บทที่ 473: “ที่นี่วิเศษไปเลย”
ผู้ใหญ่บ้านยังคงสาธยายไม่หยุดหย่อน จนบรรดาสมาชิกกองพลที่นั่งฟังอยู่พากันอ่อนอกอ่อนใจจนแทบจะหมดสติ
“...โธ่ พอได้แล้วน่า พูดมาตั้งนานสองนานแล้ว สรุปประเด็นมันอยู่ตรงไหนกันแน่” จางหย่งเฉียง หัวหน้าคณะกรรมการรักษาความสงบเอ่ยขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
อาของฉางเซิ่งซึ่งเป็นผู้ช่วยของเขาก็รีบผสมโรงขึ้นมาทันที “ใช่เลยครับ เข้าเรื่องสักทีเถอะผู้ใหญ่บ้าน เลิกพูดจาน้ำท่วมทุ่งแล้วบอกแต่เนื้อๆ เน้นๆ เลยดีกว่า พี่หย่งเฉียงแกยังต้องรีบกลับบ้านไปกล่อมลูกนะ”
คำพูดนั้นเรียกเสียงหัวเราะครืนจากชาวบ้านที่มารวมตัวกันได้เป็นอย่างดี
จางหย่งเฉียงหันไปถลึงตาใส่คนพูดท่าทางเอาเรื่อง แต่คนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ก็ทำเพียงแค่หัวเราะเบาๆ แล้วรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ผิดกับพวกที่อยู่ไกลออกไปซึ่งรู้ดีว่าเขาไม่มีทางลุกมาทำอะไรได้ จึงพากันหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นอย่างไม่เกรงใจ
“ฮ่าๆๆ...” เสียงหัวเราะดังระงมไปทั่วบริเวณ
จางหย่งเฉียงถึงกับหัวเราะออกมาอย่างหัวเสีย เขาแอบขบกรามแน่นพลางกวาดสายตามองสำรวจไปทั่ว เพื่อจดจำใบหน้าของคนที่หัวเราะเสียงดังที่สุดเอาไว้ ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงอย่างสงบ
อยากจะหัวเราะก็หัวเราะไปเถอะ
ผู้ใหญ่บ้านเองก็มีนิสัยชอบแกล้งคนอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะเวลาที่อารมณ์ดีเป็นพิเศษ เขามักจะหยอกล้อให้ทุกคนหัวปั่นเล่นก่อนจะเข้าเรื่องสำคัญเสมอ
เขาใช้ไม้เคาะลงบนฆ้องทองเหลือง ‘ปัง ปัง ปัง’ อยู่สองสามทีเพื่อเรียกความสนใจ
“ทุกคนเงียบๆ กันหน่อย ฟังฉัน” ผู้ใหญ่บ้านตะโกนเสียงดังฟังชัด
คราวนี้เขาไม่ยอมเสียเวลาพูดจาไร้สาระอีกต่อไป แต่เลือกที่จะเปิดประเด็นสำคัญทันที “เมื่อวานนี้ผมกับพ่อกู้พากันเข้าเมืองไปพบเลขาธิการพรรคเพื่อหารือเกี่ยวกับ...โครงการปลูกเห็ดเพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับกองพลการผลิตของเรา”
ประโยคสุดท้ายของเขาเต็มไปด้วยความหนักแน่นและทรงพลัง เพราะนี่คือสิ่งที่เขาตั้งใจจะทำให้สำเร็จมาเนิ่นนาน
ที่ผ่านมาแม้จะอยากทำแค่ไหนก็ไม่มีปัญญา แต่พ่อกู้กลับเป็นคนหยิบยื่นโอกาสนี้มาให้เขาเอง
“รายได้เสริมเหรอครับ” ชายหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดโพล่งถามขึ้นพร้อมกับลุกพรวดขึ้นยืนอย่างตื่นเต้น
“ผู้ใหญ่บ้าน นี่มันเรื่องจริงหรือเปล่าครับ” บ้านของเขาขาดแคลนแรงงาน มีเพียงเขาคนเดียวที่ต้องทำงานหาเลี้ยงครอบครัวอย่างยากลำบาก เขาจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากองพลการผลิตจะมีลู่ทางสร้างรายได้เพิ่มขึ้นมาจริงๆ
