บทที่ 502: ของตอบแทนที่ไม่คาดฝัน
ที่ผ่านมาไม่มีใครให้ถามไถ่ แต่ตอนนี้เมื่อจ้าวต้ายากลับมาจากกองพลการผลิตเฟิงโซว ก็เหมือนมีแหล่งข่าวชั้นดีมาอยู่ตรงหน้า ชาวบ้านจึงไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป
จ้าวต้ายาส่ายหน้าปฏิเสธ “ฉันไม่รู้หรอก”
“จะเป็นไปได้ยังไงที่เธอจะไม่รู้ ไม่ได้ถามมาเหรอ” หญิงคนหนึ่งถามสวนขึ้น ก่อนจะส่ายหน้ากับคำตอบของตัวเอง “ไม่จริงน่า ต่อให้เธอไม่ถาม น้องสาวเธอก็ต้องเล่าให้ฟังอยู่แล้ว”
อีกคนเสริมขึ้นอย่างร้อนใจ “ต้ายา ถ้าเธอรู้อะไรมาก็อย่าปิดบังกันเลยนะ พวกเราไม่ได้คิดร้ายอะไร แค่อยากรู้ว่า...ถ้ากองพลการผลิตของเราจะปลูกเห็ดกับเขาบ้างจะได้ไหม เราจะได้ไปขอร้องผู้ใหญ่บ้าน ให้ท่านไปคุยกับเลขาธิการคอมมูน ให้หมู่บ้านเราเป็นพื้นที่ทดลองด้วยคน”
“ฉันได้ยินมาว่าที่กองพลการผลิตตงเฟิงเขากำลังสร้างโรงเรือนเพาะเห็ดกันใหญ่โตเชียว แล้วเมื่อไหร่จะถึงตาเราบ้างล่ะ ได้ยินว่าปลูกเห็ดครั้งหนึ่งทำเงินได้เยอะเลยนะ”
เสียงพูดคุยจอแจดังขึ้นรอบตัวจ้าวต้ายาไม่ขาดสาย
“ฉันไม่รู้จริงๆ นะ ไม่ได้ถามอะไรละเอียดเลย” จ้าวต้ายาต้องพูดให้เสียงดังขึ้นเพื่อกลบเสียงรอบข้าง “แต่ลิ่วเหนียงก็บอกอยู่นะว่า...อะไรสักอย่างที่แปลว่าเดี๋ยวก็ถึงตาพวกเราเหมือนกัน”
หญิงสาวรู้สึกแก้มร้อนขึ้นมา ไม่กล้าบอกออกไปว่าตัวเองฟังที่น้องสาวพูดไม่เข้าใจเลยสักนิด
ชายชราคนหนึ่งในกลุ่มซึ่งพอจะมีความรู้อยู่บ้าง ลองเดาความหมาย “ที่ว่านั่น คงหมายถึงให้อดทนรอไปก่อนใช่หรือไม่”
“ใช่ๆๆ คำนั้นเลยค่ะ” จ้าวต้ายารีบพยักหน้าเห็นด้วยทันที
ชายชราเหลือบมองหญิงสาวแวบหนึ่งก่อนจะเปรยขึ้น “เห็นทีเราต้องเปิดชั้นเรียนสอนหนังสือผู้ใหญ่กันได้แล้ว คนเราจะอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ไม่ได้แล้วนะ”
“ไม่อย่างนั้นแม้แต่คำพูดง่ายๆ ก็ยังฟังไม่เข้าใจ”
น้ำเสียงนั้นไม่ได้เจาะจงตำหนิใคร เป็นเพียงการรำพึงรำพันจากสิ่งที่ได้เห็น
แต่สำหรับจ้าวต้ายาแล้ว คำพูดนั้นกลับทำให้ใบหน้าร้อนผ่าว เธออ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบเสียงแผ่วเบา “...ฉันจะเรียนค่ะ ถ้ามีเปิดสอนเมื่อไหร่ ฉันจะไปเรียนทุกวันเลย”
การได้พบกับจ้าวลิ่วเหนียงในครั้งนี้ ทำให้เธอตระหนักว่าช่องว่างระหว่างเธอกับน้องสาวมันกว้างขึ้นทุกที ไม่ใช่ในแง่ของฐานะความเป็นอยู่ แต่เป็นในแง่มุมอื่นที่ลึกซึ้งกว่านั้น
—อย่างเช่นคำพูดของน้องสาว ที่บางครั้งเธอกลับฟังไม่เข้าใจ
“มีความตั้งใจแบบนั้นก็ดีแล้ว” ชายชราคนเดิมมองเธอด้วยแววตาชื่นชม ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ยุคสมัยนี้ คนไม่รู้หนังสืออยู่ลำบาก”
จ้าวต้ายารับฟังและจดจำทุกถ้อยคำไว้ในใจ เธอตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะต้องรู้หนังสือให้ได้
