกต่างหาก ทำให้เธอไม่เคยเกรงกลัวเขาเหมือนกับที่ชาวบ้านคนอื่นๆ เป็น
“จะให้ดีๆ หรือจะให้ลงมือ”
ปฏิกิริยาของผู้ใหญ่บ้านไวกว่าความคิด เขารีบถอยหลังไปหนึ่งก้าว หันหลังให้ทันที ทำเป็นมองไม่เห็นว่ามีใครบุกเข้ามาในห้องทำงาน
ซ่งซีเวยยกยิ้มอย่างพอใจ เธอเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานของเขาออก หยิบกระดาษออกมาแล้วประทับตราลงไปบนกระดาษแต่ละแผ่นอย่างแรง
เสียงตรายางกระทบกับโต๊ะดังปังๆ ทำให้หัวใจของผู้ใหญ่บ้านเต้นระรัว ใบหน้าของเขาตอนนี้เหยเกด้วยความเจ็บปวดราวกับโดนเชือด
นี่มันโจรปล้นกันชัดๆ ประทับตราไปกี่ใบแล้วนั่น
ปัง!
เสียงประตูปิดลงดังสนั่น
ผู้ใหญ่บ้านค่อยๆ หันกลับมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ เมื่อเห็นว่าคนที่น่ากลัวราวกับยมทูตได้จากไปแล้ว เขาก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ รีบก้าวเข้าไปที่โต๊ะทำงานของตัวเองแล้วนับจำนวนกระดาษ เมื่อพบว่ามันหายไปถึง 5 ใบ เขาก็ยกมือกุมหน้าอก
“โจร! โจรปล้น!” เขาร้องโอดครวญ
เอาไปทีเดียวตั้ง 5 ใบ กระดาษของเขา!
เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างหมดแรง ความคิดแรกที่แล่นเข้ามาในหัวคือต้องเอากระดาษที่เหลือไปซ่อนไว้ในลิ้นชักแล้วลงกุญแจให้แน่นหนา
แต่เมื่อเขาเปิดลิ้นชักออกดูก็พบว่ามีพุทราจีนห่อเล็กๆ วางอยู่ข้างใน ใบหน้าที่บูดเบี้ยวเหมือนมะระขี้นกของเขาก็พลันสดใสขึ้นมา เขารีบหยิบมันออกมาแล้วลองชิมไปหนึ่งเม็ด รสหวานที่แผ่ซ่านไปทั่วปากทำให้คิ้วของเขาเลิกขึ้นอย่างมีความสุข เขาเก็บห่อพุทราที่เหลือไว้อย่างดี ตั้งใจว่าจะเอาไปให้ลูกสาวที่เพิ่งคลอดหลานชายให้เขาได้บำรุงร่างกาย
...
ทางด้านของเด็กๆ
ทันทีที่หลินสี่เป่าได้ลิ้มรสชาติของเค้ก เธอก็เปล่งเสียงครางอืออาออกมาอย่างมีความสุขราวกับลูกสัตว์ตัวน้อยๆ “อร่อยจังเลยค่ะ ที่ผ่านมาหนูใช้ชีวิตไปได้ยังไงโดยที่ไม่ได้กินของอร่อยแบบนี้นะ”
หลินต้าตั้นทำหน้าบอกไม่ถูก “พี่กับเอ้อร์ตั้นอายุมากกว่าเธอตั้งหลายปี พวกพี่สองคนนั่นแหละที่ใช้ชีวิตมาอย่างสูญเปล่าของจริง”
