บทที่ 469: เรื่องน่ายินดี
กู้ฉานที่กำลังขยี้ผ้าปูที่นอนในกะละมังชะงักมือเมื่อได้ฟังคำของน้องสะใภ้ เธอครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะตอบรับอย่างไม่คิดเกรงใจ “ดีเลย งั้นวันธรรมดาพี่ขอยืมใช้นะ ส่วนสุดสัปดาห์จะเว้นไว้ให้เธอ”
เธอตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่มาขอใช้ของฟรีๆ แต่จะหาทางตอบแทนน้ำใจของหลินเจาในรูปแบบอื่นแทน เพราะต่อไปนี้เธอคือคนมีงานทำแล้ว การจะซื้อหาอะไรก็คงสะดวกสบายมากขึ้น
ความคิดนั้นช่วยเติมเรี่ยวแรงให้กู้ฉานจนเปี่ยมล้น เธอจึงสะบัดผ้าปูที่นอนในมืออย่างกระฉับกระเฉงจนเกิดเสียงดังพึ่บพั่บ
“พี่ใหญ่คะ แล้วอาการพี่เขยเป็นยังไงบ้าง” หลินเจาเอ่ยถามไถ่ถึงเว่ยเซี่ยงตง สามีของหญิงสาว
“หมอบอกว่าฟื้นตัวเร็วมาก แค่ต้องบำรุงร่างกายให้ดีต่อไป” ใบหน้าของกู้ฉานปราศจากความกังวล ดวงตาเป็นประกายสดใส ต้องยอมรับจริงๆ ว่าการมีงานทำช่วยสร้างความมั่นใจให้คนเราได้มาก
“ค่อยๆ ดูแลกันไปนะคะ ไม่นานก็คงหายดี”
พี่สาวสามีมองหลินเจาด้วยความรู้สึกขอบคุณ
“ยาที่เธอให้มาก็ได้ผลดีมากเลยนะ”
นี่ยังไม่นับรวมของบำรุงต่างๆ ที่น้องสะใภ้คอยส่งมาให้ไม่เคยขาด บำรุงร่างกายดีขนาดนี้ มีหรืออาการจะไม่ดีขึ้น
“ก็เพราะพื้นฐานร่างกายของพี่เขยแข็งแรงอยู่แล้วด้วยค่ะ” หลินเจาเอ่ยชมจากใจ
กู้ฉานได้แต่ยิ้มรับ เพราะตอนนี้สามีของเธอคงเหลือดีแค่เรื่องร่างกายที่แข็งแรงนี่แหละ
เธอจัดการซักผ้าปูที่นอนจนเสร็จอย่างคล่องแคล่ว แล้วรีบนำไปตากที่ลานบ้านตอนที่แดดยังดีอยู่ จากนั้นจึงหันมาหาหลินเจา “เจาเจา ยังมีผ้าที่ต้องซักอีกไหม”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงถาม สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นตะกร้าไม้ไผ่ที่วางอยู่ข้างอ่างล้างหน้า เมื่อลองเปิดดูก็พบว่ามีเสื้อผ้าอัดแน่นอยู่เต็มตะกร้า ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นของเด็กๆ ทั้งหมด
“นี่ต้องซักทั้งหมดเลยเหรอ”
“ค่ะ เป็นชุดที่เพิ่งเปลี่ยนเมื่อวาน แต่พอกลับมาถึงบ้านก็ดึกมากแล้ว เลยยังไม่ได้ซัก” หลินเจาตอบตามจริง
“พี่ก็ว่าอย่างนั้น” กู้ฉานว่า “แล้วเมื่อวานทุกอย่างเรียบร้อยดีใช่ไหม พี่ไม่ได้แวะเข้าไปหา อวี้เป่ากับเหิงเป่าคงไม่ได้ว่าอะไรนะ”
เธอพูดพลางหยิบเสื้อผ้าสกปรกจากตะกร้าโยนลงกะละมังแล้วเริ่มลงมือขยี้
“พวกเขาก็ถามถึงพี่อยู่ค่ะ” แต่พอถามได้แค่ประโยคเดียว สองพี่น้องก็หันไปสนใจเรื่องอื่นแทนแล้ว
รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าของกู้ฉาน “เมื่อวานพี่ติดธุระนิดหน่อย แล้วก็รู้ว่ามีคุณแม่คอยช่วยอยู่แล้วเลยไม่ได้กลับเข้าไป แต่ของขวัญวันเกิดของอวี้เป่ากับเหิงเป่าพี่ไม่ลืมนะ วันนี้เอามาให้ด้วย หวังว่าคงยังไม่สายเกินไป”
“ไม่สายหรอกค่ะ” หลินเจานึกถึงท่าทางของลูกแฝดแล้วก็อดขำไม่ได้ “สำหรับสองคนนั้น ไม่ว่าจะได้ของขวัญตอนไหนก็ไม่เคยมีคำว่าสายค่ะ”
“ฮ่าๆๆ ไม่สายก็ดีแล้ว”
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกันเพลินๆ เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กๆ ก็ดังขึ้นจากหน้าประตูบ้าน
“แม่ครับ พวกเรากลับมาแล้ว!!”
