บทที่ 474: สมุห์บัญชีคนใหม่
ยายเฒ่าหลี่เบียดไหล่แม่กู้พลางเอ่ยขึ้นอย่างกระตือรือร้น “ถ้าเรื่องนี้มันสำเร็จขึ้นมาจริงๆล่ะก็ สามีของเธอก็จะกลายเป็นผู้มีพระคุณของคนทั้งกองพลการผลิตเลยนะ เป็นผู้มีพระคุณของพวกเราทุกคนเลย พอเห็ดขายได้เมื่อไหร่ ฉันจะเอาไข่แดงมาให้เธอตั้ง 2 ฟองเลยคอยดู!”
แม่กู้ยิ้มรับอย่างอารมณ์ดี “ฉันจำไว้แล้วนะ ไข่แดง 2 ฟอง”
“วางใจได้เลย ไม่ขาดของเธอแน่” ยายเฒ่าหลี่ตบอกรับปากอย่างแข็งขัน
ชาวบ้านคนอื่นๆ ที่ได้ยินบทสนทนาก็พากันผสมโรง “พวกเราก็เหมือนกัน ถ้าปลูกได้จริงๆ แล้วขายได้เงินน่ะ แค่ไข่แดงจะไปพออะไร เลี้ยงเนื้อยังได้เลย!” แต่ละคนดูท่าจะมั่นใจกันน่าดู
หวังชุนฮวาที่ยืนอยู่ในกลุ่มด้วยนึกกังวลเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ เธอจึงตัดสินใจถามออกไป “ถ้าเราปลูกเห็ดขึ้นมาแล้ว จะเอาไปขายได้เหรอคะ เขาจะไม่หาว่าเรา…”
เธอไม่กล้าพูดคำว่า ‘ค้ากำไรเกินควร’ ออกมาตรงๆ
ยังไม่ทันที่แม่กู้จะได้เอ่ยปากตอบ ยายเฒ่าหลี่ก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน “แหม เธอก็ลองคิดดูสิว่าลูกสะใภ้คนที่สามของบ้านกู้เขาทำงานอยู่ที่ไหน”
สหกรณ์การค้าและการตลาดไงล่ะ!
พอได้ยินแบบนั้น ทุกคนก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ ดวงตาของแต่ละคนก็ลุกวาวขึ้นมาทันที
หวังชุนฮวามองแม่กู้อย่างมีความหวัง “แล้วจะให้แม่อวี้เป่าช่วยขายได้จริงๆเหรอคะ เธอจะยอมเหรอ”
เพราะเรื่องนี้มันเป็นเรื่องของคนในหมู่บ้าน ใครจะไปรู้ว่าเจ้าตัวเขาจะอยากเข้ามายุ่งกับเรื่องน่าปวดหัวแบบนี้ด้วยหรือเปล่า
“ยอมสิจ๊ะ” แม่กู้ตอบด้วยรอยยิ้มกว้าง “ลูกสะใภ้ของฉันเป็นคนเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาเองเลยนะ”
ดูรอยยิ้มบนใบหน้าของแม่กู้สิ มันช่างสดใสเสียเหลือเกิน
“รู้แล้วน่าว่าลูกสะใภ้เธอดีจะตายไป ไม่ต้องมาทำเป็นอวดหน่อยเลย ดูสิ ยิ้มจนแก้มจะฉีกอยู่แล้ว” ยายเฒ่าหลี่เหลือบมองเพื่อนรักอย่างหมั่นไส้
แม่กู้ที่โดนจับได้ก็แอบไปไม่เป็น “ใครอวดกัน…”
“จ้ะๆ เธอว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่” ยายเฒ่าหลี่ตอบแบบขอไปที
แม่กู้ถึงกับพูดอะไรไม่ออก
…
หลินเจาไม่ได้รับรู้เลยว่าที่หมู่บ้านกำลังมีการประชุมระดมพลเรื่องการปลูกเห็ดกันอย่างแข็งขัน
วันนี้ที่สหกรณ์การค้าและการตลาดรับพนักงานใหม่เข้ามา 2 คน คนหนึ่งเป็นพนักงานขาย ส่วนอีกคนเป็นสมุห์บัญชี