“ใช่เลย ตอนพวกพี่อายุเท่าเธอ ยังไม่เคยได้กลิ่นของแบบนี้เลยด้วยซ้ำ” หลินเอ้อร์ตั้นเสริมขึ้นมา
หลินเจิงได้แต่ยิ้มให้กับบทสนทนาของพี่น้อง ส่วนหลินเซวียนก็นึกถึงหลินซื่อเซิ่งผู้เป็นพ่อ รู้สึกเสียดายแทนที่เขาจะไม่ได้ลิ้มรสของอร่อยชิ้นนี้
หลินซื่อชางที่ได้ยินบทสนทนาของเด็กๆ ก็รู้สึกทั้งสงสารและจนใจปนเปกันไป เขาตั้งใจไว้ว่าเมื่อไหร่ที่เงินเดือนออก เขาจะซื้อของกินแปลกๆ ใหม่ๆ มาให้ลูกๆ ได้ลองชิมบ่อยๆ พวกเขาจะได้ไม่รู้สึกว่าตัวเองพลาดอะไรในชีวิตไปอีก
“พรุ่งนี้พ่อจะซื้อเป็ดย่างมาฝากนะ”
คำพูดของเขาทำให้เด็กๆ ที่กำลังเอร็ดอร่อยกับเค้กถึงกับหยุดชะงักไปชั่วขณะ เค้กในมือแทบร่วงหล่นลงพื้น
หลินสี่เป่ารีบวิ่งเข้าไปกอดพ่อของเธอแล้วถามอย่างตื่นเต้น “เป็ดย่างรสชาติเป็นยังไงเหรอคะ เหมือนไก่ย่างหรือเปล่า”
หลินซื่อชางกอดลูกสาวตัวน้อยไว้ในอ้อมแขนแล้วตอบพร้อมกับรอยยิ้ม “อร่อยกว่าไก่ย่างเยอะเลยล่ะลูก”
ดวงตาของหลินสี่เป่าเบิกกว้างขึ้น เธออุทานออกมาด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นสุดขีด “อร่อยกว่าไก่ย่างอีกเหรอคะ! แล้วมันจะอร่อยขนาดไหนกันเนี่ย!”
“พรุ่งนี้ลูกก็รู้เองแหละ” หลินซื่อชางตอบกลับด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู
พ่อของเขาไม่เคยมีความคิดที่ลำเอียงรักลูกชายมากกว่าลูกสาวเลย ตรงกันข้ามเสียอีก เขายิ่งรักและเอ็นดูลูกสาวมากกว่าด้วยซ้ำ
ลูกชายทุกคนของตระกูลหลินก็เช่นเดียวกัน ที่ล้วนแต่แพ้ทางให้กับลูกสาวตัวเองเสมอมา ไม่ว่าลูกสาวจะอยากได้อะไร พวกเขาก็พร้อมจะหามาให้ทุกอย่าง
แม้ในอดีตหลินซื่อเซิ่งอาจจะยังบกพร่องในหน้าที่พ่อไปบ้าง แต่หลังจากที่เขาหย่าร้างไป ความรักและความใส่ใจทั้งหมดก็ถูกทุ่มเทให้กับลูกสาวทั้งสองอย่างเต็มที่ ความรักของเขาที่มีต่อหลินเซวียนและหลินเจิงนั้นปรากฏชัดผ่านห้องนอนที่เขาตั้งใจสร้างให้ลูกสาว ซึ่งเรียกได้ว่าสวยงามและพิเศษกว่าของบ้านไหนๆ ในหมู่บ้าน
“พ่อครับ บ้านเราคนเยอะขนาดนี้ ซื้อมาสัก 2 ตัวเลยดีไหมครับ” หลินต้าตั้นเสนอขึ้นมาอย่างจริงจัง
หลินเอ้อร์ตั้นที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็รีบพยักหน้าสนับสนุนพี่ชาย “ใช่ครับๆ”
