บทที่ 5: แม่เปลี่ยนไป (1/2)
ในอดีต หลินเจาเป็นเพียงผู้ให้กำเนิด แต่ไม่เคยทำหน้าที่เลี้ยงดูอย่างแท้จริง เธอแทบไม่เคยซักผ้าอ้อมให้ลูกๆ ด้วยซ้ำ พอต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่เริ่มเดินได้ เธอก็ยิ่งไม่สนใจเรื่องอาหารการกิน ปล่อยให้เด็กๆ ไปกินข้าวที่บ้านใหญ่ของตระกูลกู้ ฝาแฝดอีกคู่ที่ยังเล็กก็เติบโตมาได้ด้วยน้ำข้าวที่ย่าของพวกเขาเป็นคนป้อน
“กู้เอ้อร์ไจ่” หลินเจาตัดสินใจเอ่ยชื่อเต็มของลูกชายคนรอง
ทันทีที่ได้ยินเสียงของผู้เป็นแม่ดังขึ้น ความขุ่นเคืองที่เคยมีอยู่เต็มอกของเอ้อร์ไจ่ก็พลันสลายไปในพริบตา ความกล้าหาญก่อนหน้านี้หดหายเหลือเพียงความประหม่า เขาเหลือบมองหลินเจาแวบหนึ่ง ก่อนจะถามเสียงอ่อย “เรียก...เรียกผมทำไมครับ”
น้ำเสียงนั้นบ่งบอกชัดเจนว่าความมั่นใจได้มลายหายไปสิ้นแล้ว
“ต่อไปนี้แม่จะดูแลพวกหนูเอง แต่มีข้อแม้ว่าพวกหนูต้องเชื่อฟังแม่ ทำได้หรือเปล่า” หลินเจาไม่เคยมีประสบการณ์ในการเลี้ยงลูกมาก่อน แต่เธอเชื่อลึกๆ ว่าลูกๆ ของเธอเป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่าย ถ้าได้พูดคุยกันดีๆ ต้าไจ่และเอ้อร์ไจ่ก็คงจะยอมรับฟัง
ขณะที่เอ่ยถาม สายตาของเธอก็กวาดมองไปยังเด็กชายฝาแฝดทั้งสองคน
เด็กแฝดบ้านกู้โตเกินวัยและเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้เร็วกว่าเด็กทั่วไป พวกเขารู้ดีว่าแม่ของตัวเองไม่เหมือนแม่ของคนอื่น แม่ของเพื่อนจะคอยโอบกอดลูกๆ แต่แม่ของพวกเขาไม่เคยทำแบบนั้นเลยสักครั้ง แม่ของคนอื่นจะทำอาหารอร่อยๆ ให้กิน แต่แม่ของพวกเขากลับไม่เคยใส่ใจไยดี
เมื่อความคิดเหล่านี้ผุดขึ้นมาในหัว ดวงตาของต้าไจ่ก็ฉายแววเศร้าสร้อยอย่างเห็นได้ชัด ชาวบ้านในกองพลผลิตต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวว่าแม่ไม่รักพวกเขา
แต่ในตอนนี้ เมื่อได้ยินแม่พูดว่าจะกลับมาดูแลเอาใจใส่ ความหวังเล็กๆ ก็เริ่มก่อตัวขึ้นในใจของต้าไจ่ เด็กชายรวบรวมความกล้าเอ่ยถามออกไป “แม่จะทำของอร่อยให้พวกเรากินไหมครับ”
“ทำสิ” หลินเจาตอบรับทันทีอย่างหนักแน่น
“แล้วแม่จะทำเสื้อผ้าชุดใหม่ให้พวกเราไหมครับ” ต้าไจ่ถามต่อ แต่แล้วก็กลัวว่าแม่จะมองว่าการเลี้ยงดูพวกเขามันสิ้นเปลืองเงินทองเกินไป จึงรีบลดมาตรฐานของตัวเองลง แล้วพูดอย่างระมัดระวังว่า “ไม่ต้องทำให้ทุกปีก็ได้ครับ หลายๆ ปีทำชุดนึงก็ได้...ได้ไหมครับ”
“ไม่ได้” คำตอบของหลินเจาดังก้องในใจ ‘ปีละชุดยังนับว่าน้อยไปด้วยซ้ำ หลายปีทำชุดเดียวน่ะเหรอ ไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน’
