บทที่ 463: เหม็นเปรี้ยว
ชิวเหลียนเพิ่งจะรู้ตัวว่าโดนหลอกก็ตอนที่กลับมาถึงบ้านแล้ว การที่น้องชายอุตส่าห์ไปรับกลับมาด้วยตัวเอง แท้จริงแล้วมันคือหลุมพรางดีๆ นี่เอง
ทันทีที่ก้าวเข้าเขตลานบ้าน สายตาของชายชราแปลกหน้าคนหนึ่งก็จับจ้องมาที่เธอไม่วางตา แววตาที่มองมาทำเอาชิวเหลียนรู้สึกอึดอัดจนต้องขมวดคิ้ว
“นี่ใครกันน่ะ ทำไมมาอยู่ในบ้านเราได้ แล้วยังมาจ้องคนอื่นแบบนี้อีก น่ารำคาญชะมัด” เธอเปรยขึ้นอย่างไม่พอใจ
น้องชายของเธอรีบหันไปส่งยิ้มแห้งๆ ให้ชายคนนั้นทันที คงกลัวว่าเขาจะโกรธจนทำให้ตัวเองชวดเงินก้อนโตถึงห้าสิบหยวน
ชายแก่หัวเราะเสียงดัง เผยให้เห็นฟันเหลืองอ๋อยที่มีเศษผักติดอยู่ กลิ่นเหม็นเปรี้ยวโชยมาแตะจมูกแม้จะยืนอยู่ห่างกันพอสมควร
“ไม่เป็นไรหรอก ดุหน่อยสิดี ผู้หญิงดุๆ นี่แหละถึงจะดูแลบ้านเป็น ฉันล่ะชอบคนดุๆ” คำพูดของเขาเต็มไปด้วยความนัยลามกและท่าทีที่น่าขยะแขยง
ชิวเหลียนสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากล เธอถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างไม่เกรงใจ “ใครจะอยากให้แกมาชอบ!”
แล้วเธอก็หันไปถามน้องชายแท้ๆ ของตัวเองเสียงแข็ง “นี่มันใครกัน?”
น้องชายของเธอยิ้มเยาะ “จะเป็นใครไปได้ ก็สามีใหม่ของพี่ไง ผมใจดีกับพี่นะเนี่ย กลัวพี่จะหาผัวไม่ได้ เลยอุตส่าห์หามาให้ถึงที่”
ชิวเหลียนหันขวับไปมองชายท่าทางซอมซ่อสกปรกคนนั้นทันที แววตาเต็มไปด้วยความรังเกียจ
“ฉันไม่เอา”
รอยยิ้มบนใบหน้าของชาวเขา ที่เสื้อผ้าสกปรกมันเยิ้มจนมองไม่เห็นสีเดิมแข็งทื่อ แววตาของเขาวาวโรจน์ขึ้นมาอย่างอำมหิต
“ไม่เอางั้นเหรอ เรื่องนี้มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเธอ” ว่าแล้วเขาก็คว้าแขนของชิวเหลียนไว้ เรี่ยวแรงมหาศาลของอีกฝ่ายบีบรัดแขนเธอไว้แน่นจนขยับหนีไม่ได้
“น้องชายเธอยกเธอให้ฉันเป็นเมียแล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เธอเป็นของฉัน ห้ามปฏิเสธ! รีบๆ มีลูกชายให้ฉันซะ แล้วจะไม่อดตาย แต่ถ้าคิดจะเล่นตุกติกละก็...เหอะ ฉันมีวิธีจัดการกับเธออีกเยอะ”
เมื่อเห็นว่าตัวเองหมดหนทางสู้ ชิวเหลียนจึงหันไปขอความช่วยเหลือจากพ่อกับแม่
“พ่อคะ แม่คะ หนูไม่แต่งกับคนนี้นะคะ!”
เธอรู้ดีว่าต้องแสดงให้เห็นคุณค่าของตัวเอง จึงรีบพูดต่อ “หนูซักผ้าทำกับข้าวเป็นนะ ลงนาก็หาคะแนนงานได้ หนูไม่กินข้าวฟรีหรอกค่ะแม่...”