หลินซื่อชางถึงกับหัวเราะออกมาเบาๆ เขาแสร้งทำหน้าจริงจัง “2 ตัวจะไปพออะไรกัน ซื้อมาสัก 5 ตัวเลยดีไหมล่ะ”
คำว่าเป็ดย่าง 5 ตัวทำให้หลินเอ้อร์ตั้นตาลุกวาว กำลังจะอ้าปากตอบรับอย่างเต็มใจ แต่ก็ถูกพี่ชายดึงแขนไว้เสียก่อน
หลินต้าตั้นขมวดคิ้วพูด “5 ตัวมันมากเกินไปนะครับพ่อ บ้านเรายังต้องกินต้องใช้ จะฟุ่มเฟือยแบบนั้นไม่ได้หรอกครับ”
หลินซื่อชางได้แต่คิดในใจว่า ‘เจ้าเด็กคนนี้นี่ รู้จักคิดเหมือนกันนะ’
เฉินอวี่มองภาพสามีที่กำลังแกล้งหยอกล้อลูกชาย แล้วก็มองลูกชายที่รู้ทันความคิดของพ่อ เธออดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้
“จริงสิคะ เจาเจาชอบเสื้อไหมพรมที่ฉันถักให้หรือเปล่าคะ” เธอหันไปถามสามี
เธอกังวลใจอยู่ไม่น้อย เพราะรู้ดีว่าน้องสาวของสามีไม่เคยขาดแคลนเสื้อผ้าสวยๆ ทั้งพ่อสามีที่มักจะตัดชุดใหม่ให้ทุกปี ไหนจะคุณลุงคุณป้าสะใภ้ที่คอยซื้อของมาฝากอยู่เสมอ ยังไม่นับรวมสามีของหลินเจาอีกคนที่คอยดูแลเอาใจใส่ภรรยาเป็นอย่างดี เธอจึงกลัวว่าเสื้อไหมพรมฝีมือของเธออาจจะไม่ถูกใจน้องสาวสามี
“ชอบสิ ชอบมากๆ เลย” หลินซื่อชางรีบยืนยัน “เจาเจาฝากมาบอกว่าฝีเข็มละเอียดสวยมาก แถมใส่แล้วยังช่วยขับผิวให้ดูสว่างขึ้นด้วยนะ พรุ่งนี้เธอจะใส่ไปทำงานด้วยล่ะ”
รอยยิ้มของเฉินอวี่สดใสขึ้น “เธอชอบก็ดีแล้วค่ะ ที่ฉันกับลูกในท้องแข็งแรงดีแบบนี้ก็เพราะได้เธอคอยช่วยดูแลมาตลอด ต้องรบกวนเธอมากจริงๆ”
“จะรบกวนอะไรกันลูก เธอเป็นพี่สะใภ้ของเขานะ เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องคิดมาก” ซ่งซีเวยเอ่ยขึ้นเรียบๆ
“ใช่แล้วค่ะ!” หลินสี่เป่ารีบพูดเสริม “เวลาคุณอาให้อะไรหนู หนูไม่เคยเกรงใจเลย คุณอาดีกับหนู หนูก็จดจำไว้ทั้งหมด พอโตขึ้น หนูก็จะดูแลคุณอาให้ดีเหมือนกันค่ะ”
เด็กหญิงยิ้มกว้างจนตาหยี รอยยิ้มของเธอสดใสราวกับดวงตะวันดวงน้อย ส่องประกายจนทำให้คนรอบข้างรู้สึกอบอุ่นหัวใจไปด้วย
“ผมด้วย!” หลินต้าตั้นชูแขนขวาขึ้นอย่างแข็งขัน “มีหลินซือเหนียนคนนี้อยู่ทั้งคน ใครหน้าไหนก็อย่าหวังว่าจะมารังแกคุณอาของผมได้!”