ทว่าบางคนกลับไม่ได้ใส่ใจสาระสำคัญนั้น สิ่งเดียวที่พวกเขาสนใจคือรายได้ที่จะช่วยให้ปากท้องอิ่มขึ้น จึงถามด้วยความกระวนกระวายว่า “แล้วที่ว่าให้อดทนรอน่ะ มันหมายความว่ายังไงกันแน่”
“สรุปว่ากองพลการผลิตของเราจะได้ปลูกเห็ดไหม”
ชายชราถอนหายใจช้าๆ “ก็หมายความว่าอย่าเพิ่งใจร้อน ให้รอประกาศจากทางการ”
สิ้นคำตอบนั้น บรรยากาศที่เคยคึกคักก็เงียบลงทันตาเห็น สีหน้าของทุกคนสลดลง ไหล่ที่เคยตั้งตรงลู่ลงอย่างหมดหวัง
จ้าวต้ายาเม้มริมฝีปากแน่น อาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสนใจ แอบปลีกตัวเดินกลับบ้านอย่างเงียบๆ
ในมือข้างหนึ่งของเธอมีของที่น้องสาวให้มา ส่วนอีกข้างถือตะกร้าใบเล็กที่น้องชายสามีของจ้าวลิ่วเหนียงเป็นคนยัดใส่มือมาให้ ซึ่งเธอก็ยังไม่รู้ว่าข้างในมีอะไรอยู่
เมื่อกลับถึงบ้าน ซย่าซย่า ลูกสาวของเธอก็วิ่งออกมารับ
“แม่ กลับมาแล้วเหรอคะ ทำไมวันนี้กลับเร็วจัง” เด็กหญิงถามด้วยความแปลกใจ เพราะกองพลการผลิตเฟิงโซวอยู่ห่างออกไปมาก หากเดินเท้าก็ต้องใช้เวลาร่วม 2 ชั่วโมง
จ้าวต้ายายิ้มบางๆ “น้องชายสามีของน้าเล็กเขาขี่จักรยานมาส่งแม่น่ะ เลยกลับเร็วหน่อย”
“จักรยานเหรอคะ” ดวงตาของซย่าซย่าทอประกายวาววับ
“ใช่แล้ว”
“บ้านน้าเล็กซื้อจักรยานแล้วเหรอคะ” เด็กหญิงถามด้วยความตื่นเต้นระคนอิจฉา
“จักรยานคันนั้นเป็นของภรรยาน้องชายสามีของน้าเล็กเขาต่างหาก” จ้าวต้ายาอธิบาย
“อ๋อ...” ซย่าซย่าพยักหน้ารับรู้ ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอีกต่อไป
เธอเคยเจออาสะใภ้ทั้งสองของน้าเล็ก และรู้ดีว่าแม่หมายถึงใคร...คนที่มีท่าทางดูเป็นคนเมืองยิ่งกว่าคนที่มาจากในเมืองเสียอีก แต่เธอก็ไม่รู้ว่าจะเรียกขานสถานะของอีกฝ่ายให้ถูกต้องได้อย่างไร
จ้าวต้ายาวางของลงแล้วเปิดตะกร้าดูก่อนเป็นอันดับแรก ข้างในมีมันเทศจีน 2 หัว กับแป้งฟู่เฉียงอีก 1 จิน
หญิงสาวนิ่งงันไปชั่วครู่ “นี่มัน...”
ซย่าซย่าที่ชะโงกหน้าเข้ามาดูก็ถึงกับตาโตอ้าปากค้าง จมูกของเธอราวกับได้กลิ่นหอมกรุ่นของแป้งสาลีลอยออกมา
เด็กหญิงกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ก่อนจะถามเสียงสั่น “แม่...นี่แป้งฟู่เฉียงใช่ไหมคะ เราได้มาจากไหน”
“...เป็นของจากบ้านกู้” จ้าวต้ายาตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกตื้นตันจนยากจะอธิบาย
การที่เธอเอาของมาฝากไหลเม่ย ถือเป็นน้ำใจที่ป้าควรมีให้หลาน แต่เธอไม่เคยคาดคิดเลยว่าครอบครัวกู้จะมอบของตอบแทนกลับมาให้ แถมยังเป็นของดีมีค่าถึงเพียงนี้
ในยุคที่อาหารการกินหายาก ธัญพืชที่ใช้ประทังชีวิตเช่นนี้ จะไม่เรียกว่าของดีได้อย่างไรกัน
“หา...จริงเหรอคะ” ซย่าซย่าอุทานด้วยความประหลาดใจ “คนบ้านกู้ใจดีจังเลย”
“ใช่ ทุกคนใจดีมากจริงๆ” จ้าวต้ายาเอ่ยเสริม
เธอนึกถึงตอนที่แอบเอาของมีค่าในบ้านไปให้น้องสาว แล้วสามีแสดงท่าทีไม่พอใจ...คราวนี้ล่ะ จะรอดูว่าเขาจะว่าอย่างไรได้อีก!