สมุห์บัญชีคนใหม่เป็นชายหนุ่มร่างผอมบาง สวมเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าลินิน ตอนที่หัวหน้าเจียงพาเขามาแนะนำให้พวกหลินเจารู้จัก ท่าทีของเขาก็ดูประหม่าและขี้อายอยู่หลายส่วน สองมือแนบชิดติดตะเข็บกางเกง ไม่กล้ามองไปรอบๆ
แต่พอหัวหน้าเจียงเอ่ยชื่อของหลินเจาขึ้นมา เขาก็พลันเงยหน้าขึ้น ดวงตาเป็นประกายขึ้นมาเล็กน้อย เหมือนจะมองเธอด้วยความรู้สึกขอบคุณ
หลินเจาสบตากับดวงตาที่เปล่งประกายคู่นั้น บนใบหน้าก็ฉายแววสงสัย…เธอรู้จักเขาด้วยเหรอ
“เอาล่ะ รู้จักกันแล้วนะ ต่อไปก็ค่อยๆทำความคุ้นเคยกันไป แยกย้ายไปทำงานได้แล้ว” หัวหน้าเจียงพูดจบก็รีบไปจัดการงานของตัวเองต่อ
พอสมุห์บัญชีคนใหม่เดินออกไปแล้ว หลี่เฟินก็เดินเข้ามาหาหลินเจา
“เธอรู้สึกไหมว่าสมุห์บัญชีคนใหม่น่ะท่าทางแปลกๆ” หลี่เฟินถามด้วยท่าทีลึกลับ
หลินเจาหันไปมอง “เธอรู้เหรอว่าเป็นเพราะอะไร”
“ยังจำคุณลุงที่ชอบเอาไข่ไก่มาแลกของกับเธอบ่อยๆ ได้ไหมล่ะ” หลี่เฟินเปิดประเด็น
“จำได้ค่ะ” หลินเจาพยักหน้า ก่อนจะถามด้วยความสงสัย “แล้วเรื่องนี้มันไปเกี่ยวอะไรกับสมุห์บัญชีคนใหม่เหรอคะ”
“เกี่ยวสิ เกี่ยวกันเต็มๆ เลย” หลี่เฟินรีบอธิบาย “สมุห์บัญชีคนใหม่น่ะเป็นลูกชายของคุณลุงคนนั้นยังไงล่ะ”
หลินเจาทำหน้างง
“ไหนพี่บอกว่าตำแหน่งสมุห์บัญชีมีแต่คนจ้องจะเอา แล้วทำไมถึงโดนเด็กบ้านนอกคว้าไปได้ล่ะคะ”
“จะเรียกว่าคว้าไปก็ไม่ถูก เรียกว่าเก็บตกน่าจะเหมาะกว่า” หลี่เฟินเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังอย่างออกรส “จะไม่ให้บอกว่าเด็กคนนั้นโชคดีได้ยังไง ฉันได้ยินมาว่ามีคนจาก 3 บ้านแย่งตำแหน่งนี้กัน ชนิดที่ว่าต่างฝ่ายต่างก็งัดไม้เด็ดออกมาใช้กันน่าดู ไม่อย่างนั้นเรื่องคงไม่ยืดเยื้อมาหลายเดือนกว่าจะหาคนลงตัวได้หรอก”
“พอพวกเขาแก่งแย่งกันหนักข้อเข้า หัวหน้าที่อยู่เบื้องบนก็เลยโมโห แล้วประกาศว่าจะให้ตำแหน่งนี้กับผู้เสียหายที่น่าสงสารที่สุดแทน พอรู้ว่าชายหนุ่มคนนั้นเรียนจบแค่มัธยมต้น แต่ก็ทำงานเป็นสมุห์บัญชีที่หมู่บ้านได้ดีมาตลอดหลายปี ก็เลยตัดสินใจเลือกเขาให้มารับตำแหน่งนี้ทันที เรื่องราวในวันนี้ก็เลยเกิดขึ้นมาด้วยประการฉะนี้แหละ”
“แต่มันก็ไม่เกี่ยวกับฉันอยู่ดีนี่คะ แล้วทำไมเขาต้องมองฉันแบบนั้นด้วย”
“จะไม่เกี่ยวกับเธอได้ยังไงกัน” หลี่เฟินทำหน้าไม่เห็นด้วย “เธอคือผู้มีพระคุณของครอบครัวเขานะ เป็นผู้มีพระคุณที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตของเขาเลย ถ้าเธอไม่จัดการเรื่องของหลิวชุนหงไป ครอบครัวเขาจะได้เงินชดเชยที่โดนโกงไปคืนมาเหรอ แล้วที่สหกรณ์ฯ ของเราจะมีตำแหน่งสมุห์บัญชีว่างออกมาได้ยังไง”
