บทที่ 47: ฉันทำได้ (1/2)
ปังปังร้องเสียงหลง ใบหน้าฉายแววอิจฉาอย่างไม่ปิดบัง “อาสะใภ้สามยังพาทั้งสองคนไปดูหนัง กินไอติมแท่งด้วย วันนี้พวกนายสองคนโชคดีจริงๆ”
เอ้อร์ไจ่อยากอวดเต็มที่ รีบเล่าว่า “บะหมี่หมูเส้นที่ภัตตาคารของรัฐเยอะมากเลย แม่ พี่ชาย แล้วก็ผม แบ่งกันกินชามเดียวก็อิ่มแปล้แล้ว! กับข้าวอีกสองอย่างที่เหลือเลยต้องห่อกลับบ้าน”
ความสนใจของไหลเม่ยอยู่ที่เรื่องโทรศัพท์ เขาจับมือต้าไจ่แล้วถามอย่างตื่นเต้น “ต้าไจ่ เอ้อร์ไจ่ พวกนายได้จับโทรศัพท์ด้วยเหรอ? โทรศัพท์หน้าตาเป็นยังไงเหรอ?”
“โทรศัพท์มันจะยาวๆ แล้วก็มีหูเล็กๆ สองข้าง” เขาพยายามอธิบายลักษณะของมัน
เถี่ยฉุยถามอย่างอยากรู้อยากเห็น “เอ้อร์ไจ่ พวกนายดูหนังเรื่องอะไรเหรอ?”
“สงครามอุโมงค์ สนุกมากเลย! แม่บอกว่าต่อไปจะพาพวกเราไปดูบ่อยๆ” เอ้อร์ไจ่พูดด้วยท่าทีภาคภูมิใจ
เถี่ยฉุยยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่ ถามต่อว่า “เอ้อร์ไจ่ นายเล่าให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหม?”
“ได้สิ” เอ้อร์ไจ่เริ่มเล่าเรื่องราวในภาพยนตร์ให้ฟัง
เด็กๆ บ้านกู้ต่างตั้งใจฟังกันอย่างใจจดใจจ่อ
ต้าไจ่อยู่ได้ไม่นานก็บอกแม่กู้ว่าจะกลับบ้านก่อน เพราะยังต้องกลับไปช่วยแม่ทำงาน
แม่กู้ได้ยินเรื่องราวทั้งหมดก็เดินกลับเข้าห้องหลักไปนั่งบนเตียง แล้วพูดด้วยความเสียดายเงินว่า “รอบนี้สะใภ้สามคงใช้เงินไปไม่น้อยเลยสินะ”
พ่อกู้เหลือบมองเธอแวบหนึ่ง “เราแยกบ้านกันแล้วนะ”
“นี่ทั้งไปภัตตาคารของรัฐ ทั้งดูหนัง ทั้งกินไอติม อย่างน้อยก็ต้อง 5 หยวนแล้วมั้ง คนหนุ่มสาวสมัยนี้ทำไมใช้เงินไม่เป็นเลยนะ เงินทองมันหามายากนะ” แม่กู้ถอนหายใจเฮือกใหญ่
พ่อกู้ย้ำคำเดิม “เราแยกบ้านกันแล้ว”
แม่กู้ถลึงตาใส่ “ฉันก็รู้ว่าแยกบ้านแล้ว ไม่ต้องให้คุณมาย้ำอยู่ได้!”
“…” พ่อกู้เลยเลือกที่จะเงียบไป
เช้าวันรุ่งขึ้น หลินเจามาที่ทำการกองพลการผลิตเพื่อขอจดหมายแนะนำตัว
ผู้ใหญ่บ้านไม่รู้สึกแปลกใจเลย พอเห็นหน้าเธอก็รู้ทันทีว่ามาเรื่องอะไร “มาขอจดหมายแนะนำตัวเหรอ?”
“ค่ะ”
แต่พอหลินเจาบอกรายละเอียดของจดหมายที่ต้องการ ปากกาหมึกซึมในมือของผู้ใหญ่บ้านก็ร่วงหล่นลงบนโต๊ะดัง ‘แปะ’
เขาดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว รีบก้มลงเก็บปากกาขึ้นมาตรวจดูอย่างร้อนรน เมื่อเห็นว่ามันไม่เสียหายถึงได้วางใจลง
เดี๋ยวก่อนนะ เมื่อกี้เขาได้ยินว่าอะไรนะ?
สะใภ้สามบ้านกู้จะย้ายทะเบียนปันส่วนธัญพืช กลายเป็นคนเมืองแล้วเหรอ?!!
“สหกรณ์การค้าและการตลาด?” ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ
หลินเจายิ้มบางๆ “ค่ะ”
“ตำแหน่งพนักงานขาย?”
“ใช่ค่ะ” หลินเจาพยักหน้ายืนยัน
สีหน้าของผู้ใหญ่บ้านเปลี่ยนไปทันที เขามองเธอด้วยสายตาเปี่ยมความหวัง “ที่สหกรณ์ฯ ในอำเภอเปิดรับคนเหรอ?”
