บทที่ 490: สำเนาถูกต้อง
หลินเจาพอจะนึกภาพออกว่าชีวิตวัยเด็กของพ่อคงจะสุขสบายและได้รับการเอาใจใส่ไม่น้อย การที่ท่านเติบโตมาในยุคสมัยเก่าแต่กลับมีความคิดเปิดกว้างเช่นนี้นับเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง
ซ่งซีเวยส่งแก้วเคลือบบรรจุน้ำพุทราจีนอุ่นๆ ให้ลูกสาว ก่อนจะเอ่ยถามเรียบๆ “...แล้วนี่ไปหาลุงเขามาแล้วใช่ไหม”
“ค่ะ หนูเอาเห็ดไปให้” หลินเจารับมาประคองไว้ในสองมือ ก่อนจะยื่นปากเป่าเบาๆ แล้วจิบเล็กน้อย ความหอมหวานของพุทราจีนก็อบอวลไปทั่วทั้งปาก
หญิงสาวเผยรอยยิ้มสดใส “แม่ได้ข่าวแล้วใช่ไหมคะ เรื่องที่กองพลการผลิตของเราปลูกเห็ดได้น่ะ”
“ได้ยินแล้ว ทั่วทุกกองพลการผลิตรู้กันหมดแล้วล่ะ”
หลินเจาเชิดคางขึ้นอย่างภูมิใจ “ก็คู่มือการเพาะเห็ดนั่นหนูเป็นคนให้ไปเองนี่คะ”
ซ่งซีเวยกล่าวชม “ไปเจอมาจากสถานีรับซื้อของเก่าเหรอ ลูกนี่โชคดีจริงๆ หนังสือที่หามาได้มีประโยชน์มากเลยนะ”
บัดนี้ลูกชายทุกคนต่างก็มีงานการที่มั่นคง หลินเฮ่อหลิงเองก็ความจำกลับมาเป็นปกติแล้ว ส่วนซ่งซีเวยก็มีรายได้จากการล่าสัตว์ ทำให้ฐานะของครอบครัวหลินไม่ขัดสนอีกต่อไป แม้พวกเขาจะไม่ได้คาดหวังรายได้เล็กๆ น้อยๆ จากการเพาะเห็ด แต่ก็ดีใจที่คนในหมู่บ้านจะมีช่องทางทำกินเพิ่มขึ้น
เมื่อชาวบ้านมีเงินทองในมือ ก็จะเลิกจับจ้องชีวิตคนอื่น หรือคิดทำเรื่องไม่ดี
หลินเจาเองก็มีความเห็นไม่ต่างกัน นั่นคือเหตุผลแรกที่เธอมอบเทคนิคการเพาะเห็ดให้แก่พ่อสามี เพราะรู้ดีว่าความอิจฉาริษยาของมนุษย์นั้นน่ากลัวเพียงใด การมีงานให้ทำ มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกทาง จะช่วยให้จิตใจของผู้คนในหมู่บ้านสงบสุขและสมดุลมากขึ้น
“เจาเจาฉลาดหลักแหลมมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว แถมสายตายังเฉียบคม ของดีๆ ที่ไหนก็รอดพ้นสายตาลูกไปไม่ได้หรอก การหาของมีค่าเจอจึงไม่ใช่เรื่องแปลก” หลินเฮ่อหลิงกล่าวด้วยความเชื่อมั่นในตัวลูกสาวเสมอมา
คำชมนั้นทำให้หลินเจายิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจ แต่เมื่อบทสนทนาเปลี่ยนไปเป็นเรื่องของชิวเหลียน เธอก็หุบยิ้มลงทันที
“พี่รองเล่าว่าอดีตพี่สะใภ้ของหนูเกิดเรื่องขึ้น แต่หนูไม่ได้ซักไซ้รายละเอียดต่อ พ่อคะ แม่คะ พอจะทราบไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
สองสามีภรรยามองหน้ากัน พวกเขารู้เรื่องราวเป็นอย่างดี
ซ่งซีเวยจึงเล่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ก็หลังจากที่ผู้หญิงคนนั้นแต่งงานกับชาวเขาไป ชีวิตบนนั้นมันลำบากตรากตรำ เธอคงทนอยู่ไม่ไหว เลยไปขอแยกทางกับสามี แต่คนบนเขาหาภรรยายากจะตายไป เขาคงไม่ใจดีเหมือนคนบ้านเราหรอก เลยปฏิเสธ ลูกสาวบ้านชิวนิสัยอย่างนั้นมีหรือจะยอมอยู่อย่างสงบ เที่ยวก่อเรื่องไม่หยุดหย่อน ฝ่ายชายเองก็ไม่ใช่คนดีเด่อะไร เลยทำร้ายทุบตีเธออยู่บ่อยครั้ง”
“พอเวลาผ่านไปครึ่งเดือน ชิวเหลียนก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เลยยื่นข้อเสนอให้สามีว่าจะยอมคืนเงินสินสอดทั้งหมดให้ แถมจะให้เงินเพิ่มอีก 20 หยวน ขอแค่ให้เขาพาเธอกลับลงมาจากภูเขา...”