“แล้วฉันจะโกหกไปทำไม” ผู้ใหญ่บ้านตบไหล่ซวนจื่อเบาๆ “เรื่องจริงน่ะสิ การประชุมในวันนี้ก็เพื่อหารือเรื่องการปลูกเห็ดของคนทั้งหมู่บ้านนี่แหละ”
ยังไม่ทันที่ผู้ใหญ่บ้านจะพูดจบ ซวนจื่อก็รีบพูดแทรกขึ้นมาอย่างร้อนรน “แต่ว่าพวกเราไม่มีใครปลูกเป็นเลยนะครับผู้ใหญ่บ้าน แล้วแบบนี้จะทำกันยังไงล่ะครับ” เขาเดินวนไปวนมาด้วยความกระวนกระวายใจ
ผู้ใหญ่บ้านเอื้อมมือไปกดไหล่เขาไว้ “ไอ้หนุ่ม อย่าเพิ่งใจร้อนไปสิ ถ้าไม่มีใครทำเป็นแล้วพวกเราจะหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดได้ยังไงกัน ลุงกู้ของเธอเขามีความรู้ความสามารถเรื่องนี้ แล้วเขาก็เต็มใจที่จะถ่ายทอดวิชาความรู้ทั้งหมดให้กับกองพลการผลิตของเราด้วย พวกเราถึงได้มีช่องทางทำมาหากินเพิ่มขึ้นมาอีกทางยังไงล่ะ”
เพียงชั่วครู่เดียว พ่อกู้ก็กลายเป็นจุดสนใจของทุกคนในที่นั้น
“พ่อกู้ปลูกเห็ดเป็นด้วยเหรอ”
“ลุงกู้ยอมถ่ายทอดวิชาให้กองพลการผลิตเลยเหรอ ทำไมใจกว้างขนาดนี้”
คนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ พ่อกู้ต่างพากันรุมซักถามไม่หยุด
“พ่อของหย่วนซาน คุณปลูกมันได้จริงๆ เหรอ แค่ใช้วิธีที่คุณเคยทำก่อนหน้านี้เนี่ยนะ”
พ่อกู้ไม่ได้คิดจะปิดบังอะไร “ใช่ ฉันไม่ได้มีความลับอะไรเลย ทุกขั้นตอนที่ฉันทำก็อยู่ต่อหน้าต่อตาทุกคนมาตลอด”
“แค่ทำตามที่คุณเคยทำก็ปลูกเห็ดได้แล้วเหรอ” ชายอีกคนถามขึ้นบ้าง พวกเขาต่างก็เป็นชาวนาฝีมือดีที่ดูออกว่าพ่อกู้ทำอะไรไปบ้าง
“ถูกต้อง” พ่อกู้พยักหน้ารับ ก่อนจะอธิบายขั้นตอนการปลูกเห็ดคร่าวๆ “แค่ทำตามนั้นก็ได้แล้ว แต่ต้องคอยดูเรื่องอุณหภูมิในโรงเพาะเห็ดให้ดี”
บริเวณนั้นมีผู้คนมารวมตัวกันอยู่มากมาย แต่ในมือของเขาไม่มีโทรโข่ง เสียงจึงดังไปได้ไม่ไกลนัก มีเพียงคนที่อยู่รอบๆ เท่านั้นที่ได้ยิน
ซวนจื่อฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี บ่งบอกถึงความดีใจอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อทุกคนเห็นท่าทีของเขา ก็พอจะเดาได้ว่าเรื่องทั้งหมดเป็นความจริง พอคิดถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการมีรายได้เสริม ทุกคนต่างก็นั่งไม่ติดที่ ทั้งชายหญิงพากันลุกขึ้นยืนกันพรึ่บพรั่บ
“ผู้ใหญ่บ้าน เอาโทรโข่งให้พ่อของหย่วนซานหน่อย ให้เขาอธิบายให้พวกเราฟังที”
ผู้ใหญ่บ้านเป็นคนใจดีอยู่แล้ว จึงรีบกวักมือเรียกพ่อกู้ทันที “พ่อของหย่วนซาน คุณมาพูดอะไรสักหน่อยสิ”
พ่อกู้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปรับโทรโข่งมาแล้วเริ่มอธิบาย
เขาเล่าถึงที่มาที่ไปของความคิดริเริ่มในการปลูกเห็ด ซึ่งแน่นอนว่าต้องเอ่ยถึงหลินเจาด้วย
