บทที่ 476: จดหมายจากพ่อและการเดินทางที่น่าตื่นเต้น
เด็กแฝดสบตากันแวบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าให้กันอย่างแรงราวกับนัดหมายกันไว้
หลินเจาที่มองอยู่ถึงกับสงสัย
“มีแผนอะไรกันอีกล่ะเรา” เธอเอ่ยถาม
อวี้เป่ากะพริบตาปริบๆ “ก็จะหนีครับ”
เหิงเป่าพยักหน้าเห็นด้วย
ใช่แล้ว การจะไปยืมมือคนอื่นมาจัดการเรื่องนี้มันดูวุ่นวายเกินไป หนีไปตั้งหลักก่อนน่าจะดีที่สุด
“...สมกับที่เป็นเพื่อนรักของเมาตั้นจริงๆ คิดอะไรเหมือนกันเป๊ะ” หลินเจาเอ่ยขึ้นเรียบๆ
คำพูดนั้นกลับทำให้เด็กทั้งสองตื่นเต้นดีใจ พากันพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว
หลินเจาถึงกับไปต่อไม่เป็น
“แม่ครับ ผมจะเข้าไปเขียนจดหมายตอบเมาตั้นเดี๋ยวนี้เลย” เหิงเป่าพูดจบก็วิ่งพรวดพราดกลับเข้าบ้านไปทันที
อวี้เป่ารีบคว้าตัวเชียนเป่าที่เกือบจะโดนพี่ชายฝาแฝดชนล้มไว้ได้ทัน ก่อนจะวิ่งตามเข้าไปอีกคน
หลินเจาทำได้เพียงส่ายหน้าเบาๆ เธอช้อนอุ้มเชียนเป่าขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน กอดเจ้าตัวเล็กที่เนื้อตัวหอมกลิ่นนมไว้อย่างรักใคร่ “ดูพี่เขาวิ่งสิ เร็วเชียว งั้นแม่จะอ่านจดหมายของพ่อให้เชียนเป่าฟังดีกว่า ปล่อยให้สองคนนั้นเสียดายเล่น”
เชียนเป่าตัวน้อยเงยหน้ามองแม่แล้วฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันซี่เล็กๆ ที่เพิ่งขึ้นไม่กี่ซี่
หลินเจาอดใจไม่ไหว ก้มลงไปหอมแก้มยุ้ยๆ ของลูกชายฟอดใหญ่ “เด็กดีของแม่”
“อ่าน” เด็กน้อยเอ่ยเสียงใส
“จ้ะ แม่อ่านให้ฟังนะ”
หลินเจาเริ่มอ่านจดหมายของกู้เฉิงหวยให้ลูกคนเล็กฟัง เธอเลือกอ่านเฉพาะเนื้อหาทั่วๆ ไปที่พ่อเขียนถึงลูกๆ ส่วนข้อความส่วนตัวที่เขาเขียนถึงเธอโดยเฉพาะ เธอก็ข้ามไปไม่ได้อ่านออกเสียง
เชียนเป่าตั้งอกตั้งใจฟังอย่างดี ดวงตากลมโตจ้องมองแม่ไม่กะพริบ แก้มกลมๆ พองออกเล็กน้อยอย่างน่าเอ็นดู
กว่าฝาแฝดจะเขียนจดหมายเสร็จและออกมาจากบ้าน พวกเขาก็ต้องพบกับข่าวร้าย เมื่อรู้ว่าพ่อส่งจดหมายมาด้วย แต่แม่กลับอ่านให้น้องชายฟังไปก่อนแล้ว ทั้งคู่พร้อมใจกันทำหน้าเหมือนโลกจะถล่มทลายลงมาตรงหน้า
หลินเจาเห็นแล้วก็หลุดขำ “ทำหน้าเหมือนฟ้าถล่มไปได้ จดหมายยังอยู่นี่ไง ไม่ใช่ว่าอ่านแล้วตัวหนังสือจะหายไปซะหน่อย”
“แต่พวกผมก็ไม่ใช่คนแรกที่ได้อ่านนี่ครับ” อวี้เป่าแย้ง
หลินเจาจึงย้อนถาม “อ้าว ก็พ่อของลูกส่งจดหมายมาหาแม่ แล้วแม่จะอ่านเป็นคนแรกไม่ได้หรือไง”
เด็กน้อยรีบส่ายหน้าปฏิเสธ
“เปล่าครับ”