คนนอกที่ขึ้นไปบนเขาแล้วใช่ว่าจะลงมาเองได้ง่ายๆ หากไม่มีคนนำทางขืนเดินทางโดยพลการอาจถึงแก่ชีวิตได้ การเจรจาต่อรองของชิวเหลียนจึงนับว่าเป็นทางเลือกที่ฉลาดแล้ว
“แล้วเกิดอะไรขึ้นต่อคะ” หลินเจารู้สึกใจคอไม่ดี
ยังไม่ทันที่มารดาจะได้เอ่ยปาก เธอก็คาดเดาเรื่องราวต่อไปด้วยตัวเอง “ผู้ชายคนนั้นพาเธอลงมา แต่เธอกลับคำไม่ยอมจ่ายเงิน สุดท้ายก็เลยถูกเขาผลักตกหน้าผาไปใช่ไหมคะ”
ซ่งซีเวยเหลือบมองลูกสาว “ก็ทำนองนั้นแหละ”
หลินเจาถึงกับพูดอะไรไม่ออก เธอไม่รู้ว่าควรจะแสดงสีหน้าแบบไหนออกมาดี เงินทองจะมีค่าไปกว่าชีวิตได้อย่างไรกัน
แต่เมื่อคิดดูอีกที...นี่ก็สมกับเป็นนิสัยของชิวเหลียนดีแล้ว ผู้หญิงที่เห็นแก่เงินยิ่งกว่าชีวิต
เธอรู้มาตลอดว่าชิวเหลียนไม่เคยจริงใจกับครอบครัวหลิน ทั้งยังคอยระแวงแม้กระทั่งครอบครัวของตัวเองและเตรียมทางหนีทีไล่ไว้เสมอ แต่ใครจะคิดว่าสุดท้ายแล้วเธอจะต้องมาจบชีวิตลงเพราะทางหนีทีไล่ที่ตัวเองวางไว้ ช่างเป็นเรื่องที่น่าเวทนาจนไม่รู้จะสรรหาคำพูดใดมาบรรยาย
หลินเจาเหลือบมองออกไปนอกตัวบ้าน “แล้ว...เซวียนเซวียนกับเจิงเจิงรู้เรื่องหรือยังคะ พวกแกคงไม่ได้ร้องไห้ใช่ไหม”
“รู้แล้ว” ซ่งซีเวยตอบด้วยแววตาที่ซับซ้อน “แต่จะร้องไห้ทำไมกัน ไม่มีอะไรน่าร้องไห้สักหน่อย”
“เซวียนเซวียนร้อง” หลินเฮ่อหลิงแย้งขึ้น “แต่เจิงเจิงไม่ร้อง พ่อลุกขึ้นมากลางดึกเลยได้ยิน”
“หนูว่าแล้ว” แววตาของหลินเจาฉายความเห็นใจ “เซวียนเซวียนน่ะใจอ่อนเป็นปุยนุ่น แค่คนแก่ในหมู่บ้านเสียชีวิตแกยังร้องไห้เลย ถึงแม้ผู้หญิงคนนั้นจะใจร้ายกับลูกตัวเองแค่ไหน แต่ก็เป็นคนที่ให้กำเนิดมา เซวียนเซวียนคงจะเสียใจมาก”
“เสียใจครั้งนี้ก็พอแล้ว ต่อไปจะไม่มีเรื่องให้ต้องเสียใจอีก” หลินเฮ่อหลิงมองการณ์ไกล เขารู้ดีว่าการมีแม่เช่นนั้นมีแต่จะนำภัยมาสู่หลินเซวียนและหลินเจิง ถ้าจะให้พูดอย่างไม่เห็นใจนัก การที่ผู้หญิงคนนั้นจากไปก็นับว่าเป็นเรื่องดีสำหรับหลานสาวของพ่อแล้ว
หลินเจาพยักหน้าเห็นด้วย “ค่ะ ต่อจากนี้ไป พวกแกจะได้พบเจอแต่อนาคตที่ดี”
ว่าแล้วเธอก็หยิบกระเป๋าที่ถือติดมือมาด้วยขึ้นมา “หนูถักเสื้อไหมพรม หมวก แล้วก็ผ้าพันคอให้หลานๆ เดี๋ยวจะเอาไปให้พวกแกค่ะ”