เธอรู้ว่าอย่างน้อยแม่ก็ยังมีความรู้สึกดีๆ หลงเหลือให้บ้าง จึงมองไปที่หญิงชราด้วยสายตาอ้อนวอนอย่างสิ้นหวัง
แม่เฒ่าชิวมองหน้าลูกชาย แต่เมื่อเห็นแววตาเฉยชาไม่สะทกสะท้านของเขา เธอก็รู้ว่าคงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว
“แม่ไม่ได้เป็นคนตัดสินใจ เรื่องในบ้านเราฟังน้องชายแก” หญิงชราตอบกลับมาเสียงเรียบ “พวกชาวเขาก็มีข้อดีของเขา สามีใหม่ของแกยอมทุ่มเงินตั้งห้าสิบหยวนเพื่อแต่งกับแก เขาต้องดูแลแกดีแน่ เลิกโวยวายแล้วไปกับเขาซะ ต่อไปนี้ก็ไม่ต้องกลับมาอีก!”
พูดจบ เธอก็หันหลังกลับเข้าบ้านไปอย่างไม่ไยดี
ชิวเหลียนเบิกตากว้าง จุกจนพูดไม่ออก
“แม่ ทำกับหนูแบบนี้ไม่ได้นะ!”
เธอพยายามจะพุ่งเข้าไปในบ้าน แต่ถูกชาวเขารวบตัวจากด้านหลังแล้วกอดรัดไว้แน่น กลิ่นตัวเหม็นสาบของเขากระแทกเข้าจมูกจนเธอแทบจะสำรอกออกมา
ชายหน้าดำคล้ำยิ้มอย่างพึงพอใจ ผู้หญิงที่ราบล่างนี่ตัวนิ่มดีจริง ถึงจะคล้ำไปหน่อย ผอมไปนิดก็เถอะ
ไม่เป็นไรหรอก
ขอแค่มีลูกให้เขาได้ก็พอแล้ว
“เมียจ๋า อย่าดิ้นสิ ทางกลับขึ้นเขามันไกลนะ ฉันไม่อยากเดินตอนกลางคืน ถ้าเกิดไปเจอหมาป่าเข้า...” เขาขู่เสียงเย็น
หมาป่า...
สีหน้าของชิวเหลียนเปลี่ยนไปทันที เธอเริ่มดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง และในที่สุดโอกาสก็เป็นของเธอ เธอรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายกัดเข้าที่แขนของชายคนนั้นเต็มแรง พอเขาเผลอร้องด้วยความเจ็บปวด ชิวเหลียนก็สะบัดตัวหลุดแล้ววิ่งหนีไปทางประตูทันที
อีกแค่ครึ่งเมตรเท่านั้นก็จะถึงประตูแล้ว แววตาของเธอเปล่งประกายแห่งความหวัง
แต่แล้วทุกอย่างก็ดับวูบลง ความเจ็บปวดแล่นแปลบขึ้นมาจากต้นคอ ร่างของเธออ่อนยวบลงไปกองกับพื้นอย่างหมดแรง
เธอพยายามฝืนหันกลับไปมอง และได้สบเข้ากับดวงตาเปี่ยมเล่ห์เหลี่ยมของน้องชายตัวเอง
“...รู้อยู่แล้วว่าพี่ต้องไม่ยอมง่ายๆ” ชายหนุ่มพูดพลางโยนท่อนไม้ในมือทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ เขาดูพอใจกับผลงานของตัวเองเป็นอย่างมาก
ดวงตาของชิวเหลียนแดงก่ำราวกับเลือด
ชาวเขาเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะใช้รองเท้าฟางเหยียบลงบนเท้าของเธอแล้วค่อยๆ บดขยี้ลงไป
เพียงไม่กี่วินาที ความเจ็บปวดก็แล่นริ้วจนใบหน้าของชิวเหลียนซีดเผือด
เมื่อสั่งสอนจนพอใจแล้ว ชาวเขาก็จัดการแบกเธอขึ้นบ่าแล้วเดินอาดๆ ออกไปจากบ้านตระกูลชิวโดยไม่คิดจะเหลียวหลังกลับมามอง
ภาพชายซอมซ่อแบกผู้หญิงคนหนึ่งเดินออกจากหมู่บ้านไป กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานข่าวก็ดังไปถึงกองพลการผลิตอื่นๆ
“ได้ยินว่าลูกสาวบ้านชิวถูกส่งไปแต่งงานบนเขาแล้วนะ”
“พวกชาวเขานั่นไม่มีที่ดินทำกิน ยากจนจะตาย พ่อแม่บ้านชิวนี่คิดอะไรของเขากันแน่?”
