บทที่ 488: พี่ชายที่เจาเจาไว้ใจที่สุด
ภารกิจจากวงล้อสุ่มรางวัลนี่ออกจะธรรมดาไปหน่อย หลินเจามีคะแนนสะสมเข้ากระเป๋าทุกวัน วันไหนน้อยหน่อยก็ได้สักร้อยแปดสิบ มากหน่อยก็สองสามร้อย พอเก็บเล็กผสมน้อยมานาน ตอนนี้คะแนนก็ทะลุหมื่นไปแล้ว ส่วนในแหวนมิติก็มีแต่ของจิปาถะเต็มไปหมด
“ไม่เป็นไรหรอกพี่ ของไม่ได้แพงอะไรขนาดนั้น”
หลินซื่อเซิ่งคิดว่าน้องสาวแค่พูดปลอบใจ ความซาบซึ้งจึงยิ่งท่วมท้นในอก
น้องสาวของเขาช่างดีเหลือเกิน
ชายหนุ่มกอดสิ่งของในอ้อมแขนแล้วเดินจากมาด้วยหัวใจที่พองโต แม้สายลมเย็นยะเยือกจะพัดปะทะใบหน้า แต่เขากลับไม่รู้สึกหนาวเลยสักนิด
...
รุ่งขึ้นอีกวัน
ขณะที่แสงอรุณยังไม่จับขอบฟ้าดีนัก หลินซื่อเซิ่งก็มาถึงหน่วยขนส่งด้วยท่าทีองอาจกระฉับกระเฉง
บัดนี้เขาได้บรรจุเป็นพนักงานประจำของที่นี่แล้ว เวลาเดินก็อกผายไหล่ผึ่ง ฝีเท้าฉับไว ความภาคภูมิใจฉายชัดออกมาจนปิดไม่มิด
อู๋กั๋วต้งกับเพื่อนอีกสองคนกำลังหลังขดหลังแข็งช่วยกันขนของ เมื่อเห็นเพื่อนมา เจี้ยนจวินที่อยู่ไกลออกไปก็ยกแขนขึ้นโบกไม้โบกมือทักทาย “หลินรอง!”
หลินซื่อเซิ่งเร่งฝีเท้าเดินเข้าไปหาพร้อมรอยยิ้ม “เป็นไงบ้างเพื่อน ชินกับงานหรือยัง”
งานแบกหามชั่วคราวนี้เป็นงานที่หลินซื่อเซิ่งหามาให้พี่น้องของเขาเอง แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แค่สองเดือน แต่ก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ทั้งเงินและประสบการณ์ ทั้งสามคนจึงยินดีและรู้สึกขอบคุณเพื่อนรักคนนี้อย่างมาก
โดยเฉพาะอู๋กั๋วต้งและเจี้ยนจวิน
ทั้งคู่มาจากกองพลการผลิตเดียวกับบ้านชิว ก่อนหน้านี้เคยช่วยหลินซื่อเซิ่งจับตาดูความเคลื่อนไหว ช่วยให้เพื่อนรักหย่าร้างได้สำเร็จ ทำให้บ้านชิวผูกใจเจ็บเป็นอย่างมาก และหลังจากนั้นครอบครัวของทั้งสองก็มีเรื่องกระทบกระทั่งกับบ้านชิวอีกหลายครา
ชายหนุ่มทั้งสองเป็นคนยึดมั่นในสหาย ไม่เคยเอ่ยปากบ่น แต่ครอบครัวของพวกเขากลับไม่ค่อยพอใจเท่าไรนัก
ทว่าความขุ่นข้องหมองใจเหล่านั้นก็เลือนหายไปกว่าครึ่ง หลังจากที่หลินซื่อเซิ่งหยิบยื่นงานที่หน่วยขนส่งนี้ให้
สองครอบครัวที่เคยห่อเหี่ยวพลันยืดอกขึ้นมาได้ ถึงขั้นบุกไปเยาะเย้ยถากถางที่หน้าบ้านชิวอย่างไม่เกรงกลัว จนบานปลายเป็นเรื่องลงไม้ลงมือกัน ว่ากันว่าคราวนั้นยายเฒ่าชิวถึงกับถูกกระชากผมหลุดไปทั้งกระจุก
แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน อู๋กั๋วต้งและเจี้ยนจวินไม่เคยเล่าให้หลินซื่อเซิ่งฟัง เขาจึงไม่เคยระแคะระคาย
เมื่อได้ยินคำถามของเพื่อน อู๋กั๋วต้งก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ชินแล้วสิเพื่อน มีอะไรให้ไม่ชินอีก อย่างอื่นพวกเราอาจจะไม่มี แต่ถ้าเป็นเรื่องพละกำลังล่ะก็มีเหลือเฟือ แบกกระสอบข้าวร้อยจินยังไม่สะทกสะท้าน งานขนของแค่นี้จิ๊บๆ”