อวี้เป่ารู้ดีว่าเถียงแม่ไปก็ไม่ชนะ สุดท้ายจึงถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วหยิบจดหมายขึ้นมา ทั้งสองคนหาเก้าอี้ตัวเล็กมานั่งอ่านด้วยกันอย่างสงบเสงี่ยม
เด็กสองคนดูเหมือนจะกำลังงอนตุ๊บป่อง พอเจอตัวอักษรที่ไม่รู้จักก็ไม่ยอมมาถามหลินเจาเหมือนเคย แต่กลับไปหยิบพจนานุกรมมาเปิดหาเอง
หลินเจาไม่ได้ว่าอะไร เธอดึงสมุดบันทึกเล่มเล็กออกมาขีดเขียนภาพอยู่ข้างๆ เป็นภาพเด็กชายตัวเล็กสองคนที่กำลังอ่านจดหมายด้วยใบหน้าบึ้งตึง จากนั้นคิ้วที่ขมวดมุ่นก็ค่อยๆ คลายออก กลายเป็นรอยยิ้ม และสุดท้ายก็หัวเราะคิกคักออกมา
ข้างๆ กันนั้น เธอยังวาดภาพเด็กอีกสองคนที่อายุน้อยกว่ากำลังเล่นกันอยู่อย่างมีความสุข
“พ่อคิดถึงพวกเราด้วยล่ะ” เหิงเป่าเอ่ยขึ้น “ผมก็คิดถึงพ่อเหมือนกันครับ”
“รอให้อากาศอุ่นกว่านี้อีกหน่อย แม่จะพาลูกๆ ไปเยี่ยมพ่อ” หลินเจาพูดขึ้นมาลอยๆ
คำพูดนั้นทำให้ดวงตาของฝาแฝดเบิกกว้างเป็นประกาย ทั้งสองคนพุ่งตัวเข้ามาหาแม่แล้วหยุดยืนอยู่ตรงหน้า
“แม่ครับ” อวี้เป่าเรียกเสียงสั่นเล็กน้อยอย่างไม่แน่ใจ
เหิงเป่าถามเสียงดังฟังชัด “เมื่อกี้แม่พูดว่าอะไรนะครับ แม่จะพาพวกเราไปอยู่ที่กองทัพกับพ่อเหรอครับ” น้ำเสียงของเขาตื่นเต้นจนแทบจะเหาะได้
“ไม่ใช่ไปอยู่ถาวรจ้ะ แค่ไปเยี่ยม ถ้ามีโอกาสก็จะได้ไป แต่ถ้าไม่มีก็ต้องรอก่อนนะ มันยังไม่แน่นอน อย่าเพิ่งดีใจไปไกลสิ” หลินเจาใช้มือลูบศีรษะเล็กๆ ของลูกชายทั้งสองเบาๆ
แต่ในสมองของเด็กๆ ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยภาพการผจญภัยในโลกกว้าง พวกเขาไม่สามารถสงบสติอารมณ์ลงได้เลย
“แล้วเราจะไปกันเมื่อไหร่ครับแม่” อวี้เป่ารีบถาม
หลินเจาถึงกับพูดไม่ออก
เธอถอนหายใจแล้วถามกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ “เมื่อกี้ที่แม่พูดไป ได้ยินบ้างไหมเราน่ะ”
“ได้ยินครับ” อวี้เป่ารีบตอบ “แม่บอกว่าเรื่องไปเยี่ยมพ่อยังไม่แน่นอน ถ้ามีโอกาสก็ไป ไม่มีก็ยังไม่ไป ผมได้ยินครับ”
“แล้วเราจะไปกันเมื่อไหร่ครับ”
หลินเจาถึงกับจนคำพูดเมื่อสบเข้ากับดวงตาที่เปล่งประกายอย่างคาดหวังของลูกชาย เธอรู้ว่าพวกเขาอยากไปมากจริงๆ หลังจากนิ่งคิดไปครู่หนึ่งจึงยอมตอบ “ตอนที่อากาศอุ่นขึ้นแล้ว”
“ฤดูใบไม้ผลิเหรอครับ” สองพี่น้องจับมือกันแน่น ยืนตัวเกร็งลุ้นคำตอบ
“อืม” หลินเจาพยักหน้ารับ
เหิงเป่าดีใจจนเนื้อเต้น เขาจูงมือพี่ชายกระโดดไปรอบๆ “พี่ครับ พอพ้นปีใหม่ไปแล้ว แม่จะพาพวกเราไปเยี่ยมพ่อล่ะ ได้ไปเยี่ยมพ่อจริงๆ นะ เราจะได้เจอทั้งพ่อ ทั้งเมาตั้น แล้วก็ลุงสี่ จิงโม่กับกว่างไป๋ด้วย ฮิฮิฮิ...”