“เฮ้อ ก็ดูชิวเหลียนสิ ชื่อเสียงก็ป่นปี้ แถมยังขี้เกียจอีก จะมีบ้านดีๆ ที่ไหนอยากได้ไปเป็นลูกสะใภ้ นอกจากพวกชาวเขาแล้ว ก็คงไม่มีใครเอาเธอแล้วล่ะ”
“น่าสงสารก็แต่หลานบ้านหลินสองคนนั่นแหละ ไม่มีแม่แล้วจะอยู่กันยังไง! ยิ่งถ้าพ่อเขาแต่งงานใหม่นะ ชีวิตของสองคนนั้นคงยิ่งลำบาก เฮ้อ เวรกรรมของผู้ใหญ่แท้ๆ เด็กต้องมารับเคราะห์”
แต่ก็มีคนที่รู้เรื่องวงในออกมาพูดแย้ง “เซวียนเซวียนกับเจิงเจิงไม่ลำบากหรอก คนบ้านหลินดูแลเด็กสองคนนั้นดีจะตายไป ฉันว่าตอนนี้พวกแกอ้วนท้วนกว่าตอนที่แม่ตัวเองยังอยู่ตั้งเยอะ แถมยังร่าเริงสดใสขึ้นอีกต่างหาก ตอนนี้พ่อของเด็กๆ ก็อนาคตไกลแล้ว รับรองว่าชีวิตความเป็นอยู่ของพวกแกจะต้องดีขึ้นกว่าเดิมแน่!”
วงสนทนาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมีคนเปรยขึ้นมา “แบบนี้ก็เท่ากับว่าชิวเหลียนเห็นแก่ของเล็กน้อยจนทิ้งของมีค่าไปน่ะสิ ไม่เข้าใจเลยว่าเธอคิดอะไรอยู่”
คำถามนั้นไม่มีใครตอบได้
ข่าวคราวเรื่องที่ชิวเหลียนไปมีสามีใหม่แพร่มาถึงกองพลการผลิตตงเฟิงในเวลาไล่เลี่ยกันกับที่หลินซื่อเซิ่งเดินทางกลับมาถึงบ้าน สภาพของเขาตอนที่มายืนอยู่หน้าประตูบ้านนั้นดูไม่ต่างจากขอทานมอมแมมคนหนึ่ง
เด็กๆ ในบ้านไม่มีใครจำเขาได้เลยสักคน พากันคิดว่าเป็นคนแปลกหน้าหนีความแห้งแล้งมา หลินต้าตั้นผู้ใจดียังอุตส่าห์ตักน้ำให้ดื่มกระบวยหนึ่ง
“คุณลุงมาจากไหนเหรอครับ? ดื่มน้ำก่อนนะ นี่เป็นน้ำต้มสุก ไม่พอเดี๋ยวผมไปตักมาให้อีก ที่บ้านเราไม่ค่อยมีอะไร แต่เรื่องน้ำน่ะมีให้ดื่มไม่อั้นเลย”
หลินซื่อเซิ่งคอแห้งเป็นผงอยู่แล้ว เขาจึงรับกระบวยน้ำมาดื่มรวดเดียวจนหมด
พอได้ดื่มน้ำจนชื่นใจ ชายแปลกหน้าก็ถอนหายใจยาว “เฮ้อ! เหมือนได้เกิดใหม่เลย”
น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นช่างคุ้นหูเหลือเกิน
“พ่อเหรอคะ?” หลินเจิงเป็นคนแรกที่เอ่ยทักขึ้นอย่างไม่แน่ใจ เธอจ้องมองชายผมเผ้ารุงรังหนวดเคราครึ้มตรงหน้า อยากจะเข้าไปหาแต่ก็ยังลังเล
ใช่พ่อของเธอจริงๆ หรือเปล่า?
หลินต้าตั้นค่อยๆ หันไปพิจารณาชายหนวดรุงรังคนนั้นอีกครั้ง ทั้งแววตา ท่าทางการยืน...
สักพักเด็กชายก็ร้องลั่น “อารอง! นี่อารองนี่นา!!”
ประโยคแรกยังลังเลอยู่บ้าง แต่ประโยคหลังนั้นตะโกนออกมาสุดเสียงด้วยความดีใจ
หลินซื่อเซิ่งเดินเข้าไปตบหัวหลานชายเบาๆ “ไอ้เด็กแสบเอ๊ย สรุปว่าเมื่อกี้จำอากันไม่ได้จริงๆ สินะ หายไปไม่นานเท่าไหร่ก็ลืมหน้าอากันหมดแล้ว!”