เจี้ยนจวินยิ้มพลางทุบไหล่หลินซื่อเซิ่งเบาๆ “ขอบใจมากเพื่อน งานนี้ทำแล้วมันส์ดีว่ะ ฮ่าๆๆ”
หลินซื่อเซิ่งทุบไหล่เพื่อนกลับแล้วหัวเราะร่า “ตั้งใจทำกันล่ะ ถ้ามีโอกาสดีๆ แบบนี้อีก ฉันจะเรียกพวกนายแน่นอน”
ชายหนุ่มอีกคนจากกองพลการผลิตตงเฟิงเอ่ยขึ้น “งั้นฉันจะคอยนะ”
“ไม่ต้องห่วง ไม่ลืมนายอยู่แล้ว!” หลินซื่อเซิ่งรับคำ ก่อนจะนึกถึงธุระของตัวเองขึ้นมาได้
เขาหยิบกระติกน้ำร้อนใบใหม่ออกมาแกว่งไปมาในมืออย่างอวดๆ
“ทายซิว่านี่คืออะไร”
แน่นอนว่าอู๋กั๋วต้งและเพื่อนอีกสองคนย่อมไม่รู้ และพวกเขาไม่รู้เลยว่ากำลังจะเจอกับอะไร ไม่รู้เลยว่าเวลาคนเราจะอวดขึ้นมา มันน่าหมั่นไส้และน่าโมโหได้ขนาดไหน
“อะไรของนาย” เจี้ยนจวินถามด้วยความอยากรู้
“ดูไม่ออกหรือไง กระติกน้ำน่ะสิ” ใบหน้าของหลินซื่อเซิ่งเผยความภาคภูมิใจออกมาจนแทบจะล้น “น้องสาวฉันเห็นว่าฉันทำงานขับรถเหนื่อย เลยอุตส่าห์ไปหาซื้อมาให้!”
เจี้ยนจวินนิ่งไป อู๋กั๋วต้งก็เช่นกัน
ส่วนชายหนุ่มจากกองพลการผลิตตงเฟิงที่เติบโตมากับหลินเจาก็เอ่ยสมทบอย่างรู้งาน “ดูท่าจะแพงนะเนี่ย เจาเจานี่ใจกว้างจริงๆ”
หลินซื่อเซิ่งเชิดหน้าพยักพเยิด “ก็ไม่ถูกหรอก ของแบบนี้มีเงินก็ใช่ว่าจะซื้อได้นะ มันหายาก”
เขาไม่กล้าบอกความจริงว่ากระติกน้ำใบนี้เก็บความร้อนได้ดีเยี่ยมขนาดไหน เพราะกลัวว่าจะนำเรื่องเดือดร้อนมาให้ น้ำร้อนที่เทใส่ไว้ตั้งแต่เมื่อคืน พอมาเปิดดื่มตอนเช้าก็ยังร้อนลวกปาก ไม่ต่างอะไรกับกระติกน้ำร้อนที่บ้านเลยสักนิด
ชายหนุ่มคนนั้นรู้ดีว่าจะพูดยังไงให้ถูกใจเขาที่สุด จึงชงต่อ “พี่ซื่อชางยังไม่มีเลยใช่ไหมล่ะ”
“จิ๊ๆ เจาเจายังไงก็สนิทกับนายที่สุดอยู่แล้ว พี่ชายที่น้องไว้ใจแล้วก็ชอบที่สุดก็คือนายนั่นแหละ”
คำพูดนั้นทำให้ดวงตาของหลินซื่อเซิ่งทอประกายเจิดจ้า
“แน่นอนอยู่แล้ว” เขาตอบรับอย่างภาคภูมิใจ “เจาเจาน่ะไว้ใจฉันที่สุด ตอนน้องคบกับใครคนแรกที่รู้ก็คือฉันนี่แหละ”
ชายหนุ่มคนนั้นได้แต่คิดในใจ…
ถ้าเขาจำไม่ผิด ตอนนั้นเจาเจาไม่ได้ตั้งใจจะบอกเสียหน่อย แต่เพราะโดนเขาเจอเข้าโดยบังเอิญเลยจำต้องพูดออกมาไม่ใช่หรือไง
แถมตอนนั้นหลินรองยังไปคว้ามือเจาเจา จนแฟนของน้องที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเกือบซัดดั้งเขาหักอีกต่างหาก
หลินซื่อเซิ่งยังอวดไม่หนำใจ เริ่มสาธยายถึงยาและของกินที่น้องสาวเตรียมมาให้
“มีน้องสาวนี่มันดีจริงๆ! พวกนายดูสิ ยาพวกนี้เจาเจาเตรียมให้ฉันทั้งนั้น มียาทุกอย่างเลย ยาแพงจะตายไป แต่น้องฉันควักเงินซื้อให้แบบไม่เสียดายเลยสักนิด ยังมีของกินอีก ทั้งเนื้อแห้ง ทั้งหมาฮวา น้องสาวฉันทุ่มเทให้ฉันได้ทุกอย่างจริงๆ!”