แม้ตัวจะยังไม่ทันก้าวเข้ามาในบ้าน แต่เสียงกลับดังล้ำหน้ามาก่อนแล้ว
เสี่ยวสือโถววิ่งนำมาที่ประตู พอเห็นอวี้เป่ากับเหิงเป่าก็ฉีกยิ้มกว้างทันที
“พี่อวี้เป่า พี่เหิงเป่า” เด็กชายเรียกเสียงใส
เหิงเป่าชะงักไปเล็กน้อย “อ้าว น้องสือโถวมาแล้วเหรอ แล้วพี่สือโถวกับคุณป้ามาด้วยหรือเปล่า”
เขาถามพลางจูงมือน้องชายเข้ามาในบ้าน
ทันทีที่ก้าวเข้ามา เด็กๆ ก็เห็นกู้ฉานกำลังก้มหน้าก้มตาซักผ้ากองโต ซึ่งเป็นเสื้อผ้าของพวกเขานั่นเอง
เหิงเป่าส่งยิ้มสดใสให้ทันที
“คุณป้า ขอบคุณครับที่ซักเสื้อผ้าให้พวกเรา”
รอยยิ้มจริงใจของหลานชายทำให้หัวใจของผู้เป็นป้าอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด
“จะเกรงใจกันไปทำไม” กู้ฉานเอ่ยด้วยความเอ็นดู “ต่อไปถ้ามีผ้าสกปรกก็เก็บไว้เลยนะ เดี๋ยวป้าจะแวะมาซักให้สัปดาห์ละครั้งเอง”
เธอรู้ดีว่าหลินเจาไม่เคยตามใจลูก อะไรที่เด็กๆ พอจะทำเองได้ก็จะปล่อยให้ทำเองเสมอ เธอเห็นแล้วก็อดสงสารหลานไม่ได้
อวี้เป่าหลังจากล้างมือเสร็จก็หยิบขนมเกลียวทอดกรอบมาแบ่งกับเอ้อร์ไจ่กินพลางโบกมือปฏิเสธ “ไม่ต้องหรอกครับ ผมกับเหิงเป่าซักเองได้ คุณแม่บอกว่าเรื่องของตัวเองต้องจัดการเอง”
พูดจบ เด็กชายก็หันไปมองมารดาราวกับจะขอคำชม
หลินเจายกนิ้วโป้งให้เป็นกำลังใจแก่ลูกชาย ทำเอาเจ้าตัวเล็กยิ้มหน้าบาน
เมื่อเห็นดังนั้น กู้ฉานจึงไม่เซ้าซี้ต่อ แต่ก็ยังอดต่อรองไม่ได้ “ถ้าอย่างนั้นพวกเสื้อผ้าบางๆ เบาๆ พวกหนูซักกันเองก็ได้ แต่ถ้าเป็นเสื้อผ้าหนาๆ หนักๆ ต้องเก็บไว้ให้ป้าซักนะ”
“ได้ครับ งั้นเดี๋ยวผมช่วยคุณป้าต้มน้ำร้อนนะครับ” อวี้เป่ารับคำอย่างว่าง่าย
“ไม่ต้องต้มน้ำร้อนหรอก เปลืองฟืนเปล่าๆ น้ำในบ่อก็อุ่น ไม่ได้เย็นสักหน่อย” กู้ฉานรีบบอก น้ำในบ่อสูบย่อมมีอุณหภูมิสูงกว่าน้ำในแม่น้ำอยู่แล้ว
เธอจึงเปลี่ยนเรื่องคุย “ป้ามีของขวัญมาให้พวกหนูสองคนด้วยนะ จริงๆ ต้องให้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่ติดธุระนิดหน่อยเลยมาช้าไป”
“ป้าของพวกหนูเพิ่งจัดการเรื่องโอนย้ายทะเบียนปันส่วนธัญพืชและน้ำมันเรียบร้อยแล้วนะ” หลินเจาอธิบายเสริมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ตอนนี้ท่านได้เข้าทำงานเป็นพนักงานในโรงอาหารของโรงงานทอผ้าฝ้ายแล้ว ต่อไปก็จะได้กินปันส่วนสำหรับคนเมืองแล้วล่ะ”
เด็กทั้งสองคนเข้าใจความหมายของการได้ ‘กินปันส่วนสำหรับคนเมือง’ เป็นอย่างดี ดวงตาทั้งสองคู่ที่ถอดแบบกันมาพลันเป็นประกายวาววับขึ้นมาพร้อมกัน พวกเขาหมดความสนใจในของขวัญตรงหน้าไปโดยสิ้นเชิง เพราะในหัวมีแต่เรื่องที่ว่าคุณป้าได้เป็นพนักงานโรงงานแล้ว