ในวินาทีนั้น จ้าวต้ายาก็รู้สึกว่าแผ่นหลังของตัวเองเหยียดตรงขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
เธอหยิบห่อพุทราจีนและน้ำตาลทรายแดงส่งให้ลูกสาว “นี่น้าเล็กฝากมาให้หนูนะ น้ำตาลทรายแดงเก็บไว้ชงน้ำอุ่นๆ ดื่มตอนมีรอบเดือน ส่วนพุทราจีนก็กินเล่นวันละเม็ด บำรุงร่างกายดีนัก”
เมื่อได้รับของดีๆ มากมายในคราวเดียว ซย่าซย่าก็ยิ้มกว้างจนดวงตาโค้งเป็นเสี้ยวจันทร์
“น้าเล็กให้หนูเหรอคะ น้าเล็กใจดีที่สุดในโลกเลย”
ใช่สิ...น้องสาวของแม่ใจดีที่สุดเสมอ จ้าวต้ายาคิดในใจ
เธอย้อนนึกถึงวันวานที่ชาวบ้านต่างตราหน้าว่าเธอโง่เง่า ลำพังตัวเองก็จะเอาชีวิตไม่รอดอยู่แล้ว ยังหาเรื่องเลี้ยงปากท้องที่ ‘เกิน’ มาอีกหนึ่ง
หลายคนแนะนำให้เธอ ‘ส่ง’ ลิ่วเหนียงออกไปให้พ้นๆ เสีย จะได้หมดภาระ
อะไรคือส่วนเกิน ไม่มีใครบนโลกนี้เป็นส่วนเกิน
นั่นคือหนึ่งชีวิตที่มีเลือดเนื้อเชียวนะ
เธอจำได้ดีว่าต้องกัดฟันสู้เพียงใด ยอมอดข้าวหนึ่งคำเพื่อให้น้องสาวได้อิ่มท้อง เฝ้าประคบประหงมเลี้ยงดูมาทีละคำ ทีละคำ จนเติบใหญ่
จ้าวต้ายาไม่เคยคาดหวังสิ่งใดตอบแทน แต่เมื่อน้องสาวยื่นน้ำใจกลับมาให้ มันก็ยังทำให้ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาอยู่ดี
ดีเหลือเกิน...ดีจริงๆ ที่พวกเธอสองคนรอดชีวิตมาได้
และดียิ่งกว่านั้น คือตอนนี้พวกเธอต่างมีกำลังพอที่จะดูแลกันและกันได้บ้างแล้ว
...
เรื่องราวของครอบครัวจ้าว หลินเจอก็พอได้ยินมาบ้าง
ชะตากรรมของพี่น้องตระกูลจ้าวไม่ต่างจากภาพสะท้อนชีวิตของเด็กสาวในชนบททั่วไปที่เธอเคยพบเห็นมานับครั้งไม่ถ้วน จนกลายเป็นเรื่องที่คุ้นชิน
แต่เมื่อได้ยินข่าว ‘เวรกรรมตามสนอง’ ของเฒ่าจ้าว เธอก็อดที่จะยินดีกับหญิงสาวทั้งหกคนของบ้านจ้าวไม่ได้
พอเล่าถึงเรื่องที่บิดาผู้ให้กำเนิดขยับตัวไม่สะดวกจนไม่สามารถเดินทางไกลได้อีกต่อไป ใบหน้าของจ้าวลิ่วเหนียงก็ฉายแววสะใจอย่างปิดไม่มิด
ดูเหมือนว่าตอนนี้เธอจะเริ่มเปิดใจและไว้ใจหลินเจามากขึ้นทุกที
“...” หลินเจาหาคำพูดที่เหมาะสมไม่ถูกไปชั่วครู่ “ก็ดีแล้วนี่คะ ใช้ธัญพืชแค่ปีละ 30 จิน แลกกับความสงบในชีวิต พี่สะใภ้รองก็อย่าไปเสียดายเลยค่ะ อีกอย่าง ปังปังกับไหลเม่ยก็โตพอจะช่วยเก็บของป่าหาธัญพืชได้ปีละหลายจินแล้ว ของแค่นี้ไม่กระทบกระเทือนบ้านเราหรอก”
“...ไม่เสียดายสักหน่อย” จ้าวลิ่วเหนียงเชิดหน้าตอบ แต่ในใจกลับยิ่งคิดยิ่งเจ็บใจ พอจินตนาการว่าธัญพืช 30 จินต้องตกไปอยู่ในท้องของคนคนนั้น ก็รู้สึกเสียดายจนแทบกระอัก