หยวนเป่าที่นั่งอยู่บนตักพ่อถึงกับดิ้นไปมา “เป็นคุณป้าหลินต่างหาก คุณป้าหลิน”
หลังจากงานวันเกิดของคู่แฝด เด็กๆ ในหมู่บ้านต่างก็พากันหลงรักและชื่นชมหลินเจามากยิ่งขึ้นไปอีก
พ่อของหยวนเป่าตบก้นลูกชายเบาๆ “อย่าซนสิ ถ้าดื้ออีกคราวหน้าพ่อไม่พามาด้วยแล้วนะ”
“แบร่ๆ ไม่พูดก็ได้” หยวนเป่าแลบลิ้นใส่พ่อ ก่อนจะดิ้นลงจากตักแล้ววิ่งไปคุยเล่นกับเถี่ยหนิวแทน
เด็กน้อยทั้งสองคนยังคงพูดคุยกันอย่างออกรสชาติ
“เมื่อไหร่ฝาแฝดจะกลับมาเหรอ พวกเขาไม่ได้มาฟังประชุมด้วยเลยนะ” หยวนเป่าเปรยขึ้นอย่างเสียดาย บรรยากาศกำลังคึกคักขนาดนี้ ถ้าสองแฝดอยู่ที่นี่ด้วยคงจะดีใจมากแน่ๆ
เถี่ยหนิวตอบ “ปู่กับย่าฉันบอกว่าตอนนี้ฝาแฝดกลายเป็นเด็กในเมืองไปแล้ว เด็กในเมืองน่ะ ไม่ต้องมานั่งฟังเรื่องแบบนี้หรอก”
“ทำไมล่ะ” หยวนเป่าแย้ง “บ้านของพวกเขาก็ยังอยู่ที่นี่ ทุกอาทิตย์ก็กลับมานี่นา ฝาแฝดเป็นคนของกองพลการผลิตเรานะ เราโตมาด้วยกัน นายลืมไปแล้วเหรอ”
เถี่ยหนิวไม่ได้ลืมหรอก แต่เขาก็สังเกตเห็นว่าตั้งแต่สองแฝดย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง พวกเขาก็ไม่ค่อยได้กลับมาบ่อยเหมือนแต่ก่อน
ยิ่งไปกว่านั้น…
“อีกหน่อยพวกเขาก็ต้องย้ายตามพ่อแม่ไปอยู่ที่ค่ายทหาร พอไปแล้วก็คงไม่ต้องกลับมาฟังประชุมอีกเลย” ความรู้สึกบางอย่างที่ไม่คุ้นเคยเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของเถี่ยหนิว ความรู้สึกที่เรียกว่าความเศร้าของการเติบโต
“...จะไปเมื่อไหร่เหรอ” หยวนเป่าถามเสียงสั่น
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ”
หยวนเป่ามองเพื่อนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม ‘ทำไมนายถึงไม่รู้เรื่องแค่นี้’ ถ้าเป็นอวี้เป่าล่ะก็ต้องรู้ทุกเรื่องแน่
เด็กชายก้มหน้าลงอย่างผิดหวังเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามอีกครั้ง “เหมือนเมาตั้นเหรอ”
เถี่ยหนิวใช้มือเท้าคางพลางมองไปยังคุณปู่กู้ที่กำลังพูดอยู่บนเวที แล้วพยักหน้ารับอย่างเนือยๆ
หยวนเป่าทำท่าเลียนแบบเพื่อนแล้วถอนหายใจออกมา “ถ้างั้นอวี้เป่ากับเหิงเป่าก็ได้กลับไปเล่นกับเมาตั้นอีกน่ะสิ ก็ดีเหมือนกันนะ เมาตั้นเป็นเด็กฉลาด พ่อของเขาก็เป็นถึงหัวหน้าใหญ่ คงไม่ยอมให้เด็กเกเรที่ไหนมารังแกอวี้เป่ากับเหิงเป่าได้แน่”
“นั่นสินะ” เถี่ยหนิวเห็นด้วย “แต่ถึงพวกเขาจะย้ายไป เราก็ยังเขียนจดหมายไปหาได้นี่”
ดวงตาของหยวนเป่าทอประกายขึ้นมาทันที “เหมือนที่เมาตั้นเขียนจดหมายมาหาฝาแฝดน่ะเหรอ”
แต่แล้วเขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ และถามต่ออย่างกังวล “แล้วพวกเขาจะตอบกลับมาไหม ถ้าพวกเขาไปเจอเพื่อนใหม่แล้ว จะไม่ลืมพวกเราใช่ไหม”
เถี่ยหนิวเองก็ไม่แน่ใจนัก “คงไม่หรอกมั้ง”