รอยยิ้มกว้างของเด็กชายค้างเติ่งอยู่บนใบนานสองนานด้วยความดีใจ
หลินเจาเห็นแล้วก็อดส่ายหน้าไม่ได้
อวี้เป่ากับน้องชายกระโดดโลดเต้นกันอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะหยุดแล้ววิ่งเข้ามาหาหลินเจา เขามองหน้าแม่แล้วกระซิบถามเสียงเบา “แม่ครับ...แล้วเราจะไปกันหมดทุกคนเลยเหรอครับ”
ขณะที่พูด หางตาของเขาก็เหลือบไปมองเชียนเป่ากับเหยาเป่าที่กำลังเล่นอยู่ไม่ไกล
หลินเจาเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ
ฝาแฝดคู่เล็กยังเด็กเกินไป คงจะเดินทางไกลด้วยกันไม่ไหว ที่สำคัญคือเธอคนเดียวคงดูแลเด็กทั้งสี่คนไม่ไหวแน่
แววตาของอวี้เป่าฉายแววสงสารและเสียดายแทนน้องๆ เขาเอ่ยขึ้นว่า “งั้นตอนกลับพวกผมจะซื้อของอร่อยๆ มาฝากน้องนะครับ ได้ไหมครับ”
“ได้สิจ๊ะลูก” หลินเจาไม่มีทางขัดขวางความตั้งใจดีที่ลูกชายมีต่อน้องๆ อยู่แล้ว
“แม่ครับ แล้วที่นั่นมีของอร่อยอะไรบ้างเหรอ” เหิงเป่าถามด้วยความอยากรู้
หลินเจาเองก็ไม่เคยไป จะรู้ได้อย่างไรกัน
“แม่ก็ไม่รู้เหมือนกันจ้ะ รอให้เราไปถึงที่นั่นก่อน แล้วพวกหนูค่อยไปสำรวจกันเองนะ”
คำตอบของแม่ยิ่งทำให้เด็กแฝดรู้สึกตื่นเต้นและตั้งตารอคอยการเดินทางครั้งนี้มากขึ้นไปอีก
กว่าจะรู้ตัวอีกที หลินเจาก็อุ้มลูกแฝดคนเล็กกลับเข้าไปในบ้านแล้ว
ทว่าสองหนุ่มกลับยังไม่รีบร้อนตามเข้าไป ทั้งคู่พากันวิ่งตรงไปที่บ้านหมาแทน
“เหิงเป่า นายเก็บไปก่อนเลยนะ เดี๋ยวฉันไปเอาถุงมาก่อน” อวี้เป่าพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนจะวิ่งหายเข้าไปในตัวบ้าน
“ได้เลย” เหิงเป่าตะโกนตอบกลับมาเสียงดังฟังชัด
เขาหาเบาะรองนั่งมาวางไว้หน้าทางเข้าบ้านสุนัข แล้วมุดตัวเข้าไปเกินครึ่งเพื่อกวาดเศษขนของต้าหวงและหู่โพที่ร่วงอยู่ตามพื้นให้มากองรวมกันเป็นก้อน ก่อนจะดันออกมาด้านนอก
อวี้เป่าที่กลับมาพร้อมถุงใบเล็กพอดีจึงรับหน้าที่โกยขนเหล่านั้นยัดใส่ถุง
“เยอะแยะไปหมดเลย”
“แม่บอกว่าเจ้าสองตัวนี้กำลังผลัดขน ขนมันไม่ร่วงหมดตัวหรอก พอถึงหน้าหนาวพวกมันก็ไม่หนาวแล้วล่ะ” เหิงเป่าอธิบาย
อวี้เป่าไม่ได้ตอบอะไร เขาตั้งหน้าตั้งตาทำงานอย่างขะมักเขม้นจนเบาะรองนอนในบ้านหมาสะอาดเอี่ยม
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เขาก็ค่อยๆ คลานออกมา ปัดเศษขนหมาที่ติดอยู่ตามเสื้อผ้าออก แล้วนำถุงที่บรรจุขนหมาจนเต็มไปเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้าในห้องของตัวเอง
จากนั้นสองพี่น้องจึงเดินเข้าไปในห้องนอนของพ่อกับแม่
“แม่ครับ ผมเก็บขนของต้าหวงกับหู่โพเรียบร้อยแล้วครับ” อวี้เป่าเป็นคนรายงาน
“เก่งมากลูก” หลินเจาเอ่ยชม