หลินเจามองแวบเดียวก็รู้ทัน จึงเอ่ยเตือนขึ้นว่า “พี่อย่าลืมสิว่ายังมีรายได้จากการปลูกเห็ดอีกนะ แค่ขายครั้งแรกก็ได้เงินมาตั้งสิบกว่าหยวนแล้ว”
คำพูดนั้นได้ผลชะงัด จ้าวลิ่วเหนียงพลันยิ้มกว้างจนหน้าบานเป็นจานเชิง ถึงกับตบต้นขาตัวเองฉาดใหญ่แล้วหัวเราะก๊ากออกมาเสียงดังลั่น
มุมปากของหลินเจากระตุกเล็กน้อย
หลังจากหัวเราะจนพอใจ จ้าวลิ่วเหนียงก็นวดแก้มที่เริ่มตึงของตัวเองเบาๆ รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยสีหน้าครุ่นคิดและน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น “สมุดพกใกล้จะออกแล้ว ไม่รู้ว่าปังปังกับไหลเม่ยจะสอบได้เรื่องหรือเปล่า...”
สีหน้าของหลินเจายังคงเรียบเฉย
“เธอไม่กังวลบ้างเหรอ” ตลอดหลายวันที่ผ่านมา จ้าวลิ่วเหนียงเอาแต่คิดวนเวียนอยู่ว่า หากลูกชายตัวดีทั้งสองสอบตกอีกรอบ เธอจะมอบบทเรียนอะไรในปิดเทอมฤดูหนาวนี้ให้พวกเขาลืมไม่ลงดี
ในใจของเธอปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเห็นลูกชายทั้งสองเติบโตไปมีอนาคตที่สดใส
ก็มันช่วยไม่ได้นี่นา ในบรรดาญาติพี่น้องทั้งหมด คนที่มีการศึกษาสูงที่สุดคือคนที่มีชีวิตความเป็นอยู่ดีที่สุด
ไอ้พวกที่พูดว่าวุฒิการศึกษาไม่สำคัญน่ะ มันก็แค่พวกพูดจาไร้สาระทั้งนั้น ถ้าวุฒิไม่สำคัญจริง แล้วทำไมโรงงานถึงรับสมัครแต่คนที่จบมัธยมต้นหรือมัธยมปลาย คนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้น่ะ แม้แต่โอกาสจะยื่นใบสมัครยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ
ชีวิตของเธอคงได้แค่นี้ แต่ปังปังกับไหลเม่ยต้องไปได้ไกลกว่า
และหากจะพูดให้เพ้อฝันไปกว่านั้น ต่อให้ในอนาคตอาสามของพวกเขาจะก้าวหน้าในหน้าที่การงานจนสามารถช่วยเหลือจัดหางานดีๆ ให้ได้ แต่ถ้าตัวพวกเขาทั้งสองไร้ความสามารถ ก็คงไม่มีปัญญาไปอยู่ดี
“ไม่กังวลเลยค่ะ ฉันว่าอวี้เป่ากับเหิงเป่าก็น่าจะทำข้อสอบได้ดีนะคะ” หลินเจาตอบ
“เธอรู้ได้ยังไง”
หลินเจายิ้มจนดวงตาเป็นประกาย “ก็สองคนนั้นพื้นฐานค่อนข้างดีนี่คะ ทั้งฉันทั้งอาเล็กของเขาก็ช่วยกันสอนมาตลอด ถ้าขนาดนี้แล้วยังสอบได้ไม่ดีอีกล่ะก็...”
...ก็คงไม่เป็นอะไร
หลินเจาคิดต่อในใจ ยังไงเสียเด็กๆ ก็เพิ่งจะเรียนอยู่ชั้นปีที่ 1 เท่านั้น
ลูกแฝดของเธอยังอายุน้อย ถ้าตามเพื่อนไม่ทันจริงๆ อย่างมากก็แค่ซ้ำชั้น แต่เธอมองว่าโอกาสที่จะเป็นเช่นนั้นมีน้อยมาก
เพราะลูกชายทั้งสองคนของเธอฉลาดเป็นกรด หลักสูตรชั้นประถมง่ายๆ แค่นี้ ไม่น่าจะยากเกินความสามารถของพวกเขาไปได้
[จบบท]