“คุณป้าไม่ต้องลงไปทำงานในไร่แล้วเหรอครับ” เหิงเป่าเอ่ยถามขึ้นก่อน
อวี้เป่ากะพริบตาปริบๆ ก่อนจะถามเสริมอย่างกระตือรือร้น “แล้วคุณป้าจะย้ายไปอยู่ในเมืองด้วยไหมครับ”
“ใช่จ้ะ ป้าไม่ต้องทำงานในไร่แล้ว แต่ไม่ได้ย้ายไปอยู่ในเมืองหรอกนะ” กู้ฉานตอบคำถามของหลานชายทั้งสองอย่างครบถ้วน
“ทำไมล่ะครับ ทำไมไม่ย้ายไปอยู่ในเมือง” อวี้เป่าขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย
กู้ฉานมีความอดทนให้กับเด็กๆ เสมอ เธออธิบายอย่างใจเย็น “ถ้าป้าย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองก็ต้องอยู่หอพัก ซึ่งหมายความว่าจะต้องแยกกับลุงเขยแล้วก็พี่สือโถวทั้งสองคน ป้าไม่อยากทำแบบนั้น”
“ทำไมต้องแยกกันด้วยครับ อยู่ด้วยกันทั้งหมดเลยไม่ได้เหรอ” ในโลกของเด็กน้อยยังไม่มีภาพของหอพักรวม ความคิดของเขาจึงช่างไร้เดียงสา
กู้ฉานอธิบายต่อ “ก็เพราะว่าในหอพักหนึ่งห้องมีคนอยู่ตั้ง 8 คน ทุกคนจะได้เตียงคนละหนึ่งเตียง แถมที่นั่นยังมีแต่สหายผู้หญิงเท่านั้น สหายผู้ชายห้ามเข้าไปเด็ดขาด”
คราวนี้อวี้เป่าเข้าใจแจ่มแจ้ง “อ๋อ ก็เหมือนเด็กผู้ชายห้ามเข้าห้องเด็กผู้หญิง ไม่อย่างนั้นจะเป็นการทำตัวไม่ดีใช่ไหมครับ”
เรื่องนี้คุณแม่ของเขาสอนเอาไว้
“...ใช่แล้วจ้ะ” กู้ฉานเผลอหลุดหัวเราะออกมา
“คุณป้าต้องเหนื่อยแย่เลย” อวี้เป่ารู้สึกสงสารป้าที่ต้องเดินทางไปกลับไกลๆ จนถึงกับคอตก
คำพูดนั้นทำให้หัวใจของกู้ฉานอุ่นวาบ เธอยิ้มกว้าง “ไม่เหนื่อยหรอกจ้ะ แม่ของพวกหนูให้ป้ายืมจักรยานขี่ไปกลับ ช่วยประหยัดเวลาไปได้เยอะเลย อีกหน่อยพอลุงเขยของพวกหนูหายดีเป็นปกติแล้ว เขาก็จะคอยไปรับไปส่งป้าเอง”
อวี้เป่าพยักหน้ารับรู้ท่าทางเหมือนผู้ใหญ่ตัวน้อย สีหน้าดูผ่อนคลายลงมาก
เหิงเป่าหัวเราะร่าเริง “ถ้านับคุณป้ารวมไปด้วย ตอนนี้บ้านสกุลกู้ของเราก็มีคนทำงานโรงงานตั้ง 3 คนแล้วนะครับ”
“อื้ม” อวี้เป่าพยักหน้าเห็นพ้อง
เมื่อสิ้นสุดการสนทนา เด็กทั้งสองจึงหันไปให้ความสนใจกับของขวัญที่คุณป้าตั้งใจนำมาให้
มันคือกระเป๋านักเรียนทำมือสองใบ บนกระเป๋ามีลายปักรูปต้าหวง หู่โพ และเสี่ยวจิน สัตว์เลี้ยงของบ้าน
ฝีเข็มที่ปักนั้นละเอียดลออ รูปสัตว์น้อยดูราวกับมีชีวิตจริง ทั้งน่ารักและมีชีวิตชีวา
“ว้าว กระเป๋านักเรียนนี่นา มีรูปต้าหวง หู่โพ กับเสี่ยวจินด้วย คุณป้าครับ ผมชอบของขวัญชิ้นนี้ที่สุดเลย” ดวงตาของอวี้เป่าทอประกายสดใส น้ำเสียงของเขาบ่งบอกถึงความสุขอย่างปิดไม่มิด