ที่มาของการเก็บขนหมามีอยู่ว่า ฝาแฝดรู้สึกเสียดายที่ต้องทิ้งขนซึ่งร่วงแล้วของต้าหวงกับหู่โพไป พวกเขามองว่ามันก็ไม่ต่างอะไรกับเสื้อกันหนาวของเจ้าตูบ พอเห็นมันถูกทิ้งก็เลยพากันเศร้าซึม
นี่คือความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาและความน่ารักแบบเด็กๆ
หลินเจาจึงเสนอให้เก็บรวบรวมไว้ เมื่อได้ปริมาณมากพอเมื่อไหร่ ก็จะสอนให้ทำเบาะรองนั่งจากขนสุนัข
เด็กทั้งสองคนเห็นด้วยกับความคิดนี้อย่างเต็มอกเต็มใจ
และปฏิบัติการเก็บขนหมาทุกสองวันก็เริ่มต้นขึ้น
“ตอนนี้เรามีเยอะมากแล้วนะครับแม่” อวี้เป่าบอก
“ยังไม่พอหรอกจ้ะ” หลินเจาอธิบาย “งานฝีมือต้องใช้ทั้งเวลาและความอดทนนะลูก รอให้อากาศอุ่นขึ้นกว่านี้ก่อนแล้วเราค่อยมาทำกัน”
ตอนนี้อากาศหนาวเย็นจะตายอยู่แล้ว อีกไม่นานก็คงต้องใช้กระเป๋าน้ำร้อนซุกแก้หนาว คงไม่มีอารมณ์มานั่งทำงานฝีมือกันหรอก
“ครับ” ฝาแฝดรับคำอย่างว่าง่าย
...
เมื่อลมหนาวมาเยือน โรงเรียนก็ถึงเวลาปิดภาคเรียน
หลังจากฝนห่าใหญ่เทลงมา อุณหภูมิก็ลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว
ผู้คนที่เดินขวักไขว่ตามท้องถนนต่างเปลี่ยนมาสวมเสื้อนวมหนาเตอะ ใครที่มีฐานะหน่อยก็จะมีทั้งหมวกและผ้าพันคอ ยามลมหนาวพัดกรูเข้ามาก็ทำให้ผู้คนอยากจะวิ่งกลับเข้าไปหลบในบ้านให้เร็วที่สุด
เด็กทั้งสี่คนของบ้านกู้ก็เช่นกัน พวกเขาไม่อยากออกไปไหนอีกแล้ว เอาแต่อยู่ในบ้านเท่านั้น
แต่หลินเจายังคงต้องออกไปทำงานทุกวัน ก่อนออกจากบ้าน เธอก็อดไม่ได้ที่จะมองลูกๆ ทั้งสี่ด้วยความอิจฉา
อวี้เป่ามักจะตื่นนอนแต่เช้าเสมอ เขาจะคอยกำกับให้แม่สวมหมวกและพันผ้าพันคอให้เรียบร้อย รวมถึงยื่นกระเป๋าน้ำร้อนให้พกติดตัวไปด้วย เขาถึงจะวางใจ
“แม่ครับ เดินทางดีๆ นะครับ” เด็กชายนั่งอยู่บนเตียง เอ่ยบอกแม่ด้วยน้ำเสียงงัวเงียของคนเพิ่งตื่น
“จ้ะ แม่รู้แล้ว” หลินเจาตอบรับพลางเดินไปข้างเตียงแล้วขยี้ผมลูกชายคนโตเบาๆ “ดูแลน้องๆ ด้วยนะ อย่าให้ออกไปข้างนอก ถ้ามีคนในบ้านมาค่อยเปิดประตู...” เธอกำชับอวี้เป่าที่ดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัยเหมือนเช่นเคย
อวี้เป่าพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน ทำให้ผมปอยที่ชี้โด่เด่อยู่บนหัวขยับขึ้นลงตามไปด้วย
หลินเจาลูบแก้มอุ่นๆ ของลูกชายเบาๆ
“ยังเช้าอยู่เลย ไม่ต้องรีบลุกหรอกลูก ข้างนอกมันหนาว รอแดดออกก่อนค่อยลุกก็ได้ อาหารเช้าแม่อุ่นไว้ให้ในหม้อแล้วนะ ตอนปีนเก้าอี้ไปตักก็ระวังด้วยล่ะ ถ้ามีอะไรก็ให้ต้าหวงวิ่งไปเรียกแม่ที่ทำงานนะ”
ใช่แล้ว ตอนนี้ต้าหวงฉลาดแสนรู้มาก แม้กระทั่งเรื่องวิ่งไปตามคนก็ยังทำได้
[จบบท]