เขาพูดเหมือนปลอบใจตัวเอง “ไม่ลืมแน่ๆ ถึงตอนนั้นเราก็เขียนจดหมายไปหาพวกเขาบ่อยๆ ปู่ฉันเคยบอกว่า...ความสัมพันธ์มันต้องสร้างขึ้นมา ถ้าเราติดต่อกันอยู่เรื่อยๆ ความสัมพันธ์มันก็จะไม่หายไปไหนหรอก”
เมื่อนึกได้ว่าการส่งจดหมายต้องใช้แสตมป์ เด็กชายก็กำหมัดแน่น “แต๊ะเอียปีใหม่ปีนี้ ฉันจะไม่ให้แม่เก็บไว้ให้อีกแล้ว ฉันจะเก็บไว้เอง จะเอาไปซื้อแสตมป์ แล้วก็ต้องทวงแต๊ะเอียของฉันคืนมาให้หมดเลยด้วย ทั้งของปีที่หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า... รวมๆ กันแล้วก็น่าจะได้เยอะอยู่นะ”
แต่จะได้เท่าไหร่กันแน่ เขาก็ไม่รู้เหมือนกัน
คำพูดของเถี่ยหนิวเหมือนเปิดโลกใบใหม่ให้หยวนเป่า ใช่แล้ว เขาก็เก็บแต๊ะเอียไว้เองได้นี่
“ฉันก็จะเก็บเองเหมือนกัน”
บรรดาผู้ใหญ่ที่ได้ยินบทสนทนาของเด็กทั้งสองคนถึงกับหลุดขำออกมาพรืดใหญ่
อยากจะได้แต๊ะเอียคืนอย่างนั้นเหรอ ช่างเป็นเด็กน้อยที่ไร้เดียงสาเสียนี่กระไร
พวกเขาคงไม่รู้ตัวเลยสินะ ว่าเงินแต๊ะเอียที่ได้มาในแต่ละปีนั้น ได้กลายร่างเป็นค่าน้ำมันค่าเกลือในครัวไปนานแล้ว
การที่จู่ๆ ผู้ใหญ่พากันหัวเราะออกมา ทำให้หยวนเป่ากับเถี่ยหนิวยืนงงเป็นไก่ตาแตก พวกเขามองไปรอบๆ อย่างไม่เข้าใจ ในหัวเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามเต็มไปหมด
...
อีกมุมหนึ่ง
แม่กู้เองก็ถูกบรรดาแม่บ้านคนอื่นๆ รุมล้อมเพื่อซักถามเรื่องการปลูกเห็ดเช่นกัน
เธออธิบายคร่าวๆ ไปสองสามประโยค ก่อนจะบุ้ยปากไปทางพ่อกู้ที่กำลังถือโทรโข่งอยู่ “ไปดูทางโน้นสิ ไปฟังตาแก่ที่บ้านฉันพูดนู่น ฉันจะไปรู้อะไรมากมาย ฉันก็แค่คอยเป็นลูกมือให้เขา ขนาดวิธีควบคุมอุณหภูมิยังไม่รู้เรื่องเลย ได้ยินมาว่าเรื่องอุณหภูมินี่สำคัญที่สุดเลยนะ ถ้าปรับอุณหภูมิไม่ได้ที่ เห็ดมันก็ไม่งอกออกมาหรอก”
เธอเห็นสีหน้ากังวลของทุกคนดี พวกเขากลัวว่าจะปลูกไม่สำเร็จ กลัวว่าจะต้องเหนื่อยเปล่า และที่สำคัญที่สุดคือกลัวว่าจะต้องสูญเสียโอกาสในการสร้างรายได้ไป
เธอจึงเอ่ยขึ้นเพื่อปลอบใจ “จะกลัวอะไรกันไป ตาแก่ที่บ้านฉันต้องสอนพวกเธอแบบตัวต่อตัวอยู่แล้ว มีปัญหาอะไรก็ถามเขาได้เลย”
“ถ้าเขาตอบไม่ได้ ก็ยังเปิดหาในหนังสือได้อีก”
แม่กู้ยกมือขึ้นทำท่าประกอบเพื่อแสดงให้เห็นความหนาของ ‘คู่มือการเพาะเห็ด’ เล่มนั้น “มันหนาขนาดนี้เลยนะ ในนั้นมีแต่เรื่องที่ต้องระวังตอนปลูกเห็ดทั้งนั้น มีคู่มือสำเร็จรูปอยู่ตรงหน้าแล้ว พวกเธอจะไปกลัวอะไรกันอีก วางใจแล้วลงมือทำอย่างเต็มที่ไปเลย”
คำพูดของเธอทำให้ยายเฒ่าหลี่และคนอื่นๆ ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
พวกเธอไม่กลัวความเหนื่อยยาก ไม่กลัวความล้มเหลว แต่สิ่งที่พวกเธอกลัวที่สุด...คือการต้องดีใจเก้อ
[จบบท]