แสงประกายในดวงตาของต้าไจ่พลันหม่นแสงลง ความรู้สึกผิดหวังและน้อยใจถาโถมเข้าใส่จนพูดไม่ออก
หลินเจาเห็นท่าทีของลูกชายจึงรีบอธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจัง “หลายปีทำชุดเดียวมันจะไปพอได้ยังไง พวกหนูยังต้องโตขึ้นอีกนะ อย่างน้อยก็ต้องคนละสี่ชุดต่อปีถึงจะพอดี”
ต้าไจ่ถึงกับนิ่งอึ้งไปในทันที
ปีละสี่ชุด ไม่ใช่แค่ชิ้น แต่เป็นชุด ซึ่งหมายความว่ารวมทั้งหมดแล้วก็คือแปดชิ้น นี่เป็นจำนวนสำหรับคนๆ เดียวเท่านั้น มันต้องใช้เงินมากขนาดไหนกัน
“มันแพงมากเลยนะครับแม่ ผมใส่สลับกับน้องๆ ก็ได้” ต้าไจ่รู้สึกว่าแม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของเขามากขึ้น จึงกล้าที่จะเสนอความคิดออกไป
เอ้อร์ไจ่รีบขยับเข้ามาเบียดพี่ชายทันที เขาเบ้ปากเล็กน้อยขณะเงยหน้าขึ้นมองหลินเจา “แล้วแม่จะซื้อลูกอมให้ผมไหมครับ”
เด็กน้อยผู้ตะกละตะกลามนึกถึงรสชาติหวานเจี๊ยบของลูกอมแล้วก็เผลอกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ ครั้งสุดท้ายที่เขาได้ลิ้มรสมันก็คือตอนที่พ่อกลับมาเยี่ยมบ้านคราวก่อนนู้นเลย
หลินเจาแสร้งทำเป็นครุ่นคิด ก่อนจะแกล้งหยอกลูกชาย “แล้วถ้าแม่ไม่ซื้อให้ล่ะ”
เอ้อร์ไจ่เบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ ทุกคำขอของพี่ชายแม่ล้วนตอบตกลง แต่พอมาถึงตาของเขา แม่กลับปฏิเสธ เด็กน้อยผู้เอาแต่ใจจึงเชิดหน้าขึ้นอย่างทระนงแล้วพูดว่า “ไม่ซื้อก็ไม่ซื้อสิครับ รอให้พ่อกลับมาก่อนเถอะ ผมจะฟ้องพ่อให้มาจัดการแม่เลย”
หลินเจาถึงกับพูดไม่ออก หน้าของเธอเปลี่ยนเป็นสีเขียวทันที ก่อนจะเอื้อมมือไปบิดหูของเอ้อร์ไจ่เบาๆ “ใครสอนให้ลูกพูดแบบนี้ ‘ให้ผู้ชายของแม่มาจัดการแม่’ ฮะ”
เอ้อร์ไจ่ต้องเขย่งปลายเท้าขึ้นเพื่อผ่อนแรงดึงที่ใบหู ความเจ็บปวดทำให้ความหยิ่งผยองก่อนหน้านี้เหือดหายไปกว่าครึ่ง
“ไม่มีใครสอนครับ ผมได้ยินพวกป้าๆ ในหมู่บ้านเขาพูดกัน”
“ต่อไปห้ามเลียนแบบคำพูดของผู้ใหญ่เด็ดขาด” หลินเจาทำเสียงเข้ม
ต้าไจ่รีบใช้สะโพกกระทุ้งน้องชายเบาๆ แล้วพูดอย่างร้อนรน “แม่ครับ ผมไม่เคยเลียนแบบคำพูดผู้ใหญ่เลยนะครับ”
“ลูกน่ะดีที่สุดแล้ว” หลินเจาลูบแก้มของต้าไจ่อย่างแผ่วเบา น้ำเสียงของเธออ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
เอ้อร์ไจ่รีบยกมือเล็กๆ ของตัวเองขึ้น ดวงตาของเขาฉายแววออดอ้อน “ผมก็เป็นเด็กดีเหมือนกันนะครับ ถ้าแม่ซื้อลูกอมให้ผม ผมจะเป็นเด็กดียิ่งกว่านี้อีก แม่พูดอะไรผมก็จะทำตามทุกอย่างเลย” ดูสิ ตอนนี้ถึงกับรู้จักต่อรองเงื่อนไขแล้ว