หลินเจานิ่งไป
“บ้านหลิวเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ฉันแค่ป้องกันตัวเอง” เธออธิบายเบาๆ
พอได้ยินคำว่า ‘จัดการ’ แล้วมันฟังดูเหมือนกับว่าเธอเป็นคนไปหาเรื่องคนอื่นก่อน
“ก็เหมือนๆ กันนั่นแหละน่า อย่าไปใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เลย” หลี่เฟินโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
หลินเจาก็โบกมือกลับไปเช่นกัน “ไม่ค่ะ ฉันไม่ใช่คนแบบนั้น ฉันแค่โต้ตอบกลับไปต่างหาก”
เหยาเป่าที่นั่งอยู่ใกล้ๆ เห็นว่าน่าสนุก ก็เลยเลียนแบบผู้ใหญ่ทั้งสองคนโบกมือเล็กๆ ของตัวเองไปมา “หนูมะช่าย หนูมะช่าย…” พูดไปได้ครึ่งทางก็หัวเราะคิกคักออกมาอย่างชอบใจ
หลินเจาอดใจไม่ไหวคว้าตัวลูกสาวมากอด “หนูไม่ใช่อะไรคะ หืม”
เหยาเป่าหัวเราะหวาน ก่อนจะซุกตัวเข้าไปในอ้อมกอดอุ่นๆ ของแม่ เสียงหัวเราะใสๆ ของเด็กน้อยทำให้หัวใจคนฟังพลอยอ่อนยวบยาบไปด้วย
เมื่อรู้ว่าสมุห์บัญชีคนใหม่ไม่ได้มีเจตนาร้าย หลินเจาก็ไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจอีก เธอคิดว่าอย่างมากเขาก็คงเป็นแค่คนโชคดีคนหนึ่งเท่านั้น ถ้าตั้งใจทำงาน อนาคตก็คงจะไปได้ดี
ติงซุ่นเองก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดีอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
เขาถูกพามายังห้องทำงาน ที่นี่มีหน้าต่างบานใหญ่ทำให้ห้องดูสว่างไสว โต๊ะทำงานก็กว้างขวาง ถึงแม้บนโต๊ะจะรกและมีฝุ่นจับอยู่บ้าง แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา แค่เช็ดทำความสะอาดเสียหน่อยก็เรียบร้อยแล้ว
ที่นี่ดีจังเลย
เขาคิดในใจอย่างเปี่ยมสุข
“นี่โต๊ะทำงานของนายนะ ของที่วางอยู่บนนั้นฉันไม่เอาแล้ว จะเก็บจะทิ้งก็แล้วแต่นายเลย โต๊ะมันสกปรกไปหน่อย นายเช็ดเองก็แล้วกัน รู้ใช่ไหมว่าต้องไปตักน้ำที่ไหน” เจ้าหน้าที่ชายในห้องเอ่ยขึ้น
“รู้ครับๆ หัวหน้าบอกผมแล้วครับ” ติงซุ่นรีบตอบ
“หัวหน้าก็แบบนี้แหละ ใจดีกับคนที่มาใหม่ทุกคน” เจ้าหน้าที่คนเดิมพูดพลางยิ้มให้
ติงซุ่นไม่รู้จะตอบว่าอะไร เลยได้แต่ยิ้มแห้งๆ กลับไป
“เอาล่ะ งั้นนายก็จัดการเก็บของไปเถอะ มีปัญหาอะไรก็เรียกฉันได้นะ” พูดจบเขาก็เดินกลับไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง
ติงซุ่นกล่าวขอบคุณ แล้วเริ่มลงมือเก็บของบนโต๊ะ สมุห์บัญชีคนเก่าฐานะค่อนข้างดี ของใช้ต่างๆ จึงเป็นของมีคุณภาพทั้งนั้น คนอื่นอาจจะรังเกียจว่าเป็นของอัปมงคลเลยไม่มีใครอยากได้ แต่ติงซุ่นไม่ถือสา เขาเก็บของทุกชิ้นอย่างเป็นระเบียบ ตั้งใจว่าจะเอากลับไปล้างทำความสะอาดแล้วลวกด้วยน้ำร้อนอีกครั้งก่อนจะนำมาใช้
พอเก็บของเสร็จ โต๊ะทำงานก็ดูกว้างขวางขึ้นมาก
เขานั่งลงบนเก้าอี้ริมหน้าต่าง แสงแดดอุ่นๆ สาดส่องเข้ามา ภาพตรงหน้าเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยกล้าฝันถึงมาก่อน ในหัวของเขานึกถึงวันที่ถูกด่าทอตอนที่มาขายไข่ไก่ที่นี่ แล้วก็นึกถึงแผ่นหลังที่งองุ้มของพ่อผู้ชราภาพในวันที่เดินจากไป ชั่วขณะหนึ่ง ความรู้สึกมากมายก็ถาโถมเข้ามาในใจ
—พ่อครับ ผมจะทำงานอย่างซื่อสัตย์ จะเป็นคนดี และจะตอบแทนผู้มีพระคุณของเราให้ได้
…
ณ สหกรณ์การค้าและการตลาด
เสียงกริ่งจักรยานของบุรุษไปรษณีย์ดังขึ้นจากด้านหน้า
หวังจวีรีบวิ่งออกไป ไม่นานเธอก็กลับเข้ามาพร้อมกับจดหมายหนึ่งปึก
“สหายหลิน มีจดหมายของคุณค่ะ หนาเชียว”
“ขอบคุณนะ” หลินเจารับจดหมายมาดู เธอเหลือบมองซองจดหมายก็เห็นว่าเป็นจดหมายที่ส่งมาจากกองบัญชาการทหารที่กู้เฉิงหวยประจำการอยู่
ดูจากความหนาแล้ว ก็น่าจะเป็นจดหมายที่เมาตั้นกับโม่โม่ไป๋ไป๋ส่งมาให้ลูกชายฝาแฝดของเธอ
เหยาเป่ารีบยื่นมือเล็กๆ ออกไปหมายจะคว้า แต่ก็ถูกหลินเจาจับไว้ได้ทัน “นี่ของพวกพี่ๆ นะคะ จับไม่ได้นะ”
เด็กหญิงตัวน้อยจึงชักมือกลับ แล้วเร่งแม่ให้เลิกงาน “ไปโรงเยียน…”
หลี่เฟินที่ได้ยินก็อดหัวเราะไม่ได้ “ลูกสาวเธอนี่ฉลาดขึ้นทุกวันเลยนะ”
“ค่ะ” หลินเจาไม่ได้ปฏิเสธ พลางลูบผมเปียของลูกสาวอย่างเอ็นดู
พอกลับมาถึงบ้าน
พอเจ้าแฝดรู้ว่ามีจดหมายมาถึงตัวเองก็ดีใจกันยกใหญ่ ไม่ยอมกินข้าวเย็นจะขอดูจดหมายให้ได้
“กินข้าวก่อน กินเสร็จแล้วค่อยดู” หลินเจาออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด
เด็กสองคนที่ก้นลอยจากเก้าอี้ไปแล้วรีบกลับมานั่งที่เดิม แล้วก้มหน้าก้มตากินข้าวคำโตๆ อย่างรวดเร็ว
หลังจากกินข้าวเสร็จและล้างมือจนสะอาดเรียบร้อยแล้ว อวี้เป่ากับเหิงเป่าก็ค่อยๆ บรรจงเปิดจดหมายออกอ่าน
เมาตั้นอายุมากกว่าพวกเขาสองคน ทั้งยังเริ่มเรียนหนังสือเร็วกว่า จึงรู้จักตัวอักษรเยอะกว่าเป็นธรรมดา ทำให้ในจดหมายมีตัวอักษรบางตัวที่เจ้าแฝดทั้งสองยังไม่รู้จักปะปนอยู่ด้วย
หลินเจาได้แต่มองสีหน้าของลูกชายทั้งสองที่กำลังทำหน้าแบบนี้ (-﹏-`;)ゞ
[จบบท]