บทที่ 498: กงกรรมกงเกวียน
เฒ่าจ้าวแหกปากร้องลั่น ชี้หน้าชายหนุ่มที่เพิ่งช่วยพยุงร่างโชกฝนของตัวเองกลับมาส่งถึงหมู่บ้าน “เร็วเข้า พวกเรา ช่วยกันจับมันไว้ มันผลักฉันล้ม ต้องจ่ายค่าเสียหาย อย่างน้อยต้อง 5 หยวน ถ้าไม่จ่ายก็อย่าหวังว่าจะได้ออกไปจากที่นี่”
ชาวบ้านที่หลบฝนอยู่ใต้ชายคาเดียวกันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ชื่อเสียงของเฒ่าจ้าวในหมู่บ้านนี้เป็นที่รู้กันดีว่าเหม็นเน่ายิ่งกว่าอะไร
ท่ามกลางความลังเลของทุกคน ชายหนุ่มผู้โชคร้ายก็หมดความอดทน ความหวังดีของเขาถูกตอบแทนด้วยการใส่ร้ายป้ายสีอย่างหน้าไม่อาย เขาซัดหมัดเข้าที่หน้าของชายแก่ฉาดใหญ่ คว้างอบใบลานของตัวเองคืนมา แล้วออกตัววิ่งฝ่าสายฝนหนีไปทันที
เขาวิ่งไปพลาง ตะโกนก้องไปด้วยความคับแค้นใจว่า “ทำดีไม่ได้ดีจริงๆ คนแก่อย่างลุงต้องเจอดีเข้าสักวัน”
“เฮ้ย ของของฉัน” เฒ่าจ้าวร้องเสียงหลงเมื่อเห็นชายหนุ่มคว้างอบไป แต่ก็ทำได้เพียงมองตามแผ่นหลังของอีกฝ่ายที่ลับหายไปกับม่านฝนอย่างรวดเร็ว
ชายแก่หันมาตวาดใส่ชาวบ้านที่ยังยืนนิ่ง “มัวยืนบื้อกันอยู่ทำไมเล่า ไม่รีบไปลากคอมันกลับมา มันเอาของของฉันไปนะ”
“จะให้ไล่ตามยังไงล่ะลุง ฝนตกหนักขนาดนี้ พื้นก็เละเป็นโคลน แถมเขาวิ่งเร็วซะขนาดนั้น” ชายหนุ่มคนหนึ่งในกลุ่มเอ่ยขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ
เจ้าของบ้านที่ให้ทุกคนหลบฝนอยู่พยักหน้าเสริม “ใช่ๆ ตามไปตอนนี้คงไม่ทันแล้วล่ะ”
ที่จริงแล้ว ไม่มีใครเชื่อคำพูดของเฒ่าจ้าวเลยสักคนเดียว ทุกคนต่างคิดว่าชายแก่ใจร้ายคนนี้คงคิดจะขูดรีดเงินจากชายหนุ่มผู้มีน้ำใจคนนั้นแน่ๆ เป็นคนแก่ที่จิตใจสกปรกจนน่ารังเกียจ พวกเขาไม่มีทางปล่อยให้คนดีๆ ต้องมาเจ็บช้ำน้ำใจเพราะคนพรรค์นี้เด็ดขาด ไม่ตามเด็ดขาด
“ช่างมันเถอะน่าลุง คิดซะว่านั่นเป็นของตอบแทนน้ำใจที่เขาอุตส่าห์แบกลุงกลับมาส่งก็แล้วกัน” ชายเจ้าของบ้านเอ่ยตัดบท
เฒ่าจ้าวได้ฟังก็โกรธจนตัวสั่นเทา “นั่นมันของที่ลูกสาวฉันให้มาต่างหาก” เขาล้มตัวลงนอนกับพื้น ร่างกายร้อนรุ่มด้วยพิษไข้ ใบหน้าและดวงตาแดงก่ำราวกับคนเมาสุรา
คำว่า ‘ให้มา’ ทำให้ทุกคนที่ได้ยินต่างลอบหัวเราะเยาะอยู่ในใจ
คงจะไปแย่งเขามามากกว่าล่ะมั้ง
“แล้วจะให้ทำยังไงได้ล่ะ ในเมื่อเขาวิ่งหนีไปแล้ว” ชายหนุ่มคนเดิมยักไหล่ ท่าทีและคำพูดของเขากวนโทสะอย่างร้ายกาจ “พวกเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใครมาจากไหน วิ่งไปทางไหนก็ไม่เห็น จะให้ไปตามหาที่ไหนกัน นอกจากทำใจแล้วก็ไม่มีทางอื่นแล้วล่ะ”
คำพูดแต่ละประโยคของชายหนุ่มทิ่มแทงใจดำเฒ่าจ้าว ประกอบกับพิษไข้ที่รุมเร้า ทำให้เลือดในกายสูบฉีดขึ้นไปเลี้ยงสมองไม่ทัน ภาพตรงหน้าพลันมืดดับวูบไป
“อ้าวเฮ้ย สลบไปแล้ว” ชายหนุ่มตกใจจนหน้าซีดเผือดเมื่อเห็นว่าตนเป็นต้นเหตุ
เจ้าของบ้านรีบเข้าไปนั่งยองๆ ใช้ปลายนิ้วกดลงบนร่องระหว่างจมูกกับริมฝีปากของเฒ่าจ้าว พลันต้องอุทานออกมาเมื่อสัมผัสได้ถึงความร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างกาย “ตัวร้อนจี๋เลย เป็นไข้หนักแน่ๆ”
ชาวบ้านจึงช่วยกันหามร่างไร้สติของเฒ่าจ้าวกลับไปส่งที่บ้าน ช่วยกันถอดเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มออก แล้วห่มทับด้วยผ้าห่มเก่าคร่ำคร่าส่งกลิ่นอับ ก่อนจะต้มยาสมุนไพรพื้นบ้านกรอกปากให้
“เราต้องไปตามเจ้าหน้าที่สาธารณสุขไหม” ชายหนุ่มคนนั้นนึกถึงคำพูดของเฒ่าจ้าวที่ว่าเจ็บเอวขึ้นมาได้
แต่เพื่อนบ้านอีกคนกลับส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน
“ฝนตกหนักขนาดนี้จะไปตามใครได้ แล้วที่สำคัญ ถ้าตามมาจริงๆ ใครจะเป็นคนจ่ายค่ารักษา นายจะจ่ายเหรอ”
ชายหนุ่มรีบโบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน “ไม่เอาด้วยหรอก ผมไม่มีเงินสักหน่อย”
ชายอีกคนมองเขาด้วยสายตาที่บ่งบอกว่า ‘ก็นั่นแหละ’ ก่อนจะส่ายศีรษะ สวมงอบของตนแล้วเดินจากไปอย่างไม่ไยดี เมื่อเห็นดังนั้น ชายหนุ่มคนอื่นๆ ก็รีบปิดประตูบ้านของเฒ่าจ้าว แล้วแยกย้ายกันกลับไปทันที
อาการบาดเจ็บที่แผ่นหลังของเฒ่าจ้าวจึงถูกปล่อยปละละเลยไปโดยสิ้นเชิง
เมื่อสติกลับคืนมาในเช้าวันรุ่งขึ้น เขากลับพบความจริงอันน่าสยดสยอง ร่างกายท่อนล่างของเขาไม่ขยับเขยื้อน ไม่มีความรู้สึกใดๆ อีกต่อไปแล้ว
หลังจากทนทุกข์ทรมานมาตลอดทั้งคืน ใบหน้าของชายแก่ก็ซีดเผือดไร้สีเลือด ไม่เหลือเค้าความแข็งแรงในวันวาน สภาพไม่ต่างอะไรกับสุนัขป่าที่ถูกถลกหนัง
เขากรีดร้องโหยหวน ขว้างปาข้าวของจนกระจัดกระจาย แต่ก็ไร้ประโยชน์
ลูกสาวแท้ๆ ก็เหินห่างเพราะเคยถูกเขาทารุณกรรมมาตลอด นอกจากวันปีใหม่แล้วก็ไม่เคยคิดจะเหยียบย่างมาหา เพื่อนบ้านต่างก็เก็บตัวอยู่ในบ้านของตัวเอง ท่ามกลางเสียงฝนที่ยังคงตกพรำๆ ใครเล่าจะได้ยินเสียงร้องของเขา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะมีใครมาเยี่ยมเยียนคนนิสัยเสียเช่นนี้
เฒ่าจ้าวรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ กระเสือกกระสนจนตกจากเตียง ก่อนจะคลานไปที่ประตูอย่างทุลักทุเล มือสั่นเทาคว้าท่อนไม้ใกล้ตัวได้ท่อนหนึ่ง แล้วเริ่มทุบประตูสุดแรงเกิด
ปัง ปัง ปัง
เสียงทุบประตูดังขึ้นเป็นจังหวะไม่หยุดหย่อน
ในที่สุด ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านนอก ประตูบ้านของเขาถูกเคาะตอบกลับมาเบาๆ
“เฒ่าจ้าว อยู่ข้างในหรือเปล่า”
พิษไข้เล่นงานเฒ่าจ้าวตลอดทั้งคืน ร่างกายขาดน้ำจนริมฝีปากแห้งแตกเรี่ยวแรงหดหาย แม้แต่จะเปล่งเสียงก็ยังยากลำบาก
เขาพยายามส่งเสียงร้องเรียก แต่สิ่งที่ออกมากลับเป็นเพียงเสียงแหบพร่าฟังไม่ศัพท์
ชายแก่จึงทำได้เพียงทุบประตูต่อไป
คนที่ยืนอยู่ด้านนอกขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
หลังจากลังเลอยู่พักใหญ่ ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจผลักประตูเข้าไป แล้วก็ต้องตกใจกับภาพที่เห็น เฒ่าจ้าวนอนฟุบอยู่กับพื้นในสภาพมอมแมมเนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลน
“เฒ่าจ้าว นี่เป็นอะไรไป” เขารีบปรี่เข้าไปดู
เฒ่าจ้าวไม่มีแรงแม้แต่จะพูด ได้แต่ยกนิ้วที่สั่นเทาชี้ไปที่บั้นเอวของตัวเอง
เพื่อนบ้านคนนี้พอจะสนิทสนมกับเฒ่าจ้าวอยู่บ้าง เขาจึงบอกให้ชายแก่รอสักครู่ ก่อนจะวิ่งไปตามลูกชายของตนมาช่วยกันพยุงร่างของเฒ่าจ้าวกลับขึ้นไปนอนบนเตียง แล้วจึงสั่งให้ลูกชายรีบไปตามเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำหมู่บ้านมาดูอาการ
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในยุคนี้ส่วนใหญ่ผ่านการอบรมเพียงไม่กี่เดือนก็ถูกส่งมาประจำการ ความรู้และประสบการณ์จึงมีจำกัด เมื่อต้องเจอกับอาการหนักหนาสาหัสของเฒ่าจ้าว แน่นอนว่าเกินกำลังความสามารถของเขา
แต่เขาก็ไม่ได้ทำอะไรบุ่มบ่าม เพียงสั่งยาแก้ไข้และยาแก้ปวดบรรเทาอาการเบื้องต้น พร้อมกับแนะนำอย่างจริงจังว่าควรพาผู้ป่วยไปตรวจอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลในอำเภอ
แต่คนอย่างเฒ่าจ้าวหรือจะยอมควักเงินที่ตัวเองงกเก็บมาทั้งชีวิตไปกับการรักษาพยาบาลง่ายๆ ในยามนี้ คนที่เขานึกถึงกลับเป็นเหล่าลูกสาวที่ตัวเองไม่เคยเหลียวแล
…
ความคิดดำมืดผุดขึ้นในใจของจ้าวลิ่วเหนียงทันทีที่ได้ยินข่าว ทำไมมันไม่ล้มหัวฟาดพื้นตายไปซะเลยนะ คนชั่วช้าแบบนั้นสมควรมีชีวิตอยู่เพื่อสร้างความเดือดร้อนให้ลูกๆ อย่างพวกเธอต่อไปอีกหรือ สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรมเลยจริงๆ
เธอหาข้ออ้างส่งๆ ไล่คนที่มาส่งข่าวกลับไป แล้วทำทีเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ก้มหน้าก้มตาทำงานบ้านของตัวเองต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ในเมื่ออวี๋อวี้ก็ยังเล็ก ส่วนไหลเม่ยก็เพิ่งจะโดนทำร้ายมา เธอจะหาเวลาที่ไหนไปดูแลคนอื่นได้
หลินเจาทราบข่าวนี้จากแม่กู้ระหว่างที่ท่านมาช่วยงานที่บ้าน
“แม่คะ พี่รองคงไม่กลับไปใช่ไหมคะ”
“ไม่กลับหรอกลูก” แม่กู้ตอบพลางขยับมือเย็บผ้าห่มอย่างคล่องแคล่ว “ไหลเม่ยโดนทำร้ายซะขนาดนั้น ถ้ายังกลับไปอีกก็ถือว่าโง่เต็มทนแล้ว พี่สะใภ้ของลูกบอกว่าต่อไปนี้จะถือซะว่าตัวเองไม่มีบ้านพ่อแม่อีกแล้ว”
นอกจากจะมีคนมาแจ้งข่าวการตายของใครสักคน ไม่อย่างนั้นเธอจะไม่มีวันเหยียบกลับไปที่บ้านนั้นอีกเป็นอันขาด
“ค่ะ” หลินเจาพยักหน้ารับเบาๆ ไม่ได้แสดงความเห็นใดๆ เพิ่มเติม เธอนับถือการตัดสินใจของพี่สะใภ้รองที่เด็ดเดี่ยวและมีเหตุผล
ชั่วครู่เดียว ผ้าห่มผืนหนาก็เย็บเสร็จเรียบร้อยด้วยฝีมืออันชำนาญของแม่กู้
“ผืนนี้เสร็จแล้ว จะให้แม่เอาไปวางไว้ไหนล่ะ”
“ส่งมาให้ฉันเลยค่ะ เดี๋ยวฉันเอาไปเก็บในตู้เอง รอให้อากาศหนาวกว่านี้อีกหน่อยค่อยเอาออกมาใช้” หลินเจารับผ้าห่มผืนใหม่ที่ยังอุ่นๆ มาถือไว้
แม่กู้พับผ้าห่มอย่างเรียบร้อยก่อนส่งให้ลูกสะใภ้ เมื่อหลินเจาเดินเอาผ้าห่มไปเก็บแล้ว ท่านจึงหันมายิ้มกับหลานชายฝาแฝด “แม่ของพวกหนูนี่ใส่ใจพวกหนูจริงๆ เลยนะ ดูสิ ผ้าห่มผืนหนาขนาดนี้ หนักตั้ง 6 จิน ต่อให้หิมะตกหนักแค่ไหน พวกหนูสองคนก็ไม่ต้องกลัวหนาวแล้ว”
เด็กแฝดทั้งสองห่มผ้าห่มผืนบางอยู่ เมื่อถึงฤดูหนาวก็จะได้เอาผ้าห่มผืนหนานุ่มนี้มาห่มทับ คงจะอบอุ่นจนแทบไม่อยากลุกจากเตียง
อวี้เป่าเคยได้สัมผัสความหนานุ่มของผ้าห่มผืนใหม่แล้ว และนั่นก็ทำให้เขาเลิกหวาดกลัวความหนาวเหน็บของฤดูหนาวไปเลย
“อิอิ แม่ของผมใจดีที่สุดในโลกเลย คุณย่าก็ใจดีที่สุดเหมือนกันครับ” เด็กน้อยประคองแก้วเคลือบในมือน้อยๆ ค่อยๆ จิบเครื่องดื่มรสหวานหอมอย่างมีความสุข
ส่วนเหิงเป่าที่ฉลาดหลักแหลมกว่าใคร ก็เข้าใจดีว่าหากอยากให้คุณย่าเอ็นดู ก็ต้องรู้จักเอาใจ เขาจึงรีบยกแก้วนมผงมอลต์สกัดของตัวเองไปส่งให้ท่านถึงมือ
“คุณย่าดื่มสิครับ หวานอร่อยมากๆ เลยนะ เรามีกันคนละแก้วเลย”
แม่กู้ถึงกับเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ “ตายจริง มีของย่าด้วยเหรอจ๊ะ”
“มีสิครับ” เหิงเป่าตอบเสียงใส “มีของทุกคนเลย”
“แม่บอกว่าคุณย่าเย็บผ้าห่มให้พวกเรา เหนื่อยแย่เลยครับ” อวี้เป่ารีบเสริม
รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าของแม่กู้ ความอ่อนล้าจากการทำงานมาทั้งบ่ายหายเป็นปลิดทิ้ง “เย็บผ้าห่มให้หลานรักของย่า จะไปเหนื่อยอะไรกัน ย่าไม่เหนื่อยเลยสักนิด ยิ่งทำยิ่งมีแรงเสียอีก”
ท่านรับแก้วมาเปิดฝาออก ไอร้อนกรุ่นหอมลอยขึ้นแตะจมูก เมื่อเป่าเบาๆ แล้วจิบเข้าไปหนึ่งอึก รสชาติหวานละมุนก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งปาก ความอบอุ่นจากเครื่องดื่มค่อยๆ ไหลเวียนไปทั่วทุกอณูของร่างกาย ช่างเป็นความรู้สึกที่ผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก
หลังจากช่วยงานบ้านลูกชายคนที่สามจนเย็นย่ำ ขณะที่แม่กู้กำลังจะลากลับไปเตรียมอาหารมื้อค่ำ หลินเจาก็เดินเอาห่อฝ้ายหนัก 5 จินมายื่นให้
“นี่อะไรกันลูก” แม่กู้ถามอย่างงุนงง
“ให้แม่กับพ่อค่ะ” หลินเจาอธิบาย “ผ้าห่มของพวกท่านเก่ามากแล้ว ไม่ค่อยอุ่นเลยใช่ไหมคะ พอดีฉันมีฝ้ายเหลืออยู่ เลยอยากให้แม่เอาไปยัดเสริมเข้าไปใหม่”
ผ้าห่มของพ่อแม่สามีใช้มานานหลายปีจนฝ้ายด้านในแข็งเป็นก้อน ไม่กักเก็บความร้อนเท่าที่ควร ทุกวันนี้เมื่ออากาศหนาวจัด ทั้งสองท่านต้องอาศัยความร้อนจากเตาคัง ซึ่งจะอุ่นสบายแค่ช่วงหัวค่ำ แต่พอรุ่งสางร่างกายก็จะเย็นเฉียบ
แม่กู้รับห่อฝ้ายมาไว้ในมือ ความอบอุ่นจากน้ำใจของลูกสะใภ้แผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจ ท่านยิ้มกว้างอย่างมีความสุข “ขอบใจนะลูก งั้นพ่อกับแม่จะได้มีผ้าห่มผืนใหม่ใช้กันเสียที”
[จบบท]