ใช่แล้ว ชื่อจริงของหลินต้าตั้นคือ ‘หลินซือเหนียน’
ส่วนหลินเอ้อร์ตั้นมีชื่อจริงว่า ‘หลินซือเหยียน’
และหลินสี่เป่ามีชื่อจริงว่า ‘หลินอวี้หนั่ว’
ชื่อที่เป็นมงคลเหล่านี้ล้วนเป็นฝีมือการตั้งของหลินเฮ่อหลิงทั้งสิ้น
ในขณะที่ชื่อของพี่น้องหลินเซวียนนั้นเป็นชื่อที่หลินซื่อเซิ่งเป็นคนตั้งให้ ซึ่งเรื่องนี้ก็มีที่มาที่ไปที่ต้องย้อนกลับไปถึงชิวเหลียน หลังจากที่เธอแต่งเข้ามาเป็นสะใภ้ของตระกูลหลิน เธอก็มุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะมีลูกชายให้ได้เพื่อยกระดับตำแหน่งของตัวเอง แต่โชคชะตากลับไม่เป็นใจ เธอให้กำเนิดลูกสาวถึง 2 คนติดต่อกัน ด้วยความโมโหและผิดหวัง เธอจึงตั้งชื่อลูกสาวโดยใช้คำว่า ‘ตี้’ ซึ่งเป็นตัวอักษรที่แฝงความนัยว่าอยากได้ลูกชายเป็นคนถัดไป เมื่อซ่งซีเวยทราบเรื่องเข้าก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ จัดการสั่งสอนสองสามีภรรยาคู่นั้นไปชุดใหญ่
ท้ายที่สุด หลินซื่อเซิ่งจึงเป็นคนคิดชื่อให้ลูกสาวของเขาเอง
หลินเจารับรู้เรื่องราวทั้งหมดนี้เป็นอย่างดี และนี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ทัศนคติของเธอที่มีต่อชิวเหลียนเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลง จนถึงขั้นที่ว่าแม้แต่จะเอ่ยปากทักทายเมื่อพบหน้ากันเธอก็ยังไม่อยากจะทำ
ขณะที่บรรยากาศในลานบ้านกำลังเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอย่างมีความสุข เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะ
“ใครมาน่ะ” หลินต้าตั้นหันไปมองที่ประตูแล้วตะโกนถาม แต่ก็ไม่วายรีบตักเค้กคำสุดท้ายที่เหลืออยู่ในจานเข้าปากอย่างรวดเร็ว
เค้กเป็นของหายาก การที่คนในหมู่บ้านมาเห็นเข้าอาจจะไม่ใช่เรื่องดีนัก
เมื่อจัดการกับเค้กจนหมดจานแล้ว หลินต้าตั้นก็เดินไปเปิดประตู เขายังไม่ทันจะได้แง้มประตูให้กว้าง คนข้างนอกก็ใช้แรงทั้งหมดเบียดตัวแทรกเข้ามาข้างในอย่างแรงจนร่างของเด็กชายเซถอยหลังไป
“คุณเป็นใคร...”
ยังไม่ทันที่หลินต้าตั้นจะพูดจบประโยค หญิงแปลกหน้าก็ผลักเขาจนพ้นทางแล้วก้าวเข้ามาในลานบ้าน
สายตาของเธอกวาดมองไปทั่วใบหน้าของสมาชิกตระกูลหลินทุกคน ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ใบหน้าอันเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลของเฉินอวี่ แววตาของเธอวูบไหวไปด้วยความอิจฉาริษยาชั่วครู่หนึ่งแล้วก็หายไปอย่างรวดเร็ว หากทุกคนไม่ได้กำลังจับจ้องมาที่เธอ ก็คงไม่มีใครทันได้สังเกตเห็น
ทันใดนั้น เธอก็ทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าหลินเฮ่อหลิงและซ่งซีเวย พร้อมกับเปล่งเสียงร้องที่ดังสั่นเครือ “คุณพ่อ คุณแม่...หนูกลับมาแล้วค่ะ”
คำพูดของเธอทำให้ทุกคนในที่นั้นนิ่งไป บรรยากาศที่เคยครึกครื้นเมื่อครู่เงียบสงัดลงในพริบตา เหลือเพียงความรู้สึกกระอักกระอ่วนที่ลอยอยู่ในอากาศ
เมื่อหลินเซวียนและหลินเจิงเห็นว่าคนที่มาเป็นใคร สีหน้าของเด็กหญิงทั้งสองก็พลันซีดเผือด แววตาเต็มไปด้วยความตกตะลึงอย่างไม่อาจปิดบังได้
[จบบท]