กู้ฉานรู้อยู่แล้วว่าหลานชายต้องชอบ “พวกเธอชอบก็ดีแล้ว”
กว่าเธอจะทำกระเป๋าสองใบนี้เสร็จก็เล่นเอาเหนื่อยไม่ใช่เล่นเลย
เหิงเป่าเองก็ชอบมันมากเช่นกัน
เขารีบนำกระเป๋าใบใหม่ไปอวดหลินเจา “แม่ครับ ดูสิครับ กระเป๋าใบใหม่ของผม พรุ่งนี้ผมอยากสะพายไปโรงเรียน ได้ไหมครับ”
มือเล็กๆ ของเขาลูบไล้รูปปักต้าหวงบนกระเป๋าเบาๆ แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความชื่นชอบ
“ได้สิจ๊ะ จะได้สลับกันใช้ แล้วเอาใบเก่าไปซักพอดีเลย” หลินเจาตอบตกลง
“อวี้เป่า เหิงเป่า เอากระเป๋าใบเก่าที่จะซักมาให้ป้าสิ เดี๋ยวป้าซักให้ทีเดียวเลย” กู้ฉานอาสา
เด็กแฝดหันไปมองหน้ามารดาเป็นเชิงขออนุญาต
เมื่อหลินเจาพยักหน้าให้ ทั้งสองจึงรีบเทของออกจากกระเป๋าแล้วนำไปส่งให้คุณป้า
“ขอบคุณครับคุณป้า” ทั้งคู่เอ่ยขอบคุณอย่างพร้อมเพรียงและสุภาพ
กู้ฉานได้แต่ยิ้มเอ็นดู น้องสะใภ้ของเธอช่างสอนลูกได้มีมารยาทเสียจริง
หลังจากนั้นเธอก็จัดการซักล้างเสื้อผ้าและกระเป๋าจนเสร็จเรียบร้อย ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่หลินเจาเตรียมอาหารเย็นเสร็จพอดี กู้ฉานกับลูกชายทั้งสองจึงอยู่ร่วมโต๊ะอาหารด้วยก่อนจะขอตัวลากลับ
ระหว่างทางกลับ กู้ฉานเปรยขึ้นมาว่ายังต้องกลับไปที่กองพลการผลิตเฟิงโซวเพื่อคืนเงินที่หยิบยืมมา หลินเจาไม่ได้ซักไซ้อะไรมากไปกว่า “แล้วพี่จะกลับยังไงคะ”
“พี่นัดเกวียนวัวไว้แล้วจ้ะ บนรถมีคนเยอะแยะ ไม่ต้องห่วง”
พอได้ยินเช่นนั้น หลินเจาจึงค่อยวางใจ
…
ในขณะเดียวกัน ที่ทำการคอมมูน พ่อกู้กำลังถูกผู้ใหญ่บ้านพาเข้าพบเลขาธิการคอมมูน
ทันทีที่ได้ข่าวว่าสมาชิกจากกองพลการผลิตเฟิงโซวสามารถเพาะเห็ดจนประสบความสำเร็จ เลขาธิการคอมมูนก็ถึงกับใช้มือยันโต๊ะแล้วลุกพรวดขึ้นยืน ใบหน้าที่เคยเคร่งขรึมอยู่เป็นนิจ บัดนี้กลับปรากฏรอยยิ้มยินดีอย่างเห็นได้ชัด
“เรื่องจริงรึ”
พ่อกู้วางตะกร้าไม้ไผ่ที่เตรียมมาลงบนโต๊ะ “นี่เป็นของที่เพิ่งเก็บมาสดๆ ร้อนๆ เลยครับ ท่านเลขาฯ ลองดูได้”
เลขาธิการคอมมูนไม่รอช้า เอื้อมมือลงไปสัมผัสเห็ดในตะกร้า มันให้ความรู้สึกสดใหม่เหมือนเพิ่งถูกเก็บมาจริงๆ
“คุณเป็นคนปลูกเห็ดนี่ขึ้นมาเองหรือ” เขาเงยหน้าขึ้นมองพ่อกู้
ผู้ใหญ่บ้านรีบก้าวเข้ามาอธิบายเสริม “เขาเองครับท่าน ก่อนหน้านี้เขาพยายามทดลองปลูกมาสักพักแล้ว แต่เพราะกลัวว่าจะล้มเหลวเลยไม่กล้าป่าวประกาศออกไป พอได้ผลผลิตปุ๊บก็รีบมาแจ้งข่าวดีกับท่านทันทีเลยครับ”
[จบบท]