“ไม่เห็นได้ข่าวเลยนะคะ”
ผู้ใหญ่บ้านร้อนใจจนอยู่ไม่สุข “แล้วงานนี้ของเธอได้มายังไง?”
รอยยิ้มของหลินเจาขยายกว้างขึ้น น้ำเสียงเจือความภูมิใจ “ก็ฉันเรียนจบมัธยมปลายนี่คะ การหางานมันจะไปยากอะไร”
เธอไม่มีทางสร้างปัญหาให้สามีตัวเองเด็ดขาด
อีกอย่างถ้าเธอไม่ใช่นักเรียนมัธยมปลาย งานดีๆ แบบนี้ก็อย่าได้หวังเลย
แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือต้องมีทั้งเส้นสายและโชคช่วยด้วย
ผู้ใหญ่บ้านถึงกับพูดไม่ออก
“ผู้ใหญ่บ้านคะ ช่วยเร็วหน่อยได้ไหมคะ ฉันรีบ” หลินเจาเร่ง
ตราบใดที่ทะเบียนปันส่วนธัญพืชยังย้ายไม่สำเร็จ เธอก็ยังวางใจไม่ได้
ต้องรู้ก่อนว่าตอนก่อนแต่งงาน ลุงของเธอก็เคยหางานให้เธอได้งานหนึ่ง แต่ช้าไปแค่ครึ่งชั่วโมง งานนั้นก็หลุดลอยไปแล้ว
ผู้ใหญ่บ้านไม่กล้าทำให้เสียเรื่อง รีบนั่งลงเขียนจดหมายแนะนำตัวให้ทันที
เขาเขียนเสร็จอย่างรวดเร็วแล้วยื่นให้หลินเจา
“ต่อไปเธอก็จะเป็นคนงานคนเดียวในกองพลการผลิตของเราแล้วนะ ถ้ามีข่าวรับสมัครงานที่ไหน อย่าลืมส่งข่าวให้พวกเราบ้างล่ะ จะไม่ให้เธอช่วยฟรีๆ หรอก”
หลินเจารับจดหมายมา อ่านผ่านๆ เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง จากนั้นก็พับเก็บอย่างดีแล้วยิ้มตอบ “แน่นอนค่ะ ฉันก็เป็นคนของกองพลฯเรา มีเรื่องดีๆก็ต้องนึกถึงคนกันเองอยู่แล้ว”
ผู้ใหญ่บ้านกำลังจะพูดอะไรต่อ ก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากนอกลานบ้าน
“งั้นฉันไปก่อนนะคะ” หลินเจาพูดจบก็เดินออกจากห้องทำงานของผู้ใหญ่บ้านไป
เมื่อออกมาข้างนอก เธอก็เห็นใบหน้าแปลกตาหลายคน
คนเหล่านี้คือเหล่าปัญญาชนที่ถูกส่งมาทำงานในชนบท
ในนิยายต้นฉบับ ปัญญาชนพวกนี้หมายถึงตัวปัญหา หลินเจาจึงเพียงแค่ปรายตามองเล็กน้อยแล้วเร่งฝีเท้าจากไป
“นั่นใครน่ะ?” ปัญญาชนหญิงคนใหม่เอ่ยถาม “เป็นปัญญาชนเหมือนกันเหรอ?”
ดูจากการแต่งตัวและสีผิวแล้ว ไม่เหมือนคนชนบทเลยสักนิด แต่กลับดูเหมือนสาวชาวเมืองยิ่งกว่าสาวชาวเมืองเสียอีก
“หลินเจา สะใภ้บ้านกู้ คนที่คลอดลูกแฝดชายแล้วก็ตามด้วยแฝดชายหญิงนั่นแหละ” คนที่รู้จักหลินเจาอธิบาย “เธอเป็นภรรยาทหาร นิสัยทั้งหยิ่งทั้งเรื่องมาก ไม่น่าเข้าใกล้หรอก อยู่ให้ห่างๆ เธอไว้ดีกว่า”
ปัญญาชนหญิงคนใหม่ฟังแล้วยังครึ่งเชื่อครึ่งสงสัย ดูไม่เหมือนอย่างที่พูดเลย
ผู้ใหญ่บ้านเดินออกมา พอเห็นเหล่าปัญญาชนที่มาหาตนเอง คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันเป็นปมลึก
“พวกเธอมีเรื่องอะไรกันอีก?”