อู๋กั๋วต้งกับเจี้ยนจวินได้แต่ยืนทำหน้าตาย
ทั้งสามสบตากัน ก่อนจะพร้อมใจกันผลักหลินซื่อเซิ่งที่เอาแต่พล่ามไม่หยุดออกไปให้พ้นทาง แล้วหยิบผ้าขนหนูเก่าซับเหงื่อที่คล้องคอ ก่อนจะหันหลังกลับไปทำงานต่อ
พวกเขาไม่มีน้องสาวเก่งกาจแบบนี้ อยากได้อะไรก็ต้องหาเงินซื้อเอง! ไม่เคยเจอใครขี้อวดเท่าหลินรองมาก่อนเลย น่ารำคาญชะมัด!
หลินซื่อเซิ่งไม่ได้ใส่ใจท่าทีเย็นชาของเพื่อนๆ เขาคิดเอาเองว่าทั้งหมดนั่นเป็นเพราะความอิจฉา
ชายหนุ่มถือข้าวของเดินจากไปอย่างอารมณ์ดีพลางฮัมเพลงอย่างมีความสุข มุ่งหน้าไปหาเป้าหมายใหม่ซึ่งก็คือบรรดาคนขับรถนั่นเอง
และหลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ใครก็ตามในหน่วยขนส่งที่เห็นหลินซื่อเซิ่งถือของเดินยิ้มร่ามาแต่ไกล เป็นต้องหาเรื่องปลีกตัวหนีกันจ้าละหวั่น
—ราชาแห่งการโอ้อวดเสด็จแล้ว ทุกคนเผ่นเร็ว!
...
เมื่อตะวันสายโด่ง หลินเจาจึงแต่งตัวให้ลูกๆ ทั้งสี่จนแน่นหนา สวมทั้งหมวกและผ้าพันคอพร้อมสรรพ ก่อนจะพากันกลับบ้านแม่
เธอขี่จักรยานโดยมีลูกแฝดเล็กนั่งซ้อนท้าย ส่วนกู้ชิงโจวไปยืมจักรยานของผู้ใหญ่บ้านมา โดยมีอวี้เป่าและเหิงเป่านั่งมาด้วย
“ไปหาคุณตากับคุณยายกันเถอะ!” เหิงเป่าซึ่งนั่งอยู่บนคานหน้ารถชูแขนขึ้นฟ้าแล้วตะโกนอย่างร่าเริง
ทว่าลมหนาวกลับตีสวนเข้าลำคอ จนเด็กชายสำลักและไอออกมาไม่หยุด
“แค่กๆๆ…”
หลินเจาขมวดคิ้วพลางเตือนลูกชาย “เหิงเป่า เอาผ้าพันคอปิดปากไว้ลูก อย่าตะโกนเสียงดัง เดี๋ยวลมเข้าคออีก”
ด้วยความที่นั่งอยู่ด้านหน้าโดยไม่มีสิ่งใดกำบัง พออ้าปากพูดลมจึงปะทะเข้าเต็มๆ แม้แดดจะออกแล้วแต่อากาศก็ยังคงเย็นอยู่
“ค้าบ!” เหิงเป่ารับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจะดึงผ้าพันคอขึ้นมาปิดปากและจมูกจนเหลือแต่ดวงตากลมโต
เขาอยู่ในชุดเสื้อนวมสีดำยาวคลุมเข่า รูปทรงคล้ายเสื้อโค้ทผ้าวูลตัวเล็ก กระดุมสองแถว ด้านในสวมเสื้อไหมพรมกันหนาว ยิ่งขับให้ดูน่ารักน่าเอ็นดู บนศีรษะมีหมวกไหมพรมสีดำเข้าชุด ช่วยขับเน้นให้ใบหน้าสะอาดสะอ้านหมดจด เป็นเด็กชายที่ใครเห็นเป็นต้องเอ็นดู
หลินเจาเป็นคนรักสวยรักงาม เธอจึงมักจะจับลูกๆ ทั้งสี่คนแต่งตัวให้ดูสะอาดสะอ้าน ทันสมัยและน่ารักอยู่เสมอ