ซ่งซีเวยเหลือบมองกระเป๋าใบโตที่พองจนแทบปริ “นี่เตรียมมาให้ทุกคนเลยเหรอ”
“แน่นอนสิคะ จะปล่อยให้พวกต้าตั้นคิดว่าหนูเป็นอาที่ลำเอียงไม่ได้เด็ดขาด” หลินเจาตอบอย่างมั่นใจ ของพวกนี้เธอถักไว้ในช่วงที่ว่างจากการทำงานที่สหกรณ์เพื่อฆ่าเวลา ไม่เพียงแก้เบื่อแต่ยังได้ฝึกฝนลายถักใหม่ๆ อีกหลายลายด้วย
“ก็ให้มันกล้าคิดสิ” ซ่งซีเวยสวนกลับอย่างไว้ท่าที เด็กๆ ที่หลินเฮ่อหลิงอบรมสั่งสอนมาล้วนเป็นเด็กมีเหตุผล
หลินเจาได้แต่เม้มริมฝีปากอมยิ้ม ก่อนจะหิ้วกระเป๋าบรรจุเสื้อไหมพรมเดินไปยังบ้านข้างเคียง
เมื่อเด็กๆ ทั้งหลินต้าตั้นและน้องๆ ได้รับชุดสามชิ้นเป็นของตัวเอง ดวงตาของทุกคนก็เปล่งประกายเจิดจ้าดุจดวงตะวัน
หลินสี่เป่ากอดชุดของขวัญไว้แนบอกพลางส่งยิ้มหวานให้อา “อาเล็กคะ อาไปเอาไหมพรมมากมายขนาดนี้มาจากไหนกัน แม่หนูบ่นอยากจะถักเสื้อให้ตั้งนานแล้ว แต่ก็หาไหมพรมไม่ได้สักที แล้วทำไมอาถึงมีเยอะขนาดนี้ล่ะคะ”
หลินเจาเอื้อมมือไปหยิกแก้มยุ้ยของหลานสาวเบาๆ แล้วย้อนถาม “แล้วอาทำงานอยู่ที่ไหนล่ะ”
“...ที่สหกรณ์การค้าและการตลาดค่ะ” หลินสี่เป่าตอบฉะฉาน ดวงตาเป็นประกายวาววับราวกับนึกอะไรขึ้นได้ “หนูรู้แล้ว ต้องเป็นสินค้ามีตำหนิที่อาซื้อมาแน่ๆ เลยใช่ไหมคะ” ในความคิดของเด็กหญิง มีเพียงของมีตำหนิเท่านั้นที่จะหาซื้อมาได้ในปริมาณมากเช่นนี้
หลินเจาเพียงแค่ยิ้มรับโดยไม่ตอบคำถาม
หลินเจิงเองก็กอดชุดของเธอไว้แน่น บนใบหน้าที่เคยเรียบเฉยอยู่เป็นนิจ บัดนี้กลับปรากฏรอยยิ้มจางๆ
“ขอบคุณค่ะอาเล็ก”
หลินเจานึกกังวลว่าหลานสาวทั้งสองอาจจะคิดมาก จึงรีบพูดพลางส่งยิ้มให้ “พ่อของพวกหนูจ่ายเงินค่าไหมพรมให้อาแล้วนะจ๊ะ”
ความจริงแล้วเด็กทั้งสองรู้เรื่องนี้ดี เพราะเมื่อคืนพ่อของพวกเธอกลับมาเล่าให้ฟังหมดแล้ว ทั้งเรื่องที่อาเล็กเตรียมของใช้ให้มากมาย รวมถึงยาแผนโบราณล้ำค่าที่ช่วยให้พวกเธอคลายความกังวลใจจนนอนหลับสนิทได้ตลอดคืน
“พวกหนูรู้ค่ะว่าอาเล็กดีกับพวกเรามาก” หลินเซวียนกระซิบเสียงเบาพร้อมกับขยับกายเข้าซบอาอย่างรักใคร่
ช่วงนี้สองพี่น้องดูมีน้ำมีนวลขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เส้นผมสีน้ำตาลซีดเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำขลับ บนศีรษะประดับด้วยยางรัดผมที่อาเป็นคนมอบให้ เผยให้เห็นเค้าความงามอันเป็นเอกลักษณ์ของคนในตระกูลหลิน
หลินเจาโอบกอดหลานสาวไว้ “พอแก้มอิ่มๆ แบบนี้แล้วยิ่งดูสวยขึ้นเป็นกองเลยนะ”
หลินเซวียนเงยหน้าขึ้นสบตาอา “หนูไม่สวยหรอกค่ะ อาต่างหากที่สวย” เด็กสาวถูกชิวเหลียนกดขี่ข่มเหงมาตั้งแต่จำความได้ แม้จะหน้าตาน่ารักและเรียนดี แต่กลับขาดความมั่นใจในตัวเองอย่างสิ้นเชิง
“ใครว่าล่ะ” หลินเจาประคองใบหน้าของหลานสาวขึ้น สบตาอย่างจริงจัง “คนโบราณเขาว่าหลานสาวมักจะหน้าตาเหมือนอา ทั้งหนู เจิงเจิง แล้วก็สี่เป่า ต่างก็เหมือนถอดแบบมาจากอาไม่มีผิดเพี้ยน แล้วจะไม่สวยได้ยังไงกัน”
เมื่อต้นฉบับงดงามแล้ว สำเนาย่อมไม่มีทางผิดพลาด
“มั่นใจในตัวเองหน่อยสิลูก หนูสวยมากจริงๆ ดูดวงตากับคิ้วนี่สิ สวยขนาดไหน”
แก้มของหลินเซวียนร้อนผ่าวขึ้นมาทันที ดวงตาของเธอทอประกายแห่งความหวัง
หลินสี่เป่าที่นั่งเท้าคางฟังอยู่ก็เอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้น “แปลว่าหนูก็หน้าเหมือนอาเล็กน่ะสิคะ”
“...ใช่แล้วจ้ะ”
เพียงได้รับคำยืนยันจากอา หลินสี่เป่าก็ดีใจจนกระโดดโลดเต้นไปมาแล้วหัวเราะเสียงใส “เย้ ดีใจจังเลย”
หลินเจาอดหมั่นเขี้ยวไม่ได้จึงเอื้อมมือไปขยี้ผมหลานสาวจนยุ่งเหยิง ทำเอาเจ้าตัวเล็กต้องร้องประท้วง “อาเล็กคะ ผมหนูยุ่งหมดแล้ว”
เด็กหญิงกลอกตาไปมาครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นออดอ้อน “อาเล็กขา เดี๋ยวหนูไปเปลี่ยนเสื้อไหมพรมก่อนนะคะ แล้วอาช่วยถักเปียให้หนูได้ไหมคะ”
“จ้ะ” หลินเจารับคำทันที
หลินสี่เป่าดีใจจนเนื้อเต้น รีบจูงมือสองพี่น้องหลินเซวียนและหลินเจิงกลับห้องเพื่อไปเปลี่ยนชุดใหม่ทันที
...
ช่วงบ่ายของวันเดียวกัน กู้ชิงโจวขี่จักรยานมาที่กองพลการผลิตตงเฟิงเพื่อรับอวี้เป่าและเหิงเป่ากลับบ้านตามเวลานัดหมาย
หลินเจาจึงพาลูกๆ เดินทางกลับกองพลการผลิตของตน
ขณะที่จักรยานทั้งสองคันยังอยู่ห่างจากปากทางเข้าหมู่บ้านพอสมควร เสียงเอะอะโวยวายก็ดังแว่วมาแต่ไกล เป็นเสียงจอแจที่ฟังดูสับสนวุ่นวาย
“อย่ามุงกันสิ! มีคนตายนะ!”
[จบบท]