หัวหน้ากลุ่มปัญญาชนนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ รีบพูดว่า “ผู้ใหญ่บ้านครับ พอดีมีปัญญาชนมาใหม่เพิ่มอีกหลายคน ที่พักปัญญาชนไม่พออยู่แล้วครับ คนเยอะขนาดนี้เบียดกันอยู่ในห้องเดียว ตอนกลางคืนจะพลิกตัวยังลำบากเลย พวกเราเลยมาหาท่าน หวังว่าทางกองพลฯ จะช่วยขยายห้องพักเพิ่มให้สักสองสามห้องครับ”
ผู้ใหญ่บ้านเองก็มีความคิดนี้อยู่แล้ว “จะขยายให้ก็ได้ แต่ไม่ใช่ตอนนี้”
“ทำไมล่ะครับ?” ปัญญาชนชายคนใหม่คนหนึ่งไม่เคยลำบากในเมืองมาก่อน ยิ่งไม่รู้เรื่องฤดูเก็บเกี่ยวเร่งด่วน พอได้ยินแบบนั้นก็คิดว่าผู้ใหญ่บ้านกำลังบ่ายเบี่ยง เลยรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง
ผู้ใหญ่บ้านเคยเจอคนมาทุกรูปแบบ มีหรือจะดูความคิดของเขาไม่ออก เขาจึงพูดเสียงดังว่า “ให้พวกปัญญาชนรุ่นพี่บอกพวกเธอแล้วกันว่าทำไม”
พูดจบ เขาก็ไม่สนใจพวกตัวปัญหาเหล่านี้อีก แล้วเดินไปจัดการเรื่องฤดูเก็บเกี่ยวต่อ
ระหว่างทางที่ผู้ใหญ่บ้านกำลังเดินไปที่นา เขาก็เจอกับพ่อกู้เข้าพอดี
“ผู้ใหญ่กู้ ไม่นึกเลยว่าบ้านคุณกำลังจะมีคนได้ทำงานชามข้าวเหล็กเพิ่มอีกคน พ่อผมเคยบอกว่าคุณมีบุญใหญ่วาสนาดี ไม่ผิดเลยจริงๆ”
พ่อกู้ชะงักไปครู่หนึ่ง “คุณกำลังพูดกับผมเหรอ?”
“ถ้าไม่ใช่คุณแล้วจะเป็นใคร” ผู้ใหญ่บ้านเห็นใบหน้าที่งุนงงของเขาก็ประหลาดใจตามไปด้วย “คุณยังไม่รู้เรื่องอีกเหรอ?”
“ผมควรรู้อะไรเหรอ?”
ผู้ใหญ่บ้านบอก “เมียของเฉิงหวยกำลังจะได้เป็นพนักงานขายที่สหกรณ์การค้าและการตลาดแล้ว เรื่องนี้คุณยังไม่เคยได้ยินเหรอ?!”
พ่อกู้รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างมากระแทกที่ศีรษะจนมึนงงไปหมด กำลังจะอ้าปากพูด ก็ถูกแม่กู้ชิงพูดตัดหน้าไปก่อน “ผู้ใหญ่บ้านคะ คุณว่าอะไรนะคะ? แม่ของต้าไจ่จะได้เป็นพนักงานขายที่สหกรณ์ฯเหรอคะ?”
“เธอมาขอจดหมายแนะนำตัวจากผมน่ะ ตอนนี้คงไปที่อำเภอแล้ว” ผู้ใหญ่บ้านบอก
“โอ๊ยตายแล้ว!” แม่กู้ตบขาตัวเองอย่างตื่นเต้น “เธอไม่เคยเปรยเรื่องนี้ให้ฟังเลยสักคำ!”
นี่มันเรื่องใหญ่มาก แม่กู้ร้อนใจจนอยู่ไม่สุข รีบวิ่งไปหาต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ทันที
พ่อกู้เองก็สงสัยเหมือนกัน นั่นมันเรื่องงานเลยนะ เขาจึงบอกลาผู้ใหญ่บ้านแล้ววิ่งตามภรรยาไป
ผู้ใหญ่บ้านเข้าใจความรู้สึกของพวกเขาดี สำหรับคนชนบทแล้ว โอกาสที่จะได้เปลี่ยนชะตาชีวิตมีไม่มากนัก
เรื่องดีๆ แบบนี้ เป็นใครก็ต้องดีใจเป็นธรรมดา!
จ้าวลิ่วเหนียงรู้สึกร้อนรุ่มในใจ เธอหันไปมองหวงซิ่วหลันแล้วถามว่า “พี่สะใภ้ใหญ่ พี่ว่าเรื่องนี้…เป็นเรื่องจริงหรือเรื่องโกหกคะ?”
“น่าจะจริงนะ” หวงซิ่วหลันตอบ
สะใภ้สามเป็นคนรักษาหน้าตา เรื่องที่ไม่แน่นอนเธอคงไม่ป่าวประกาศให้ใครรู้ไปทั่ว การที่เธอไปขอจดหมายแนะนำตัวได้ แสดงว่าเธอต้องมั่นใจมาก
“ถ้างั้นก็หมายความว่าบ้านเรากำลังจะมีคนงานแล้วสิ! แถมยังเป็นพนักงานขายที่สหกรณ์การค้าและการตลาดด้วย! น่าภูมิใจจริงๆ!!” จ้าวลิ่วเหนียงพูดอย่างดีใจ
หวงซิ่วหลันประสานมือเข้าด้วยกัน ความรู้สึกหลากหลายปะปนกันอยู่ในใจ
สะใภ้สามนี่โชคดีจริงๆ!
“เสียดายที่เราแยกบ้านกันแล้ว”
พวกเธอคงไม่ได้ประโยชน์อะไรจากเรื่องนี้เลย ไม่ได้เลยจริงๆ
[จบบท]