กู้ชิงโจวขี่จักรยานมาเงียบๆ ตลอดทาง เมื่อส่งหลานๆ ถึงปากทางเข้าหมู่บ้านตงเฟิง เขาก็นัดแนะเวลามารับให้เรียบร้อย ก่อนจะขี่จักรยานกลับกองพลโดยไม่ได้แวะเข้าไปในหมู่บ้าน
ต้าตั้นและพรรคพวกรู้ข่าวว่าคุณอาจะกลับมา จึงพากันมารอรับที่ปากทางเข้าหมู่บ้านตั้งแต่เช้า
ทันทีที่เห็นอาหลานขี่จักรยานมาแต่ไกล เด็กๆ ก็พากันวิ่งกรูเข้าไปหา
“คุณอา อวี้เป่า เหิงเป่า มากันแล้วเหรอครับ หนาวไหม รีบเข้าบ้านกันเถอะครับคุณอา ผมช่วยเข็นรถให้นะ” ต้าตั้นรับจักรยานจากหลินเจาไป แล้วเข็นรถที่มีเชียนเป่าและเหยาเป่านั่งอยู่มุ่งหน้ากลับบ้านอย่างแข็งขัน
เอ้อร์ตั้นที่อยู่ข้างๆ ก็แกล้งทำหน้าทะเล้นใส่เหยาเป่า
เด็กหญิงหัวเราะเอิ๊กอ๊าก
เธอน่ารักน่าชังในชุดเสื้อนวมสีแดงและหมวกไหมพรมสีเดียวกัน ผิวขาวอมชมพูดูสุขภาพดี เวลาหัวเราะดวงตากลมโตจะหยีลงเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ช่างน่ารักน่าเอ็นดูจนใจแทบละลาย
“เหยาเป่าสวยขึ้นอีกแล้วนะ” เอ้อร์ตั้นเอ่ยชม
พอได้ยินว่ามีคนชม หนูน้อยก็หยิบคุกกี้ชิ้นเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ส่งให้เขา
เอ้อร์ตั้นรับมาด้วยความประหลาดใจ “ให้พี่เหรอ”
เหยาเป่าที่มีขนตายาวงอนเป็นแพค่อยๆ สั่นไหว หันหน้าหนี ไม่ยอมมองหน้าพี่ชาย
หลินเจาเอื้อมมือไปบีบปอมปอมบนหมวกของลูกสาวเบาๆ “เหยาเป่าให้คุกกี้พี่เอ้อร์ตั้นด้วย ใจกว้างจังเลยค่ะ”
หนูน้อยเหยาเป่าใช้มืออูมๆ ปิดหน้า แล้วแอบมองแม่ลอดผ่านง่ามนิ้ว เหมือนกำลังเล่นซ่อนหา
“เหยาเป่าน่ารักจัง” สี่เป่าร้องออกมาอย่างตื่นเต้น
เซวียนเซวียนกับเจิงเจิงพยักหน้าเห็นด้วย ทั้งสองอยากจะลองจับแก้มยุ้ยๆ ของเหยาเป่าดูสักครั้ง
แล้วทั้งหมดก็เดินกลับถึงบ้านหลินในเวลาไม่นาน
เฉินอวี่ซึ่งท้องแก่ใกล้คลอดเต็มที พอเห็นน้องสามีพาลูกๆ กลับมาก็พยุงตัวลุกขึ้น
“เจาเจากลับมาแล้วเหรอลูก”
สี่เป่าเห็นแล้วก็ใจหาย รีบวิ่งเข้าไปประคอง “แม่คะ อย่าเพิ่งลุกสิคะ”
“ไม่เป็นไรหรอก” เฉินอวี่มองลูกสาวที่ทำตัวเป็นแม่บ้านตัวน้อยอย่างจนใจ “แม่คลอดมาสองท้องแล้ว รู้ว่าควรทำตัวยังไง ไม่ต้องกังวลเกินไปหรอกลูก”
[จบบท]