“ก็ได้ แต่ตอนนี้แม่มีภารกิจแรกให้พวกหนูทำ นั่นก็คือไปอาบน้ำ” หลินเจาทนเห็นสภาพมอมแมมเนื้อตัวดำปี๋ของลูกๆ ไม่ไหวแล้ว ที่เธอยังทนมาได้จนถึงตอนนี้ก็เป็นเพราะว่าเด็กสองคนนี้คือลูกในไส้ของเธออย่างแท้จริง
ส่วนอีกสองคนที่ยังนอนหลับอยู่บนเตียง พอตื่นขึ้นมาก็ไม่พ้นชะตากรรมเดียวกันแน่นอน
เอ้อร์ไจ่ไม่ชอบการอาบน้ำเป็นที่สุด ใบหน้าของเขาตอนนี้ยับยู่ยี่เหมือนจีบซาลาเปา “ไม่อาบได้ไหมครับ”
“ได้สิ” แต่ก่อนที่รอยยิ้มของเอ้อร์ไจ่จะกว้างขึ้นไปกว่านี้ หลินเจาก็พูดสวนขึ้นมาว่า “งั้นพรุ่งนี้ซาลาเปาเนื้อที่แม่ซื้อมาก็ไม่มีส่วนของแกนะ”
ดวงตาของเอ้อร์ไจ่เป็นประกายขึ้นมาทันที เขารีบโผเข้ากอดแขนแม่แล้วถามอย่างตื่นเต้น “แม่จะซาลาเปาเนื้อเหรอครับ จริงหรือเปล่า”
หลินเจาแกล้งทำเป็นพูดตรงกันข้ามกับสิ่งที่ลูกชายอยากได้ยิน “โกหกน่ะ”
“แม่ยิ้มแล้ว แสดงว่าเป็นเรื่องจริงแน่ๆ ผมไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้เลย พี่รีบหน่อยสิ เราไปอาบน้ำกัน” เอ้อร์ไจ่รีบเร่งต้าไจ่อย่างกระตือรือร้น
หลินเจาจับตัวเด็กทั้งสองคนไว้ “กินมันเทศของพวกหนูให้เสร็จก่อน เดี๋ยวแม่ไปต้มน้ำร้อนให้”
เอ้อร์ไจ่ทำท่าเลียนแบบปู่ของเขา โบกมือไปมาอย่างแก่แดด “ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นหรอกครับ ใช้น้ำเย็นล้างๆ ถูๆ ก็พอแล้ว อยู่บ้านนอกไม่ต้องพิถีพิถันอะไรมาก”
หลินเจา “…”
เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ หันไปมองต้าไจ่ แล้วชี้ไปที่เอ้อร์ไจ่เป็นเชิงให้ช่วยจัดการน้องชายของเขาหน่อย ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องครัว
พอหลินเจาเดินจากไป ต้าไจ่ก็ขยับเข้าไปกระซิบข้างหูเอ้อร์ไจ่เบาๆ “เอ้อร์ไจ่ ฉันว่าแม่เปลี่ยนไปนะ”
เอ้อร์ไจ่เป็นเด็กไม่คิดอะไรมาก ไม่ได้ช่างสังเกตเหมือนพี่ชาย เขาเกาแก้มตัวเองเบาๆ แล้วหัวเราะแหะๆ “วันนี้แม่คุยกับพวกเราด้วยล่ะ ฮิฮิ”
หลังจากที่หลินเจาต้มน้ำเสร็จ เธอก็กุลีกุจอหยิบอ่างอาบน้ำออกมาให้ลูกชายทั้งสองคนใช้ พร้อมกับสั่งให้พวกเขาช่วยกันถูหลังให้กันและกัน ด้วยแรงจูงใจจากโร่วเปาในวันพรุ่งนี้ ต้าไจ่และเอ้อร์ไจ่จึงปฏิบัติตามคำสั่งของเธออย่างเคร่งครัด ทั้งสองคนผลัดกันถูหลังให้กันอย่างขะมักเขม้น ส่งเสียงฮึดฮัดอย่างตั้งอกตั้งใจ
“พี่ ตัวพี่สกปรกจังเลย” เอ้อร์ไจ่ผู้ปากไวอุทานออกมา คำพูดที่ตรงไปตรงมาของเขาช่างเสียดแทงใจเสียจริง
ใบหน้าของต้าไจ่แดงก่ำขึ้นมาทันที
เขารีบเหลือบมองไปที่ประตูห้องของหลินเจาโดยสัญชาตญาณ เมื่อเห็นว่าไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ จึงเดาว่าแม่คงไม่ได้ยินคำพูดของเอ้อร์ไจ่ เขาจึงวางใจลงได้