หลินต้าตั้นหัวเราะแหะๆ ไม่รู้สึกเขินอายเลยสักนิด “ก็อารองมีแต่หนวดเต็มหน้าไปหมด ผมก็ยาวจนปิดตา เสื้อผ้าชุดนี้ผมก็ไม่เคยเห็นนี่ครับ จำไม่ได้ก็ไม่แปลกหรอก”
หลินซื่อเซิ่งถึงกับนิ่งไป
เขาก้าวเข้าไปประจันหน้ากับหลานชาย “ดูให้ชัดๆ นะ เสื้อผ้าชุดนี้แกไม่เคยเห็นจริงๆ เหรอ?”
หลินซื่อเซิ่งสวนกลับอย่างหัวเสีย “ตอนที่ฉันไปยังใส่ชุดนี้อยู่เลย!”
แค่มันจะสกปรกไปมากโขเท่านั้นเอง!
“โตแค่นี้สายตาก็ฝ้าฟางซะแล้ว” เขาบ่นอุบอิบ
หลินต้าตั้นถอยหลังไปสองก้าว ก่อนจะพูดสิ่งที่อัดอั้นในใจออกมา “อารอง...อายังไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าเลยใช่ไหมครับ ตัวเหม็นเปรี้ยวหมดแล้ว”
น้ำเสียงของเด็กชายดังฟังชัดไปทั่ว
หลินซื่อเซิ่งเดินเข้าบ้านไปพลางบ่นไป “คิดว่าการเป็นคนขับรถตามมันสบายนักรึไง ลำบากจะตายชัก ตลอดทางไม่ได้กินข้าวร้อนๆ สักมื้อ นอนก็ไม่เคยเต็มอิ่ม กลับมาถึงบ้านได้อย่างปลอดภัยก็บุญโขแล้ว เรื่องตัวเหม็นไม่เหม็นใครจะไปใส่ใจกัน!”
พอได้ยินว่าอารองของตัวเองลำบากทั้งเรื่องกินเรื่องนอน หลินต้าตั้นก็รีบวิ่งไปที่ห้องครัวทันที “อารองรอแป๊บนะครับ เดี๋ยวผมไปต้มน้ำร้อนให้ อาบน้ำก่อนดีกว่า ส่วนเสื้อผ้าก็ทิ้งไว้ตรงนั้นแหละ เดี๋ยวผมกับเอ้อร์ตั้นช่วยซักให้เอง”
หลินเซวียนเองก็สงสารพ่อจับใจ “ที่บ้านยังมีบะหมี่แห้งที่อาเล็กให้ไว้อยู่นะคะ เดี๋ยวหนูไปต้มให้ ใส่ไข่ให้ด้วยฟองนึง”
บ้านหลินไม่เหมือนบ้านอื่นที่คนเป็นใหญ่ในบ้านจะขี้เหนียวเรื่องไข่ไก่ สำหรับคนที่เพิ่งเดินทางกลับมา ทุกคนย่อมได้รับการดูแลอย่างดี ไม่มีใครมานั่งคิดเล็กคิดน้อยให้เสียบรรยากาศ
“เออดีเลย กำลังอยากกินอะไรอุ่นๆ ร้อนๆ อยู่พอดี” หลินซื่อเซิ่งวางสัมภาระลง ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้เอนหลังตัวโปรดของพ่อเขา เอนกายพิงพนักแล้วถอนหายใจยาวอย่างผ่อนคลาย “กลับบ้านนี่มันดีจริงๆ!”
หลินเจิงยกอ่างน้ำเข้ามาให้ “พ่อคะ ล้างหน้าล้างตาก่อน เดี๋ยวปู่กับย่ากลับมาเห็นสภาพนี้เข้าจะบ่นเอาได้นะคะ”
หลินซื่อเซิ่งลุกขึ้นนั่งแต่โดยดี เขาใช้น้ำที่ลูกสาวยกมาให้ล้างหน้าล้างมือจนสะอาดสะอ้าน รู้สึกสดชื่นขึ้นเป็นกอง
“ตอนพ่อไม่อยู่ เป็นยังไงกันบ้าง?” เขาถามลูกๆ ด้วยความห่วงใย
“สบายดีมากค่ะ” เจิงเจิงยิ้มหวานตอบพ่อ
[จบบท]