“ตัวนายก็สกปรกเหมือนกันนั่นแหละ เดี๋ยวอาบน้ำเสร็จก็สะอาดเอง” ต้าไจ่พยายามรักษาภาพลักษณ์ความเป็นพี่ชายของตัวเองไว้อย่างสุดความสามารถ
เอ้อร์ไจ่เป็นเด็กที่เชื่อฟังพี่ชายมาก เขาจึงพยักหน้าเห็นด้วย “อื้อ จริงด้วย”
แล้วพูดต่ออย่างมีความสุข “พออาบน้ำเสร็จ พวกเราก็จะเป็นเด็กที่สะอาดแล้ว”
ต้าไจ่ครางรับในลำคอ “อืม”
ในห้องนอน หลินเจานั่งพักได้ไม่นาน เสียงตะโกนอันดังของเอ้อร์ไจ่ก็ดังขึ้น
“แม่ครับ”
หลินเจาอยากจะบอกลูกชายเหลือเกินว่าอย่าเรียกแม่เลย ไปเรียกพ่อของลูกเถอะ แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะพ่อของเด็กๆ กำลังปฏิบัติภารกิจปกป้องประเทศชาติอยู่นี่สิ
เธอเดินไปทางประตู ขณะที่วงล้อสุ่มรางวัลปริศนานั้นยังคงลอยตามเธออยู่ไม่ห่าง หลินเจาหยุดเดินแล้วยื่นมือออกไปจิ้มๆ แตะๆ เพื่อศึกษามัน ในที่สุดเธอก็เจอการตั้งค่า ‘ซ่อนเมื่อไม่ใช้งาน’ ที่มุมหนึ่ง
หลังจากตั้งค่าสำเร็จ เธอก็เปิดประตูออกไป
เด็กชายทั้งสองคนยืนเปลือยกายล่อนจ้อนอยู่ในอ่างอาบน้ำ
เด็กวัยเพียงห้าขวบยังไม่รู้จักความอาย ไม่รู้ว่าการทำแบบนี้มันน่าเขินขนาดไหน พวกเขายังคงยิ้มแฉ่งอย่างร่าเริง
“แม่ครับ พวกเราอาบน้ำเสร็จแล้ว จะตรวจไหมครับ” เอ้อร์ไจ่ตะโกนถามเสียงดัง
ถึงแม้เขาจะไม่ชอบการอาบน้ำ แต่พออาบเสร็จแล้วก็รู้สึกสบายตัวดีเหมือนกัน
“ไม่ต้องตรวจแล้วล่ะ พวกหนูรออยู่ตรงนั้นนะ เดี๋ยวแม่ไปเอาเสื้อผ้ามาให้” หลินเจาพูดพลางเดินไปยังห้องนอนของเด็กๆ ตอนนี้อากาศร้อน ถึงจะเปลือยท่อนบนก็ไม่เป็นไร
เธอเปิดตู้เสื้อผ้าใบเล็กออกดู ข้างในมีเสื้อผ้าอยู่เพียงไม่กี่ชิ้น กองสุมกันอยู่อย่างไม่เป็นระเบียบ ไม่มีใครเคยสอนให้พวกเขาพับผ้า เด็กๆ เองก็ทำไม่เป็น เสื้อผ้าทุกตัวมีรอยปะขนาดใหญ่ แต่โชคดีที่ยังดูสะอาดอยู่บ้าง คงเป็นฝีมือการซักของย่าของต้าไจ่นั่นเอง
หลินเจาหยิบเสื้อกล้ามออกมาสองตัวกับกางเกงขาสั้นอีกสองตัว แต่หากางเกงในไม่เจอ เธอจึงตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะไปแลกผ้ามาตัดให้ลูกๆ ทั้งสี่คน รวมถึงเสื้อผ้าชุดใหม่ด้วย ที่บ้านก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเงินหรือตั๋วแลกของเสียหน่อย
เธอหยิบเสื้อผ้าแล้วเดินออกมาที่ลานบ้าน
เด็กทั้งสองคนหัดใส่เสื้อผ้าเองได้ตั้งแต่ตอนอายุสามขวบแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้หลินเจาช่วยเลยแม้แต่น้อย
ต้าไจ่ใส่เสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ดึงชายเสื้อให้ตรงอย่างบรรจง เขาเงยหน้าขึ้นมองหลินเจาพร้อมกับรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเขินอายและความคาดหวัง